ผมตีความว่า มหาวิทยาลัยไทยเติบโตมาจากราชการ อยู่ท่ามกลางวัฒนธรรมองค์กรแบบราชการ ที่เน้นรูปแบบตายตัว ควบคุมสั่งการ (establishment) แต่สังคมวิชาการต้องการวัฒนธรรมที่แตกต่าง ที่ท้าทายรูปแบบวิธีการหรือความเชื่อเดิมๆ (anti-establishment) เพื่อให้สามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ได้
สังคมวิชาการจึงติดบุคลิกต่อต้านฝ่ายบริหาร ไม่ไว้ใจผู้บริหาร ผมคิดอย่างนี้ไม่ทราบว่าถูกหรือผิด แต่ผมเห็นภาพนี้ในทุกมหาวิทยาลัยที่ผมเข้าไปเกี่ยวข้อง ยิ่งบางมหาวิทยาลัยที่ระบบกำกับดูแล (governance) ไม่เข้มแข็ง ปล่อยให้ฝ่ายบริหารทำสิ่งที่ไม่ค่อยสะอาด ความระแวงต่อต้านก็จะยิ่งมาก สภาพเช่นนี้นำไปสู่ความเจ็บป่วยขององค์กร ที่อาจเรียกว่าโรคไม่ไว้วางใจกัน (Mutual-Trust Deficiency Disease)
ที่จริงเมื่อเทียบกับสังคมภาพกว้าง มหาวิทยาลัยเป็นที่รวมของคนเก่งและคนดี จะมีที่เป็นข้อยกเว้นก็ไม่มาก ดังนั้น หากทำให้เกิดความสามัคคีรวมใจกันได้ จะเกิดพลังมหาศาล จะทำให้มหาวิทยาลัยสามารถทำประโยชน์ยิ่งใหญ่ให้แก่สังคมได้
ผมจึงชื่นชม มช. มาก ที่มีการดำเนินการสัมมนาผู้บริหารระดับหัวหน้าภาควิชาขึ้นไปถึงปีละ ๒ ครั้ง จัดต่อเนื่องมานานมาก และในวันที่ ๒๑ – ๒๓ พ.ค. ๕๓ ก็จัดอีก ในหัวข้อ ยุทธศาสตร์การพัฒนามหาวิทยาลัยสู่ความเป็นเลิศ
และยิ่งชื่นชม ที่ได้เห็นวิธีการจัดการสัมมนา ที่ได้ทั้งแนวคิดกว้างๆ จากการบรรยายของวิทยากร และได้มติที่ร่วมกันคิด สู่แนวทางปฏิบัติร่วมกัน วิธีการจัดประชุมกลุ่มที่มีความต่อเนื่องจากมติครั้งก่อนๆ จากแนวคิดสู่แนวปฏิบัติร่วมกัน อย่างที่ทาง มช. จัด จะเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งในการสร้างความสามัคคีพร้อมใจในมหาวิทยาลัย
ผมเห็นอาการโรค Mutual-Trust Deficiency Disease ตั้งแต่ผมยังเป็นอาจารย์เด็กๆ ในมหาวิทยาลัย จึงกำหนดกับตัวเองไว้ ว่าหากมีโอกาสจะหาทางบำบัดโรคนี้ ดังนั้น เมื่อผมเข้าไปเกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยและระบบอุดมศึกษา ผมจึงหาทางสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน ด้วยวิธีการต่างๆ
วิธีหนึ่ง คือต้องจัดให้กลไกกำกับดูแล (University Governance) มีความเข้มแข็ง และอีกวิธีหนึ่ง คือ จัดให้คนในมหาวิทยาลัยมีส่วนร่วมกันกำหนด ปณิธานความมุ่งมั่น (purpose) ค่านิยมหลัก (core value) เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ (strategic direction & goals) และยุทธศาสตร์การดำเนินการพัฒนาองค์กร
วิจารณ์ พานิช
๒๔ พ.ค. ๕๓
ความสามัคคีที่เกิดขึ้นจากความสุขเปรียบกับคนที่ "จับมือกัน" ร่วมกันทำงาน
ความสามัคคีที่เกิดขึ้นจากความทุกข์เปรียบกับคนที่ "กอดคอกัน" ร่วมหัวจมท้ายกัน
ในปัจจุบันสังคมในมหาวิทยาลัยหรือสังคมโดยทั่วไปรู้จักแต่ "ร่วมสุข" แต่พอตอนทุกข์ "หลีกลี้ หนีหน้า" ความสามัคคีในสังคมจึงถูกทักทอและฉาบหน้าเป็นเพียงฉากหน้าของตัวตน
ความสามัคคีที่แท้จริงไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากรอยยิ้มฉันใด ความสามัคคีที่แท้ย่อมเกิดขึ้นได้จากหยาดเหงื่อและคราบน้ำตาฉันนั้น...
เรียนท่านอาจารย์หมอด้วยความเคารพ
คุณพี่ปภังกร แสดงความคิดเห็นได้ถึงเนื้อในครับผม กระผมมองเห็นคล้ายๆท่าน ทั้งนี้อาจจะมีส่วนเพิ่มเติมอยู่บ้าง อยู่หลายๆเรื่องครับผม นี่เป็นความเห็นส่วนตัว กระผมอาจจะคิดผิดก็ได้ ก็หวังว่า ขอให้คิดผิดดีกว่าคิดถูกครับผม ในกรณีนี้
ด้วยความเคารพครับผม
นิสิต