หลังจากที่ได้ e-mail ตอบรับจาก National Medicine Symposium ให้นำเสนอผลงานวิชาการแบบโปสเตอร์ถึง 2 เรื่องที่ส่งไป เราก็ทำการบ้านกันอย่างหนักตั้งแต่หาข้อมูลการทำวีซ่า ตั๋วเครื่องบิน ที่พัก ทั้งนี้ก็ได้ข้อมูลจากเพื่อนริบบิ้น ช่วยได้มากเลย จะเล่าให้ฟังเป็นอย่างๆ ไปนะคะ
การทำวีซ่าออสเตรเลีย
การทำวีซ่าของประเทศออสเตรเลียนั้นจะต้องผ่านบริษัทที่เป็นตัวแทนก็คือ VFS ค่ะ หลังจากพิจารณาข้อมูลอยู่นานก็ตัดสินใจใช้บริการของ GDA (เป็นตัวแทนในการรับส่งเอกสารของ VFS อีกที) ที่จังหวัดเชียงใหม่ ค่าบริการในการทำวีซ่าจะต้องซื้อ Draft ธนาคารสั่งจ่าย The Australian Embassy Bangkok จำนวน 3,350 บาท และค่าบริการจัดส่งเอกสารสั่งจ่าย VFS Thailand Co Ltd. 1,155 บาท ใช้เวลาประมาณ 5-7 วัน แต่ต้องระวังนะคะว่าเราจะเดินทางเข้าไปด้วยวีซ่าแบบไหน จะต้องคุยกับเจ้าหน้าที่ให้ชัดเจนถึงวัตถุประสงค์การเดินทางค่ะ ครั้งนี้เราไปนำเสนอผลงานวิชาการใช้เอกสารขอวีซ่าแบบ 456 (ถ้าเป็นวีซ่าท่องเที่ยวจะใช้แบบ 48r) ข้อดีของการใช้บริการ GDA ก็คือเอกสารเดินทางไวมาก ไม่ต้องกลัวหาย และเค้าก็ติดตามเอกสารให้ด้วยค่ะ และที่สำคัญต้องเตรียมเอกสารให้ครบนะคะ
การทำวีซ่าของออสเตรเลียไม่ต้องไปแสดงตัวเหมือนของอเมริกาค่ะ เพียงแต่เตรียมเอกสารดังนี้ค่ะ
- แบบฟอร์ม 456 สำหรับผู้ได้รับเชิญไปเข้าร่วมอบรมวิชาการระยะสั้น (ถ้าเป็นวีซ่าท่องเที่ยวต้องใช้แบบฟอร์ม 48r)
- Passport ฉบับจริง (วันหมดอายุมากกว่า 6 เดือน)
- รูปถ่ายหน้าตรงขนาด 2 นิ้ว 1 รูปสำหรับติดแบบฟอร์ม
- สำเนาบัตรประชาชน
- หนังสือรับรองเงินเดือน
- Bank book ฉบับจริง
- Draft ธนาคาร สั่งจ่าย The Austrelian Embassy Bangkok จำนวน 3,350 บาท
- Letter of invitation หรือ e-mail ตอบรับที่เค้าส่งมานั่นแหละ
- Print out ตั๋วเครื่องบิน
- Print out ใบจองที่พักที่จ่ายค่ามัดจำไปแล้ว 40 AUD
การส่งเอกสารไปสถานทูตอาจจะส่งไปรษณีย์หรือส่งผ่านตัวแทน (VFS) ก็ได้ เราเลือกส่งผ่านตัวแทนค่ะเพราะกลัวผิดพลาด เวลาเหลือน้อยเต็มที มีตัวแทน GDA ที่เชียงใหม่จัดส่งเอกสารให้กับ VFS ที่กรุงเทพ ที่เชียงใหม่เราก็ไปส่งเอกสารเค้าก็แนะนำดีนะคะ เค้าให้เราเปลี่ยนแบบฟอร์มที่กรอกจาก 48r เป็น 456 เพราะถูกต้องกว่า แต่มีเรื่องไม่ปลื้มเล็กน้อยก็คือผู้ติดตามของเราจะต้องใช้แบบฟอร์มของวีซ่าท่องเที่ยวเพราะไม่ได้ลงทะเบียนเข้าร่วมประชุม (อันนี้ GDA ก็ไม่รู้ เค้าก็ขอโทษเราแล้วด้วย