แนวคิดสถานปฏิบัติจิตตปัญญาในบริเวณมหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา เกิดขึ้นตั้งแต่ปีที่แล้ว มาชัดเจนเป็นรูปธรรมเอาในวันอัคคีพินาศในกรุงเทพ คือวันที่ ๑๙ พ.ค. ๕๓ พอดี คือชัดเจนในรูปธรรมของพื้นที่และอาคารสถานที่ และในการหาเงินก่อสร้าง รวมทั้งในการจัดตั้งองค์กรดำเนินการด้านการจัดการ
มหิดลปัญญาวาสจะเป็นองค์กรแนว social enterprise ในสังกัดมหาวิทยาลัยมหิดล ทำหน้าที่รับใช้ทั้งสังคมภายใน ม. มหิดล และคนทั่วไป ให้เข้ามาใช้ในชีวิตประจำวันหรือเป็นครั้งคราวก็ได้ เพื่อการพัฒนาจิตตปัญญาของตนและของคนที่ตนรัก หรือจะมาเป็นหมู่คณะโดยการจองล่วงหน้าก็ได้ มาพักทำกิจกรรมหลายๆ วันก็ได้
เนื่องจากการประชุมสภามหาวิทยาลัยต้องเลื่อนออกไปจากเหตุการณ์ไม่สงบ คณะผู้ฝักใฝ่อยากให้มีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่คนธรรมดาเข้าถึง เพื่อการพัฒนาจิตวิญญาณ จึงมีเวลาประชุมกันอย่างชื่นมื่นที่จะได้ร่วมกันทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ให้แก่สังคมไทย ... มหิดลปัญญาวาส “เพื่อสืบสานพระราชปณิธานสมเด็จพระบรมราชชนก เพื่อความเจริญด้านสติปัญญาสู่ความสุข ศานติ ของมวลมนุษย์ ด้วยน้ำพระราชหฤทัยที่เปี่ยมไปด้วยพลังแห่งเมตตา”
ทีมของอาศรมสถาปนิกชุมชนและสิ่งแวดล้อม สถาบันอาศรมศิลป์ ที่รับเป็นที่ปรึกษาออกแบบผังพื้นที่และอาคาร นำโดย อ. ธีรพล นิยม ตีความโจทย์ของ ม. มหิดล ออกเป็นวิสันทัศน์และเป้าหมาย ๕ ข้อ ดังนี้
๑. เพื่อให้มหิดลปัญญาวาส เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ด้วยใจอย่างใคร่ครวญ อันนำไปสู่ปัญญาและเข้าถึงความจริงสูงสุดได้ เพื่อความสงบ สุข และศานติ ของโลกและมวลมนุษย์
๒. มีการแสดงออกอย่างเป็นรูปธรรมที่มหาวิทยาลัยมหิดลให้ความสำคัญและตระหนักในคุณค่าของการรียนรู้เรื่องจิตวิญญาณ โดยการริเริ่มและดำเนินการ โดยมุ่งหวังให้เจริญยั่งยืนเป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษย์สืบไปนับร้อยปี
๓. เพื่อเป็นพื้นที่ในการพัฒนาประชาคมมหาวิทยาลัยมหิดล ประชาสังคมภายนอก และชาวโลก ให้มีความสมดุลในการพัฒนาความเจริญของมนุษย์ทางด้าน กาย ใจ และจิตวิญญาณ
๔. เป็นพื้นที่โอบอุ้มวิถีชีวิตประจำวันของชาวมหิดลและชุมชนโดยรอบ เพื่อการผ่อนคลายจิตใจให้มีความสงบ และเบิกบานใจ
๕. เป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่เป็นหนึ่งในจุดหมายเพื่อการมาเยือนและเรียนรู้ ของผู้คนที่เห็นคุณค่าของการศึกษาด้านในของมนุษย์
