ในท่ามกลางชูชกป๊อบปูล่าร์

ในมุมมองของออดอร์โนซึ่งอยู่ในกลุ่มแฟรงค์เฟิร์ต สกูล ซึ่งเป็นแนววิพากษ์ จะมองดนตรีป๊อบว่าเป็นสิ่งที่สร้างปัจเจกชนกำมะลอขึ้นมา คือหมายความว่าเราฟังเพลงป๊อบ ที่มีร้อยเนื้อร้องแต่หนึ่งทำนองมันเป็นการกำหนดมาโดยพวกนายทุนเจ้าของค่ายเพลง เราฟังสิ่งที่เขาบังคับให้เราฟัง  ออดอร์โน มองว่าไม่เหมือนพวกดนตรีประเภทคลาสสิค ที่ก่อให้เกิดจินตนาการ ถ้าเป็นอย่างนี้ ก็หมายความว่าออดอร์โนอยู่ข้างดนตรีคลาสสิค แต่สำหรับพวกเราที่เกิดมาก็ฟังแต่เพลงป๊อบเนี่ยมองไม่ออกจริง ๆ ว่าเพลงป๊อบมันแย่กว่าดีกว่าเพลงคลาสสิคอย่างไร เพราะเราก็ร้องแต่เพลงป๊อบ คงไม่มีใครฮัมเพลงของบีโทเฟน

มากไปกว่านั้นก็คือวัฒนธรรมป๊อบ ทั้งในเรื่องดนตรี ศิลปะ หรือสินค้าอาภรณ์ต่าง ๆ เรายังเชื่อกันว่ามันเป็นการปลดปล่อยและต่อสู้ทางวัฒนธรรม ที่ชนชั้นสูงเคยผูกขาดการนิยามไว้ แต่ปัจจุบันวัฒนธรรมป๊อบได้ทำให้ชนชั้นสูงสูญเสียอำนาจในการนิยามไปบางส่วน เพราะชนชั้นล่างหรือกลุ่มคนที่มากกว่าให้ความนิยมในวัฒนธรรมป๊อบ และยอมรับนับถือมันอีกทั้งมันยังส่งคุณค่าในทางการตลาดด้วย

ดังนั้นวัฒนธรรมประชานิยมจึงกลายมาเป็นพื้นที่การต่อสู้อีกชนิดหนึ่งของชนชั้นรากหญ้า แต่บางทีวัฒนธรรมป๊อบบางอย่างก็ไม่ได้คำนึงถึงถูกผิดดีชั่ว แต่ก็อีกนั่นแหละอันถูกผิดดีชั่วก็ถือกำหนดเอาโดยแกรนด์นาราทีฟ ยุคนี้จึงเป้นยุคของการต่อสู้กันด้วยเรื่องเล่า ตำนาน พงศาวดาร หรืออะไรก็ตาม แต่สุดท้ายก็ไปติดกับดักของระบบทุนนิยมเสรีกลไกตลาดกันหมด

ผมเองมีมุมมองสำคัญเรื่องชูชก ที่กลายมาเป็นเครื่องรางประจำบ้านประจำตัวของผู้คนที่อาจเรียกได้ว่าชนชั้นรากหญ้าที่แพร่หลายอยู่ในขณะนี้ แน่นอนว่าGrand Narative ของศาสนาพุทธในประเทศไทยเราชูชกคือผู้ร้าย แต่เรื่องเล่าใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับชูชกกลายเป็นเรื่องความร่ำรวยโดยไม่ต้องมีศีลธรรม ความเป็นด้านกลับของพระโพธิสัตว์ ที่ช่วยให้โพธิสัตว์บรรลุธรรม อะไรก็ตามแต่แล้วแต่วัด สำนัก ผู้ผลิตสินค้าเครื่องรางชูชกจะสร้างเพื่อเป็นกับดักล่อ ผมว่านี่เป็นอีกวัฒนธรรมป๊อบนึงที่ถ้ามองในมุมชนชั้นปกครอง ชนชั้นสูง จะต้องบอกว่าเป้นเรื่องทำลายวัฒนธรรม แต่ถ้ามองอีกมุมว่า ตอนนี้ชนชั้นรากหญ้าถูกต้อนมาอยู่ในมุมมืด ทรัพยากรในชุมชนที่เป็นสวัสดิการโดยธรรมชาติถูกดูดซับไปสู่เมืองและนายทุน ระบบความรู้ถูกกำหนดโดยการสมรู้ร่วมคิดระหว่างนายทุนกับชนชั้นปกครอง ระบบการผลิตการค้าและการกระจายแจกจ่ายโภคทรัพย์ถูกกำหนดมาจาข้างบน คนจน คนรากหญ้า กลายเป็นคนไม่มีทรัพยากร ไม่มีสวัสดิการ ไม่มีความรู้ และเป็นเบี้ยล่างในกลไกตลาด ทำให้แม้ว่าจะรู้ว่าชูชกคือผู้ร้าย หรือรู้ว่าใครโกง ใครชั่ว แต่ขอเพียงคน ๆ นั้น หยิบยื่นเพียงเศษเสี้ยวเล็กน้อยให้ ก็ต้องนับถือศรัทธา เหมือนอย่างกับว่าชูชกสามารถบรรดาลเงินถูกหวยใต้ดินเพียงพันสองพัน ก็เป็นอันจุดธูปเลี้ยงอาหารคาวหวานและบูชากราบไหว้กันอย่างดิบดี

เป็นธรรมดาที่ชนชั้นปกครองต้องกลัววัฒนธรรมป๊อบ เพราะมันแพร่ระจายไปอย่างรวดเร็วและสั่นคลอนวัฒนธรรมชั้นสูงอย่างมากมาย ชนชั้นปกครองไทยนับตั้งแต่รัฐบาลและนายทุนต่างๆ ขึ้นไป ในท่ามกลาง ชูชกป๊อบปูล่าร์ จึงมิอาจทำงานแบบสงเคราะห์ชาวบ้านได้อีกต่อไป แต่งานที่จะสู้กับพลังฝ่ายลบขจองชูชกป๊อบปูล่าร์ ได้ ก็คือ การเป้นพระโพธิสัตว์ ที่จะต้องให้และคืน สวัสดิการทางธรรมชาติ คืนอำนาจในการเข้าถึงทรัพยากร คืนระบบภูมิปัญญา ความรู้ คืนวิถีการผลิต การค้า และการกระจายแจกจ่ายโภคทรัพย์ ให้กับประชาชน