ดิฉันคิดถึงวิธีการดำเนินพันธกิจหลักอย่างสร้างสรรค์ และมีจินตนาการ (Creativity-Based Organization) ดังเช่นที่อ.เนาวรัตน์ แนะไว้แต่แรก และเรียบเรียงประเด็นเสนอแนะของเพื่อนๆ ในกลุ่มให้กลายเป็นข้อเสนอแนะที่มองไปยังความเติบโตของระบบการศึกษาทั้งระบบว่าเป็นการปลูกความพอเพียงลงในแผ่นดิน ที่ต้องมีการเตรียมคน เตรียมพื้นที่ และเตรียมหนทางการเติบโตที่สานต่อกันเป็นระบบชีวิต สำหรับการก่อเกิดระบบคุณค่าใหม่ของสังคมไทยอย่างจริงจัง ได้แก่
พัฒนาผู้บริหารการศึกษา
- เปิดหลักสูตรผู้บริหารการศึกษา สาขาพอเพียง ที่สถาบันพัฒนาผู้บริหาร (วัดไร่ขิง) ซึ่งจัดตั้งขึ้นแล้ว
- จัดหลักสูตร วปอ.พอเพียง ให้กับคนที่จะไปเป็นผู้อำนวยการในโรงเรียนต่างๆ พาให้ไปรู้จักกับวิธีการปฏิรูปประเทศไทยในวิถีพอเพียง
พัฒนาการศึกษาในระดับอุดมศึกษา ให้มี
- ป.ตรี – ป.เอก สาขาพอเพียง
- สหวิทยาการพอเพียง
- วิชาเอกพอเพียง
- วิชาเลือกพอเพียง (ขณะนี้มีอยู่แล้ว)
พัฒนาวิธีการเข้าศึกษาต่อในสายพอเพียงของผู้เรียนในโรงเรียนเครือข่ายสถานศึกษาพอเพียง ให้มีการสอบตรงไปยังคณะต่างๆ ที่เปิดสอนสาขาพอเพียง
จัดสร้างโรงเรียนประเภทพิเศษเพื่อให้เมื่อ “คนเปลี่ยน นโยบายไม่เปลี่ยน” ทำให้โรงเรียนได้ผู้บริหารที่มีแนวคิดตรงกันกับวัตถุประสงค์ของโรงเรียน ได้ครูที่มีอุดมการณ์ชัดว่าจะเปลี่ยนประเทศไทยด้วยการสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีหัวใจพอเพียง ในทุกอนุภูมิภาค ในลักษณะเดียวกันกับการเกิดขึ้นของโรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัยในจังหวัดต่างๆ ที่มีวัตถุประสงค์แน่ชัดว่าจะมุ่งเน้นการพัฒนาเยาวชนให้มีความรู้ความถนัดทางด้านวิทยาศาสตร์ เป็นต้น
สร้างเสริมความเข้มแข็งให้สถานศึกษาพอเพียง ด้วยการจัดให้มีมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนสาขาพอเพียง (ขณะนี้มีอยู่แล้ว) เข้ามาเป็นแม่ข่ายในการหนุนเสริมทางด้านวิชาการ และการวิจัยและพัฒนา ในลักษณะเดียวกันกับโครงการวิจัยและพัฒนาเครือข่ายเชิงพื้นที่เพื่อหนุนเสริมการเรียนรู้ (LLEN) ที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ให้การส่งเสริมอยู่ รวมไปถึงการ
- ส่งเสริม ให้ทุน ทำวิทยานิพนธ์ แก่นักศึกษาในคณะต่างๆ
- ส่งเสริม ให้ทุน ทำวิจัยแก่ครูและบุคลากรทางการศึกษาในระดับต่างๆ
พัฒนาเส้นทางการเติบโตในสาขาวิชาชีพครู ให้มีครูชำนาญการสาขาพอเพียง และพัฒนาเป็นวิทยฐานะเพิ่มเติมจากโครงสร้างที่มีอยู่แล้ว
ทำเขตเศรษฐกิจพอเพียงในเขตพื้นที่การศึกษาที่มีความสนใจ เพื่อให้เกิดกลุ่มการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของบุคลากรโรงเรียนพอเพียงที่ทรงพลัง และสามารถขับเคลื่อนสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม (ความคิดนี้ อ.กัลยา มาลัย รองฯ วิชาการ จาก สพท.อ่างทองเกิดปิ๊งแว๊บขึ้นมาหลังจากที่ฟัง อ.ปรียานุช สรุปภาพรวมในช่วงเช้า)
สร้างระบบนิเวศ ของโรงเรียนพอเพียง ๑๐,๐๐๐ โรง (คิดเป็นหนึ่งในสี่ของจำนวนโรงเรียนในสังกัด สพฐ.) ให้มีความเข้มแข็ง เติบโต และยั่งยืน
เป็นแนวคิดที่ดีมากค่ะ...อยากเห็นกระบวนการ ( how to) ที่บูรณาการจากพื้นฐานทุกฝ่ายเป็นรูปธรรมโดยเร็ว..
เรามาช่วยกันภาวนานะคะ
ข้อเสนอในบันทึกนี้เป็นการเสนอด้วยมุมมองว่าความพอเพียงเป็นศาสตร์หนึ่ง ยังมีอีกมุมมองหนึ่งที่ต่างออกไป คือมองว่าความพอเพียงเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่ดี สังคมที่ดี ดังนั้น การเรียนรู้ความพอเพียงต้องเรียนบูรณาการอยู่ในทุกศาสตร์ คือมองว่าความพอเพียงเป็นส่วนหนึ่งของทักษะชีวิต วิธีคิด ๒ แบบนี้ ไม่ขัดแย้งกัน ดำเนินการร่วมกันได้
วิจารณ์