สถานทูตโทรมาติดต่อเราโดยตรงเองว่าให้เปลี่ยนแบบฟอร์ม) ก็เลยต้องส่งเอกสารไปเพิ่มเติม แต่ความรู้สึกเล็กๆ นิดนึงก็คือไม่ค่อยประทับใจกับเจ้าหน้าที่สถานทูตซึ่งเป็นคนไทยด้วยกันเอง เรารู้สึกว่าเค้าไม่ค่อยให้ความกระจ่างกับเราเท่าไหร่ ถามคำตอบคำและก็ห้วนๆ แต่ก็นั่นแหละเราต้องง้อเค้าหนิ บทเรียนที่ได้รับครั้งนี้เราก็ตั้งใจว่าจะไม่ทำกิริยา/น้ำเสียง แบบนี้กับใครเด็ดขาดเพราะมันทำให้คนฟังรู้สึกแย่มากมาก... สรุปแล้วเอกสารวีซ่าของเราก็เรียบร้อยแล้ว รวมทั้งผู้ติดตาม (กว่าจะเรียบร้อยก็ลุ้นกันอยู่นาน)
พอได้ passport กลับมาด้วยความเคยชินเราก็พลิกหาหน้า passport ที่มีวีซ่าแปะไว้ว่าจะสวยรึเปล่า ปรากฏว่า ไม่มีค่ะ ของประเทศออสเตรเลียจะเป็น E-visa จะไม่มีเอกสารเป็นกระดาษค่ะ เลยอดมีวีซ่าสวยๆ ใน passport เลย...จากนั้นเราก็รอคอยการเดินทางในช่วงวันที่ 25-30 พค. 2553 ของเรา...Melbourne Australia
ตั๋วเครื่องบิน
อันนี้ก็หากันแบบถูกสุดสุด ได้ Jet star ซึ่งเป็น low cost ของ Austrelia เค้าล่ะ ได้ข้อมูลจากเพื่อนริบบิ้นเหมือนเดิม ก็จองทาง internet เรียบร้อยแล้ว อย่าลืมเลือกที่นั่งด้วยนะคะ เฉพาะ 3 แถวแรกจะมีที่พักขา อันนี้ต้องจ่ายเงินเพิ่ม เราก็เลือก แถวถัดไปใกล้หน้าต่างค่ะ
การเดินทาง
เราเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวจากลำปางมากรุงเทพฯค่ะ ก็ใช้เวลามาตรฐานคือ 6 ชั่วโมง เพราะเรามีกำหนดการบินตอน 22.00 น. ด้วยสายการบิน low cost ของออสเตรเลียคือ Jet star ราคาเพียง 20,807 บาท ไปกลับ ซึ่งก็สมแล้วที่เป็น low cost ค่ะเพราะไม่มีอะไรแจกบนเครื่องเลย ระยะเวลา 8 ชั่วโมงของการเดินทางไม่มีอะไรแจกเลยแม้แต่ผ้าห่ม แต่มีของขายค่ะ มีแซนวิชเย็นๆ และอาหารที่ไม่เวิร์คเลยบนเครื่อง อ้อ ลืมไป เค้าแจกน้ำดื่ม 1 ขวดเล็กค่ะ ก็ยังมีที่มีให้...
การเดินทางจากสนามบินสู่ตัวเมือง Melbourne
พอไปถึงสนามบิน Tulamarine ของ Melbourne ก็พบกับความหนาวของอากาศแต่ก็ไม่มากนะคะ กำลังพอดีทางเหนือบ้านเรา จากสนามบินเราจับแท็กซี่เพื่อเข้าไปในเมืองที่เราจองที่พักเอาไว้ ตอนแรกก็กะว่าจะเข้าเมืองโดย sky bus แต่จากข้อมูลบอกว่าถ้าเดินทางกัน 3 คน ไปแท็กซี่จะสะดวกกว่าและราคาพอๆ กัน ก็เลยใช้แท็กซี่ค่ะ คนขับแท็กซี่ชื่อคุณ Anar เค้าถามถึงเมืองไทยด้วยค่ะทำนองว่าตอนนี้เป็นอย่างไรบ้างเพราะเค้าติดตามสถานการณ์จากทีวีที่นี่ เราก็ยิ้มและก็บอกเค้าว่า ตอนนี้ OK แล้ว...

