หวั่นถวิลเกรงรักหายคล้ายแสงเทียน
รักวาบไหวใต้แสงเทียน
โต๊ะกั้นกลางวางอาหารร้านมีชื่อ
แววตาซื่อฉายส่องมองประสาน
กับหอมกรุ่นอุ่นไอวางใส่จาน
รับประทานมานจึงซาบซึ้งจริง

ตะวันโรยอำลาขอบฟ้าแล้ว
ยังเหลือแววโคมทองส่องสรรพสิ่ง
ลมอ่อนอ่อนร่อนไกวเทียนไหวติง
เธอนั่งนิ่งยิ้มมาพาสุขใจ
กุหลาบดอกสีแดงแห่งความรัก
บรรจงปักแจกันอันสดใส
อวลรักล้อมหอมละมุนอุ่นละไม
ประทับในใจครองทั้งสองดวง
เทียนแสงทองส่องประกายไหวระริก
เพลงคลาสสิคแว่วฟังดั่งแดนสรวง
เทียนแห่งรักปักไว้หนึ่งในทรวง
แสงโชติช่วงล่วงกาลผ่านเวลา
มือกุมมือถือกันมั่นในจิต
เรียงความคิดประดิษฐ์คำล้ำเลอค่า
หวานซึมซาบอาบเสน่ห์เจรจา
มองใบหน้าตราตรึงซาบซึ้งจินต์
เวลาผ่านนานเท่าใดไม่รับรู้
เพียงลมพรูเทียนดับอับแสงสิ้น
เหมือนลางร้ายบอกลาน้ำตาริน
หวั่นถวิลเกรงรักหายคล้ายแสงเทียน

โสภณ เปียสนิท
39/3 บ้านพักราชมงคล ริมทางรถไฟฝั่งตะวันตก เขาพิทักษ์ หัวหิน ประจวบคีรีขันธ์ 77110

สวัสดีค่ะ
ว่างๆ เสนอแนะแนวคิดหน่อยก็ดีครับ
จะได้เอามาเขียนเป็นกวีคมๆ อีกสักบทสองบท
ขอบคุณจริงๆคุณมูน
เขินหรือว่าเสียดาย หรือเสียใจที่เทียนดับคะ ฝากอาจารย์นะคะ
อารมณ์สุนทรีย์จริงนะคะท่านอาจารย์
"เทียนดับ" ถ้าหากดับในเวลาที่เหมาะสมก็ดีนะคะ อิอิ
เรียนคุณบลูสตาร์ครับ
กวีนั่นเขียวไว้ตอนหนุ่มโน่น
ถึงวันนี้ หันกลับไปอ่าน นึกชมตัวเองอยู่ในใจว่า "เรานี่บ้าเข้าที่" ดีเหมือนกันครับ
ท่านอาจารย์เรียกว่า "ดาว" ก็ได้ค่ะ...เรียกนามแฝงซะเต็มยศ
ดูเป็นทางการยังไงก็ไม่รู้ ฮ่าๆ
เอาแหละครับ
คราวหน้าจะเรียกว่า "ดาว"นะ คุณบลูสตาร์ อิอิ
ตามหมอดาวมาชื่นชมบทกวีหวานด้วยคนนะคะ
เรียนคุณกาญจนาครับ
เทียนดับจุดใหม่ได้ แต่รับดับไปเล่าทำเช่นใดได้เล่า? ใครจะตอบปัญหายากๆ เชิญครับ
ขอบคุณที่ตามกันมาอ่านนะครับ