ในตอนที่หนึ่ง ผมได้นำเสนอแนวทางในการจัดการความเสี่ยงรวมถึงได้ยกตัวอย่างกรณีศึกษาให้ทุกท่านได้เห็น
มาถึงตอนนี้เรามาดูกันต่อนะครับว่าแล้วความเสี่ยงนั้นมันมีผลดีผลเสียอย่างไรบ้าง
ความเสี่ยงนั้นเป็นตัวหน่วงทางเศรษฐศาสตร์ครับ เพราะความเสี่ยงทำให้เกิดความลังเล ไม่กล้าตัดสินใจ
ซึ่งบ่อยครั้งทำให้เสียโอกาสดีๆในการดำเนินกิจการต่างๆไปอย่างน่าเสียดาย ซึ่งโอกาสดังกล่าวนั้นคือมูลค่าที่หายไปทางเศรษฐศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นโอกาสในการลงทุน โอกาสในการพัฒนา เป็นต้น
ผู้ประกอบการบางท่านอยากเปิดกิจการบางอย่างเป็นของตนเอง แต่ไม่กล้าเพราะเกรงว่าจะเจ๊ง
หรือบางท่านอยากขยายกิจการ ซึ่งจำเป็นต้องกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินเพื่อมาลงทุนแต่อาจลังเลเพราะกลัวขาดทุน
หรือตัดสินใจเลื่อนการลงทุนออกไป
ที่ผ่านมาดูเหมือนว่าความเสี่ยงจะเป็นผลร้ายต่อการดำเนินงานขององค์กร จนจำเป็นจะต้องมีวิธีการในการบริหารจัดการกับความเสี่ยง เพื่อป้องกันความเสี่ยงไม่ให้เกิดขึ้นรวมทั้งลดปัจจัยเสี่ยงให้เหลือน้อยที่สุด หรืออย่างน้อยก็ต้องพยายามลดความเสียหายที่เกิดจากความเสี่ยงให้เหลือน้อยที่สุด เพื่อความอยู่รอดในระยะยาวขององค์กรนั่นเอง
แต่ใช่ว่าความเสี่ยงจะมีแต่ด้านเสียเสมอไปนะครับ เพราะความเสี่ยงก็มีด้านดีอีกมากมายเช่นกัน
หลายๆเหตุการณ์ที่ความเสี่ยงมาพร้อมกับโอกาสในการสร้างผลกำไรให้กับองค์กรครับ
มีคำกล่าวที่ว่า “Hi Risk Hi Return” คือความเสี่ยงยิ่งสูงผลตอบแทนยิ่งสูงตาม
นั่นแสดงให้เห็นว่ายิ่งเรากล้าเสี่ยงโอกาสที่จะได้รับผลประโยชน์จากการเสี่ยงนั้นก็อาจจะสูงตามระดับของความเสี่ยงด้วยเช่นกัน
แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าองค์กรจะต้องดำเนินธุรกิจบนความเสี่ยงสูง เพื่อสร้างโอกาสในการทำกำไรหรือผลตอบแทนที่สูงนะครับ
เพราะการที่องค์กรจะเข้าไปดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงใดๆอย่างน้อยก็ต้องมีการอาศัยดัชนีวัดความเสี่ยงหลัก (Key Risk Indicator, KRI) ประเมินความเป็นไปได้ของผลลัพธ์ซึ่งมีทั้งผลดีและผลเสียให้รอบคอบและรัดกุม
เพื่อให้แน่ในว่าผลดีผลเสียนั้นๆอยู่ในระดับความเสี่ยงที่บริษัทยอมรับได้ (Risk Appetite) เพื่อไม่ให้องค์กรเสี่ยงเกินไป
เรื่องของระดับของการยอมรับความเสี่ยง (Risk Tolerance) นั้น ก็แตกต่างกันไปในแต่ละองค์กรและแต่ละบุคคลอีกด้วยนะครับ