ที่พัก
กว่าจะหาได้แบบราคาไม่แพงและใกล้กับที่ประชุมก็ใช้เวลานิดหน่อย เพื่อนริบบิ้นอีกแล้วที่เป็นผู้แนะนำ เพื่อนบอกว่าที่นี่ใกล้สุดชื่อ Hotel Enterprize เดินแป๊ปเดียวก็ถึง แต่ใน review บอกว่าไม่ค่อยดีก็ไม่เป็นไรหรอกๆ ทนๆ อยู่ไปเถอะไม่กี่วันเอง
ตะลอนทัวร์ Melbourne
เรามาถึงวันที่ 26 พค. ค่ะเพราะเวลาในออสเตรเลียจะเร็วกว่าเมืองไทย 3 ชั่วโมง พอมาถึงเราก็ออกเดินจากโรงแรมเพื่อไปขึ้นรถรางฟรี ที่นี่เค้าเรียกว่า “แทรม” ชนิดที่ขึ้นฟรีจะเป็นสีแดง สาย 35 เท่านั้นค่ะ นอกนั้นเสียตังค์หมด โดยสถานีรถแทรมก็ไม่ไกลจากโรงแรมเท่าไหร่ เดินมาจากโรงแรมหน่อยก็เจอ Seven ซึ่งมีอยู่ทุกมุมเมืองเหมือนเมืองไทยบ้านเรา ก็จัดการอาหารกลางวันกันใน seven นั่นแหละค่ะ ก็พึ่งมาม่า cup จาก seven ราคา 2.95 AUD (1 AUD = 27.65 บาท ณ วันที่ 25 พค. 2553 ค่ะ) ในนั้นมีที่นั่งให้กินของด้วยค่ะ สะดวกสมชื่อร้านสะดวกซื้อเลย

