เรามักจะพูดกันว่าคนไทยไม่เก่งเรื่องทำงานเป็นทีม   ซึ่งผมไม่เถียงว่าจริงหรือไม่จริง   แต่ผมมีคติประจำใจประจำชีวิตว่า เมื่อไม่เก่งก็ต้องฝึก   จึงเอาเรื่องการฝึกทำงานเป็นทีมมา ลปรร. สู่กัน

          เมื่อวันทึ่ ๑๔ พ.ค. ๕๓ เราไปประชุมคณะกรรมการจัดการประชุม OC (OC = Organizing Committee) รางว้ลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ที่เจนีวา    การประชุมรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลนี้แม้จะจัดที่กรุงเทพ   แต่มีหน่วยงานที่เป็นเจ้าภาพร่วมหลายหน่วยงาน  ร่วมกันลงขัน ลงสมอง และลงแรง ร่วมกันจัด

          คณะกรรมการจัดการประชุมรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลมีรายชื่อยาวเหยียดกว่า ๓๐ คน  มีประธานร่วม ๔ คน   มาร่วมประชุม ๒ คน  เราจึงตกลงกันว่าช่วงเช้าให้ประธานร่วมที่เป็นอดีตอธิบดีของบราซิลเป็นประธานการประชุม  ผมรับหน้าที่ช่วงบ่าย
พอตกบ่ายผมเปิดประชุม แล้วขอให้ นพ. สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐทำหน้าที่ดำเนินการประชุม  โดยผมบอกที่ประชุมว่า วาระในภาคบ่ายสำคัญมาก ต้องการคนเก่งเป็นผู้ดำเนินการประชุม จึงจะได้ผลดี   ที่ประชุมฮือฮาในลูกเล่น แต่ก็เห็นจริง    ยิ่งประชุมไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งเห็นจริงยิ่งขึ้น เพราะหมอสุวิทย์เก่งมาก

          แต่พอถึงจุดหนึ่งหมอสุวิทย์ก็หมดแรง ส่งต่อหน้าที่ให้ รศ. ดร. ชื่นฤทัย กาญจนจิตรา ซึ่งก็ทำหน้าที่ได้ยอดเยี่ยม   หลังจากร่วมกันพิจารณาและมีมติตามวาระครบถ้วน ดร. ชื่นฤทัย ก็คืนหน้าที่ให้ผม  ผมก็ให้ข้อสังเกตภาพใหญ่ของการทำงานร่วมกัน ๒ ข้อ   ให้ที่ประชุมเห็นว่า ที่ผมมอบหน้าที่ดำเนินการประชุมให้แก่ ๒ ท่านนั้น เพราะเราทำงานเป็นทีม   และผมไว้วางใจว่าทั้ง ๒ ท่าน้เก่งกว่าผม   แมัผมไม่ลงรายละเอียด ก็คอยช่วยดูภาพใหญ่อยู่ห่างๆ

          ด้วยสปิริตของการทำงานเป็นทีม    และยกย่องคนเก่ง ที่เก่งกว่าตัวเราเอง

 

 

วิจารณ์ พานิช
๑๕ พ.ค.  ๕๓
บนเครื่องบินกำลังร่อนลงสุวรรณภูมิ