บางองค์กรที่มีความแข็งแกร่งพออาจสามารถยอมรับการดำเนินการที่มีความเสี่ยงสูงได้ ในขณะที่บางองค์กรที่มีความเปราะบางต่อผลกระทบอาจยอมรับความเสี่ยงได้น้อยกว่า
ผู้บริหารบางท่านในบางบริษัทอาจกล้าเสี่ยงมากกว่าผู้บริหารคนอื่นๆ
บางองค์กรที่มีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารก็อาจสังเกตเห็นว่าผู้บริหารคนก่อนขององค์ก่อน
ต้องรอให้มีข้อมูลต่างๆสมบูรณ์ก่อนนำมาใช้สนับสนุนในการตัดสินใจดำเนินการใดๆ
แต่ผู้บริหารคนอีกคนกลักล้าตัดสินใจได้เลยโดยไม่ต้องรอให้ข้อมูลทั้งหมดสมบูรณ์เป็นต้น
นั่นเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าระดับของความเสี่ยงที่ยอมรับได้ (Risk acceptable หรือ Risk Telorance)
ของแต่ละองค์กรและแต่ละบุคคลนั้นแตกต่างกัน
ในการแสวงหาโอกาสในการสร้างผลกำไรให้กับองค์กรนั้น ไม่สามารถหลีกเลี่ยงความเสี่ยงได้เลยครับ
อย่างน้อยต้องเจอกับความเสี่ยงที่อาจมีระดับมากน้อยแตกต่างกัน
เช่น ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาด ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ๆที่ถึงแม้จะผ่านการทำวิจัยในตัวผลิตภัณฑ์มาเป็นอย่างดี
รวมถึงได้สำรวจความต้องการของตลาดแล้วว่าน่าจะมีความต้องการผลิตภัณฑ์แบบนี้ แต่เมื่อนำออกมาขายจริงๆ
อาจไม่ประสบความสำเร็จตามที่คาดก็ได้ ทั้งนี้เนื่องจากอาจมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆที่เราไม่สามารถคาดการณ์หรือไม่ถูกรวมอยู่ในการศึกษาวิจัย
ก่อนออกผลิตภัณฑ์เป็นต้น ผู้บริหารบางคนกล้าตัดสินใจในการออกผลิตภัณฑ์ที่ไม่เคยมีมาก่อนซึ่งอาจเสี่ยงต่อการต่อต้านจากผู้ใช้
ตรงกันข้าม หากผลิตภัณฑ์นั้นๆได้รับการยอมรับและเป็นที่นิยม ก็อาจเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถสร้างผลกำไรและการเติบโตขององค์กรได้เช่นกัน
ฟังๆดูเหมือนการซื้อหวยเหมือนกันนะครับ ถ้าหวยออกมาถูกก็รวยไปแต่ไม่ถูกก็อาจเจ๊งได้ เพียงแต่ว่าการดำเนินการขององค์กรที่มีการจัดการความเสี่ยงนั้นแตกต่างจากการซื้อหวย
ตรงที่มีการศึกษาความเสี่ยงไว้รอบด้านก่อนที่จะดำเนินการไม่ใช่การสุ่มเหมือนเลือกซื้อหวย
ผมขอยกตัวอย่าง สตีฟ จีอบส์ CEO ของบริษัทแอปเปิ้ล ที่เป็นเจ้าของทั้ง iPhone และ iPod รวมทั้งเจ้า iPad ที่เพิ่งทำลายสถิติสร้างยอดจำหน่ายครบ 1 ล้านเครื่องในสหรัฐฯในเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือนจนทำให้ต้องขยายเวลาทำจะจำหน่ายนอกสหรัฐฯออกไป