จาก สถานีฟลินเดอร์ที่เราไปขึ้นแทรม ก็มาลงที่ Federation Square ซึ่งมีสถานีรถไฟ Flinder Station ที่เป็นสีเหลืองๆ ซึ่งเป็น Land Mark สำหรับนักท่องเที่ยวจะต้องมาถ่ายภาพที่นี่ ตรงกันข้ามก็จะมี Federation Square ซึ่งจะเป็นแหล่งที่คนมานั่งพักผ่อน หรือว่ามาที่ information center หรือศูนย์ข้อมูลนักท่องเที่ยวที่จะสามารถสอบถามข้อมูลการท่องเที่ยวในออสเตรเลียได้ เราก็ลองเดินเข้าไปเพื่อรับบริการสำหรับนักท่องเที่ยวค่ะ อ้อ อย่าลืมกดบัตรคิวก่อนนะคะ ทุกอย่างเป็นคิวค่ะ

หลังจากถามโน่นถามนี่จนพอใจแล้ว เราก็เดินเล่นชมเมืองกันค่ะ เมือง Melbourne เค้าวางผังเมืองมาดีมากเลยค่ะ ลักษณะจะเป็นสี่เหลี่ยม ถ้าดูแผนที่เป็นก็จะสามารถไปไหนมาไหนได้ทั่วเมืองเลยค่ะ เริ่มต้นการทัวร์ด้วยโบสถ์ต่างๆ เช่น St. แพททริก ซึ่งสวยงามอลังการมาก สวนสาธารณะฟิชรอยด์ที่มีบ้านกับตันคุก อาคารรัฐสภา โรงแรมวินเซอร์ ฯลฯ จบด้วยอาหารเย็นในไชน่าทาวน์ค่ะ แต่เราไปกินอาหารมาเลย์เซียกัน ลอกเมนูโต๊ะข้างๆ อร่อยมากเลยค่ะ




ตลาดควีนวิคตอเรีย
หลังจากเสร็จภาระกิจการประชุมวันนี้แล้วเราก็เดินทางไปเที่ยวตลาดควีนวิคตอเรียกันค่ะ เดินทางโดยรถแทรมฟรีเหมือนเดิม ลงที่สวนแฟลกสตาฟแล้วก็เดินไปอีกหน่อยก็ถึงตลาดนี้แล้วค่ะ ในตลาดก็จะมีการแบ่งสัดส่วนของขายกันชัดเจนค่ะ ของแห้งของสด หรือเป็นพวกผักต่างๆ แต่เป็นตลาดที่ใหญ่มากมาก อ้อ สินค้าส่วนใหญ่ Made in China นะคะ จะซื้อของฝากของที่ระลึกก็ต้องตลาดนี้แหละค่ะ

Shine of Remembrance & National Gallery of Victoria & Art Museum
เป็นอนุสรณ์สถานของทหารออสเตรเลียค่ะ เป็นสิ่งก่อสร้างที่ดูยิ่งใหญ่ ภายในก็มีความรู้ให้ชม ออกมาเข้าไปยัง Botanic Garden เป็นสวนสาธารณะที่ใหญ่มากมากเลย น่าอิจฉาคนออสเตรเลียค่ะ ที่เค้ามีประเทศที่น่าอยู่ มีต้นไม้ มีบรรยากาศดีๆ บ้านเมืองไม่วุ่นวาย... การเดินทางก็ไปโดยรถบัสฟรีจากตลาดควีนวิคตอเรียค่ะ จากนั้นก็เดินชมพิพิธภัณฑ์วิคตอเรีย เข้าฟรีค่ะ และก็ไม่หวงถ่ายรูปด้วย อลังการมากค่ะ จากที่นี่เราก็จะเดินผ่าน Art Museum ซึ่งเก็บค่าเข้าชม เราก็เลยไม่เข้า อาศัยถ่ายรูปจากข้างนอกเอา ภาพที่เห็นเป็นกรวยแหลมๆ นั่นแหละค่ะ


ห้างสรรพสินค้า Central Melbourne และรูปปั้น 3 นักธุรกิจ
รูปปั้น 3 นักธุรกิจเป็นอีกจุดหนึ่งที่นักท่องเที่ยวจะต้องไปถ่ายรูปด้วย เค้าว่าเป็นผู้ก่อตั้งออสเตรเลียเชียวนะคะ และก็ป้อมปืนเก่าที่กลายเป็นห้างสรรพสินค้าที่ได้สร้างโดมครอบป้อมปืนเอาไว้ ก็เป็นอีกที่หนึ่งที่นักท่องเที่ยวจะต้องไปแวะชมค่ะ

Great Ocean Road
เป็นโปรแกรมที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดค่ะ เราก็ซื้อทัวร์จากโรงแรมที่พักราคาสุดท้ายลดไปลดมาอยู่ที่ 89 AUD ค่ะ (จาก 99 AUD) เดินทางโดยรถทัวร์พร้อมกับนักท่องเที่ยวอื่นๆ ทริปนี้เราจอคนไทยอีก 2 group ค่ะ มิตรภาพในต่างแดนทำให้ทริปนี้สนุกสนานขึ้น โดยรวมแล้วดีค่ะ วิวริมฝั่งทะเลออสเตรเลีย ภาพ 12 Apostles ตอนแรกก็นึกว่าจะเป็นปุ่มหินเล็กๆ แต่ที่ไหนได้ ใหญ่โตอลังการ สมกับที่นั่งรถมาแสนไกลเพื่อชื่นชม สมแล้วกับ Great Ocean Road…

