วันที่ ๑๙ พ.ค. ๕๓ เป็นวันพุธ สัปดาห์ที่ ๓ ของเดือน ซึ่งตามปกติผมใช้เวลาทั้งวันกับงานของสภามหาวิทยาลัยมหิดล แต่วันนี้เราตกลงกันว่างดประชุม เพราะจากเหตุการณ์ชุมนุม นปช. ส่อว่าผู้เข้าร่วมประชุมหลายท่านจะเดินทางลำบาก เพราะอยู่ในบริเวณโกลาหลหรืออาจต้องผ่านบริเวณนั้น ทำให้เรามีเวลาประชุมเรื่อง “มหิดลปัญญาวาส” กันอย่างสุขใจ ที่จะได้ร่วมกันสร้างสถานที่และกิจกรรมการเรียนรู้ด้านใน (จิตตปัญญา) ให้แก่สังคมไทย รายละเอียดของเรื่องนี้จะอยู่ในอีกบันทึกหนึ่ง ใน http://gotoknow.org/blog/council
เป็นความสุขใจในท่ามกลางความวิตกกังวลว่าบ้านเมืองเราจะเป็นอย่างไร ผมเป็นห่วงสาวน้อย ที่ขับรถไปทำงานที่ รพ. รามาฯ เอง เพราะทางรามาฯ แจ้งว่าเปิดให้บริการ ส่วนตัวผมทาง ม. มหิดล ส่งรถตู้มารับ-ส่ง เพราะเวลานี้คุณปราการ โชเฟอร์ประจำตัวผมอยู่ระหว่างนอนพักฟื้นที่โรงพยาบาลจากอุบัติเหตุรถยนต์ เส้นทางไป-กลับจากบ้านกับ ม. มหิดลศาลายาไม่มีอะไรผิดปกติ
ระหว่างอยู่ที่ศาลายาก็ได้ข่าวว่าวันนี้ทางทหารเอาจริง ไม่โดนฝ่ายผู้ชุมนุมยึดรถยึดอาวุธอย่างเมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน ได้เห็นรถตีนตะขาบลุยบริเวณบังเกอร์ของฝ่ายชุมนุม และคิดกันว่าเหตุการณ์น่าจะยุติโดยเร็ว
กลับมาถึงบ้านเวลาเกือบบ่ายสามโมง พบว่าสาวน้อยกลับมาตั้งแต่เที่ยง ทำให้โล่งใจ เพราะข่าวในทีวีและเว็บไซต์เริ่มบอกว่า แม้แกนนำ นปช. จะประกาศยุติการชุมนุมและมอบตัว แต่ก็มีผู้ชุมนุมอีกกลุ่มหนึ่งโกรธแค้นไม่ยอมหยุด และเริ่มก่อจลาจลเผาสถานที่ต่างๆ
เห็นพลังของ web 2.0 ที่ใครๆ ก็ถ่ายภาพและระบุคำบรรยายลง Youtube หรือเว็บอื่นๆ บอกให้โลกรู้ได้ โดยผมมีข้อสังเกตว่า ผู้รับสารจะต้องมีสติเข้าใจว่า ภาพและเรื่องราวนั้นเป็นข่าวร้าย เป็นธรรมดาที่คนจะเลือกเอาเฉพาะภาพเหตุการณ์ร้ายๆ หรือร้ายสุดๆ ออกเผยแพร่ เหตุการณ์ส่วนที่สงบ หรือความมีน้ำใจของผู้คนในท่ามกลางความโกลาหลและโกรธแค้น มักจะไม่มีคนถ่ายภาพเอามาเผยแพร่ ดังนั้นข่าวสารที่เราได้รับทาง web 2.0 ในเรื่องเหตุการณ์จลาจล จึงมักรุนแรงกว่าความเป็นจริง ไม่ทราบว่าผมตีความอย่างนี้จะถูกต้องหรือไม่