เพื่อความพร้อมในการรับมือกับความต้องการ ipad ของคนทั่วโลกนั่นเอง
เขาเป็นผู้บริหารที่แสดงให้เห็นถึงความกล้าที่จะเสี่ยงสูงมาก เพราะไม่ว่าจะเป็นการคิดค้น iPod ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ออกมาฆ่าซีดีเพลงและเปลี่ยนพฤติกรรมการฟังเพลงจากซีดีมาเป็น MP3 แทน ทำให้สุดท้ายซีดีเพลงก็ไม่สามารถขายได้อีกต่อไป ซึ่งจริงๆแล้วการออกผลิตภัณฑ์ตัวนี้มีความเสี่ยงมาก เนื่องจากตอนนั้นคนทั่วไปยังนิยมการฟังเพลงจากซีดีอยู่ ถึงแม้จะมีเครื่องเล่น MP3 บางยี่ห้อออกสู่ตลาดและเริ่มเป็นที่นิยมแต่มีข้อจำกัดเรื่องความจุ ซึ่งสตีฟได้คิดค้น ipod ให้ตอบโจทย์ตรงลูกค้าโดยสร้าง iPod ให้มีความจุมากกว่า เครื่องเล่น MP3 ในท้องตลาดพร้อมกับดีไซน์ที่สวยงามของ iPod ทำให้ iPod สามาถสร้างยอดขายถล่มทลายนอกจากนี้สตีฟยังท้าทายกับผู้ผลิตและผู้ใช้โทรศัพท์ด้วยการออก iPhone สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่มาสู่ตลาดและผลตอบแทนจากความกล้าที่จะเสี่ยงนี้เองที่สร้างผลตอบแทนให้แอปเปิ้ลเป็นกอบเป็นกำ
เพราะไม่ว่าจะเป็น iPhone iPod รวมทั้งเจ้า iPad ต่างก็ขายดิบขายดีเป็นที่นิยมไปทั่วโลก
นอกจากตัวอย่างข้างต้นยังมีตัวอย่างในช่วงที่วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ลามไปทั่วโลก บางบริษัทระมัดระวังในการลงทุนหรือขยายกิจการเป็นอย่างมากเพราะเกรงจะได้รับผลกระทบ
และกลัวจะล้มอย่างบริษัทอื่นๆ ในขณะเดียวกันบริษัทบางแห่งกลับมองว่าวิกฤตินั้นคือโอกาสเพราะหุ้นหลายบริษัทในช่วงนั้นราคาตกต่ำมาก
เป็นโอกาสในการช้อนซื้อหุ้นราคาถูกไว้ทำกำไร ซึ่งหลังวิกฤติเริ่มคลี่คลายปรากฏว่าหุ้นที่ซื้อไว้ตอนราคาตกก็เริ่มขึ้น
จะเห็นได้ว่าการดำเนินการขององค์กรในความเสี่ยงนั้นขึ้นอยู่กับว่าเราจะมองความเสี่ยงนั้นเป็นโอกาสหรืออุปสรรค
นอกจากนี้ความเสี่ยงยังมีข้อดีอื่นๆอีกเช่นกัน เพราะความเสี่ยงมักทำให้มนุษย์ต้องแสวงหาวิธีในการจัดการความเสี่ยง
ซึ่งหนึ่งในเครื่องมือการจัดการความเสี่ยงนั่นก็คือ การโอนความเสี่ยง (Risk Transferring) ไปให้ผู้อื่นนั่นเอง
ซึ่งวิธีที่นิยมที่สุดก็คือการโอนความเสี่ยงไปให้ผู้รับประกันโดยการทำประกันชีวิตหรือประกันวินาศภัยต่างๆนั่นเองครับ
เมื่อมีตัวช่วยในการจัดการกับความเสี่ยงแบบนี้ ทำให้บางองค์กรหรือบางคนกล้าที่จะเสี่ยงมากขึ้นด้วย
เช่น กล้าลงทุนมากขึ้นเพราะได้ทำประกันการกู้ยืมไว้แล้ว กล้าขยายการเพาะปลุกเนื่องจากมีการประกันราคา เป็นต้น