พันธะสัญญาของ มหิดลปัญญาวาส ได้แก่ “…เป็นสถานที่ทำกิจกรรม จัดอบรม ให้การศึกษาและทำวิจัย โดยมีเนื้อหาและรูปแบบทางกายภาพที่งดงามและเอื้อต่อการเรียนรู้ในเรื่อง ความดี ความจริง และความงาม ส่งผลต่อระบบคุณค่าด้านในและจิตวิญญาณของมนุษย์ เพื่อให้เกิดความสุข ศานติ ในใจ ต่อชาวไทยและชาวโลก อย่างยั่งยืนสืบไปนับร้อยปี … ”
ทีมที่ปรึกษาของอาศรมศิลป์ เสนอวิสัยทัศน์ในการทำงานเพื่อบรรลุเป้าหมายทางกายภาพ ๕ ข้อ ดังนี้
๑. มีความตระหนักต่อวิสัยทัศน์ เป้าหมาย พันธะสัญญา และคุณค่า ของมหิดลปัญญาวาส ทั้งในระดับนโยบายและปฏิบัติการ
๒. ต้องทุ่มเทกำลังกาย กำลังใจ และจัดเตรียมงบประมาณอย่างต่อเนื่องในทุกกระบวนการ ตั้งแต่การจัดตั้ง การพัฒนา ตลอดจนการบำรุงรักษา
๓. การออกแบบพื้นที่กายภาพและสิ่งแวดล้อมทางสถาปัตยกรรม พร้อมทั้งงานศิลปะตลอดจนองค์ประกอบที่เกี่ยวข้อง ต้องดำเนินการโดยผู้ที่ตระหนักในคุณค่า และมีประสบการณ์ด้านกระบวนการเรียนรู้เพื่อพัฒนาด้านจิตวิญญาณ ทั้งสถาปนิก ศิลปิน ช่างฝีมือ และผู้ดำเนินการก่อสร้าง ทำให้งานออกแบบมีความประณีต ละเอียดอ่อน เพื่อพัฒนาศักยภาพของพื้นที่ ให้เกิดความสัปปายะ
๔. มีแผนการจัดการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมและอาคารภายในโครงการอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาผัสสะของพื้นที่ให้มีพลัง ส่งผลต่อการเรียนรู้
๕. กำหนดกิจกรรมและวิถีที่เสริมสร้างศักยภาพให้โครงการสามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว ทั้งในด้านบริหารจัดการและรายได้
แนวคิดการออกแบบพื้นที่และอาคาร จะทำให้ผู้เข้าไปในสถานที่สัมผัสได้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์สงบเย็น เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในจิตใจ เริ่มตั้งแต่ทางเข้า และค่อยๆ เปลี่ยนแปลงมากขึ้นเมื่อผ่านจุดและพื้นที่ต่างๆ เข้าไปข้างใน โดยใช้ธรรมชาติร่วมกับสิ่งก่อสร้างที่กลมกลืนกับธรรมชาติ
แต่สถานที่เป็นเพียงส่วนเดียว ยังจะต้องมีการจัดกิจกรรม เพื่อสร้างการเรียนรู้และการเปลี่ยนแปลงด้านใน
เราตกลงกันว่าจะนำโครงการเสนอขออนุมัติจากสภามหาวิทยาลัยมหิดลในเดือนมิถุนายน ๒๕๕๓ โดยที่จะไม่มีเงินงบประมาณเลย จะต้องหาเงินมาใช้จ่ายในการก่อสร้างและซื้อครุภัณฑ์ทั้งหมด ๓๕๐ ล้านบาท เรากะทำงานแบบใช้ตัวอุดมการณ์และเป้าหมายที่มีคุณค่า และแผนรูปธรรมที่น่าเชื่อถือ ในการระดมทุนจากสังคมไทย ไม่รองบประมาณแผ่นดิน และการจัดการมหิดลปัญญาวาสจะทำคล้ายๆ ธุรกิจ แต่ไม่หวังผลกำไร กำไรคือประโยชน์ต่อสังคม กิจกรรมเช่นนี้เรียกว่า social enterprise ซึ่งอาจอ่านหลักการได้ที่นี่
ผมรู้สึกสุขใจยิ่ง ที่มีส่วนสนับสนุนให้เกิดองค์กรที่ทรงคุณค่ายิ่งนี้
วิจารณ์ พานิช
๒๑ พ.ค. ๕๓