ภาพเรื่องราววันที่ ๑๙ ตอนเกิดการวางเพลิงทำลายสถานที่ เช่นที่นี่ ทำให้ทุกคนไม่สบายใจ เราคอยตรวจสอบข่าวว่าเหตุการณ์จะสงบลงหรือไม่ในเช้าวันที่ ๒๐ ก็เห็นว่าจิตใจคนที่เข้าร่วมประท้วงเย็นลงไปมาก แต่ก็ยังมีคนที่ยังไม่ยอมหยุดอยู่บ้าง เราได้รับข่าวว่าผู้มาชุมนุมส่วนหนึ่งอาศัยช่วงชุลมุนหยิบข้าวของในร้านเอามาเป็นของตัว และต่อมาถูกตรวจค้นได้ ในวันที่ ๒๐ นี้ ข่าวจากทุกสื่อบอกผมว่า ความเสียหายจากการถูกเผาทำลาย มากกว่าที่คิดมาก มากกว่า ๑๐ เท่า
วันที่ ๒๑ ผมไปตัดผมที่ร้านประจำที่ตลาดปากเกร็ด การพูดคุยของช่างตัดผม ทำให้ผมเห็นว่าชาวบ้านจำนวนหนึ่งถือหางคนเสื้อแดง และยังกรุ่นความโกรธแค้นอยู่ เขาพูดว่า ศอฉ. ให้ข่าวด้านเดียว ปิดหูปิดตาประชาชน ความจริงข้อนี้ฝ่ายรัฐบาลและ ศอฉ. คงจะตระหนักอยู่แล้ว
คำชี้แจงของพลโทดาวพงษ์ รัตนสุวรรณ ทางทีวีตอน ๑๐.๓๐ น. วันที่ ๒๑ ทำให้ผมเข้าใจมากขึ้น ว่าทำไมจนบัดนี้ บ่ายวันที่ ๒๑ การเคลียร์พื้นที่ราชประสงค์จึงยังไม่เรียบร้อย เพราะกลุ่ม นปช. ได้เตรียมการต่อสู้ไว้อย่างเป็นระบบ มีอาวุธไม่น้อย คล้ายๆ เตรียมทำสงครามภายในประเทศทีเดียว ผมเดาว่า เขาต้องการแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไร้น้ำยา เกิดการสู้รบเกินกำลังของรัฐบาล ต้องให้องค์การนานาชาติเข้าแทรกแซง หรือมิฉนั้นก็ให้ทหารแตกกับรัฐบาล หรือทหารแตกกันเอง สู้กันเอง เมื่อไม่เป็นผล แกนนำจึงยอมแพ้ และมอบตัว
ผมชื่นชมคำพูดของคุณวีระ มุสิกะพงศ์ ตอนมอบตัวบ่ายวันที่ ๒๐ ที่ขอร้องให้กลุ่มเสื้อแดงยึดแนวทางสันติ แนวทางอหิงสา น่าจะทำให้ผู้คนเย็นลงและได้สติ แต่ก็มีคนบอกว่าคุณวีระน่าจะพูดก่อนหน้านี้หลายวัน ก็อาจจะทำให้ไม่เกิดโศกนาฏกรรมของชาติอย่างที่เห็น
เย็นวันที่ ๒๑ ผมนั่งแท็กซี่จากบ้านไปสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อเดินทางไปร่วมสัมมนาผู้บริหารของ มช. และประชุมสภามหาวิทยาลัย โชเฟอร์แท้กซี่เป็นคนร้อยเอ็ดที่มาอยู่กรุงเทพนานกว่า ๑๐ ปี เขาให้ความเห็นว่าทักษิณไม่มีทางฟื้นแล้ว เพราะกลุ่มคนเสื้อแดงก่อความเดือดร้อนให้ผู้คนมากมาย คนจนหาเช้ากินค่ำจำนวนมากเดือดร้อนจากการกระทำของกลุ่มเสื้อแดง และมีหลักฐานชัดเจนว่ากลุ่มคนเสื้อแดงมีการวางแผนก่อความรุนแรง และก่อวินาศกรรม พฤติกรรมเช่นนี้คนไทยไม่ชอบ เราคุยกันทั้งความดีและความชั่วของคุณทักษิณ ผมรู้สึกชื่นชมว่าคุณโชเฟอร์คนนี้รู้จักแยกแยะข้อดีและข้อเสียของคน
ต่อไปนี้เป็น AAR ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด
๑. ผมอยากเห็นอะไรบ้าง ที่เป็นผลจากเหตุการณ์น่าเศร้าสลดนี้ : ผมอยากให้ผู้คนได้ตระหนักถึงหายนะที่เกิดจากการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายภายในชาติ ตั้งแง่เกลียดชังและต่อสู้เอาชนะกัน สภาพเช่นนี้ จะทำให้ทุกฝ่าย ทุกคน เป็นฝ่ายแพ้ ทุกคน ทุกฝ่ายจะชอกช้ำไปนาน ผมอยากเห็นผู้คนกลับใจมาร่วมทำในสิ่งที่ร่วมกันได้ เช่นเรื่องแก้ปัญหาความยากจนของเพื่อนร่วมชาติทั้งประเทศ ตามแนวทางที่ผมบันทึกไว้แล้วที่นี่ ผมมองว่านี่คือแนวทางฟื้นฟูความสามัคคีในชาติ ไปในเวลาเดียวกัน และทุก sector ในสังคม ก็จะได้ทำหน้าที่หลักของตนไปในเวลาเดียวกันด้วย เราจะใช้ยุทธศาสตร์ทำดีร่วมกัน เพื่อเยียวยาสังคม ใช้ยุทธศาสตร์ลงมือทำ ไม่ใช่โฆษณา หรือถกเถียงว่าอะไรถูกอะไรผิด เราจะลงมือทำสิ่งที่ทุกคน ทุกฝ่าย เห็นว่าเป็นสิ่งถูกต้องร่วมกัน
๒. สิ่งที่ผมไม่อยากเห็นต่อจากนี้ไป คือการประโคมความเป็นฝักฝ่าย การตอกย้ำชัยชนะหรือความพ่ายแพ้ ในสภาพที่เป็นอยู่คนไทยทุกคนเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ต่อไปนี้เราจะพูดและทำสิ่งที่คนไทยทุกคนจะเป็นฝ่ายได้ชัยชนะ คือการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขในระยะยาว
๓. สิ่งที่ผมได้เรียนรู้มากเกินคาดจากเหตุการณ์นี้ คืออารมณ์โกรธแค้นของคน ที่ไม่มีกรอบใดๆ กำกับ สามารถสร้างความเสียหายรุนแรงมากอย่างไม่คาดคิด ผมเดาว่าหลายคนที่มีส่วนในเหตุการณ์เผาทำลาย เมื่อได้สติและคิดย้อนหลัง ก็คงจะแปลกใจว่าตนเองทำสิ่งเหล่านั้นได้อย่างไร ผมได้ความท้าทายว่า สังคมไทยน่าจะมีกระบวนการฝึกฝนจิตใจคนด้านบวก ให้มีสติ มีความสามารถกำกับควบคุมจิตใจตนเอง ไม่ให้ทำในสิ่งที่ตนเองเสียใจในภายหลังได้ ในฐานะผู้มีอายุมาก ผมจึงจะรับความท้าทายนี้มาคิดหาทางจัดให้มีกิจกรรมสาธารณะเพื่อการนี้ ผมคิดว่าคนไทยทั้งชาติน่าจะได้ฝึกฝนสติและจิตใจให้แข็งแกร่ง เอาชนะอารมณ์ชั่ววูบได้ ความแข็งแกร่งของจิตใจเช่นนี้ มีคุณในหลากหลายโอกาส ทั้งในชีวิตส่วนตัว และต่อการอยู่ร่วมกันในสังคม
๔. ผมได้โอกาสคิด และหาทางปฏิบัติ (ลงมือทำ) เพื่อให้ระบบอุดมศึกษาเข้าไปร่วมพัฒนาสังคม เป็น social engagement อย่างเป็นระบบ ในลักษณะพลิกระบบอุดมศึกษา จากมุ่ง international engagement เป็นมุ่ง local engagement ใช้ความสัมพันธ์นานาชาติ (สากล) เพื่อสร้างความแข็งแกร่งของสังคมไทย ผมคิดว่า วิกฤตครั้งนี้ จะเป็นเสมือนโอกาสทอง ให้อุดมศึกษาได้สติ หันกลับมาปรับตัวเอง เพื่อสังคมไทย
วิจารณ์ พานิช
๒๑ พ.ค. ๕๓
ชื่นชมความตั้งใจของอาจารย์ค่ะ