Puffing Billy
โปรแกรมนี้เราเกือบจะมองข้ามตอนที่เลือกสถานที่ท่องเที่ยวกัน พอศึกษาข้อมูลแล้วพบว่าสามารถเดินทางไปเองได้โดยไม่ต้องซื้อทัวร์เพราะเปรียบเทียบราคาแล้วถ้าไปเองจะถูกกว่าทัวร์ครึ่งต่อครึ่งค่ะ การเดินทางก็ไปรถไฟจากสถานี South Cross Station ที่ใกล้กับที่พัก ซื้อตั๋วไปลงสถานี Belgrave (สุดสาย) แล้วพอเดินออกจากสถานีก็จะเจอกับ Puffing Billy เลยค่ะ ถ้าใครเคยดู Thomas and Friends จะพบว่าหัวรถจักรมีจริงค่ะ เป็นรถไฟหัวรถจักรไอน้ำที่มีตู้โดยสารสำหรับนักท่องเที่ยว ท่องไปยังเมืองต่างๆ ของออสเตรเลีย ตลอดการเดินทางก็จะมีคนที่บ้านใกล้ๆ ทางรถไฟ ออกมาโบกมือบ๊ายบายนักท่องเที่ยวที่นั่งห้อยขาออกมาจากรถไฟ ขากลับฝนตกปรอยๆ ส่งผลบรรยากาศยิ่งหนาวเหน็บไปอีก ทำให้ยิ่งอินกับ Puffing Billy มากขึ้น...

วันนี้เราซื้อตั๋วที่เรียกว่า Met card เป็นแบบตั๋ววัน สามารถขึ้นอะไรก็ได้ตามโซนที่เราเลือก ซื้อจากเครื่องขายตั๋วอัตโนมัติในสถานีรถไฟนั่นแหละค่ะ ไม่ยาก อ่านเอาว่าต้องทำไงบ้าง
Bathing Box
เราเดินทางโดยรถไฟไปยังสถานี Brighton beach station เพื่อไปดูสิ่งที่เรียกว่า Bathing Box ค่ะ เป็นบ้านเล็กๆ สีสันสวยงามวางเรียงรายกันอยู่บนชายหาด พอออกจากสถานีรถไฟก็ถามคนแถวนั้นว่าจะต้องเดินไปทางไหน หลังจากเดินไปประมาณ 10 นาที เราก็เจอแบบนี้ค่ะ... สวยไม๊คะ

Sunday Market
เป็นตลาดนัดวันอาทิตย์ค่ะ เปิดประมาณ 10 โมงเช้า ขายของที่เป็นคล้ายแฮนด์เมด เหมือนของถนนคนเดินบ้านเรา แต่ราคาไม่ใช่ถนนคนเดินค่ะ แพงพอสมควร ดูได้อย่างเดียว ขายกันริมฝั่งแม่น้ำ วันนั้นเค้ามีแข่งเรือให้ชมฟรีด้วยค่ะ

Melbourne Australia เป็นเมืองที่ติดอันดับเมืองน่าอยู่ของโลก เคยมีคนถามว่า "คิดว่าเพราะอะไร เมืองนี้ถึงเป็นเมืองน่าอยู่" คำตอบหาได้เมื่อคุณไปเยือน Melbourne ค่ะ เพราะเป็นดังที่เขาพูดจริงๆ...
อิจฉานะเนี่ย 555
แฟนจะให้ไปเที่ยวที่ออสเตรเลีย จะต้องเริ่มต้นทำอย่างไรก่อนช่วยแนะนำด้วยคะ
ก่อนอื่นต้องจัดการเรื่อง VISA ก่อนเลยค่ะ เข้าไปที่ website ของ VFS หรืออ่านจาก เวปของสถานทูตก็ได้ค่ะ