“หลักการสามัคคี” เป็นพื้นฐานของแนวคิดที่ว่าด้วยการอยู่กันในสังคมที่มีพลานุภาพอย่างมาก เพราะว่ากระบวนการสันติวิธีจะ “ไร้ความหมาย” และ “ไร้ผลในเชิงปฏิบัติการ” อย่างสิ้นเชิง หากคู่กรณี หรือสังคมเป็นสังคมที่ “ไร้พลังของสามัคคี” ที่เป็นเช่นนี้เพราะพลังสามัคคีเป็น “ตัวแปร” และ “องค์ประกอบ” ที่สำคัญในการผลักดันกระบวนการ “สังคมแห่งความไร้ระเบียบ ความโกลาหลและยุ่งเหยิง” ไปสู่ “สังคมแห่งสันติ”

สังคมแห่งสันติวิธีภายใต้วิถีแห่งสามัคคีธรรม
โดย
พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส, ผศ.ดร.
ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิชาการ  มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
+++++++++++++++++++

             จากบทความเรื่อง "ความยุติธรรมไม่มา ความสามัคคีจึงไม่เกิด" ใน http://gotoknow.org/blog/peaceful-means/362613 ผู้เขียนได้กล่าวถึง "ความสามัคคี" เอาไว้พอสมควร หากแต่เป็นแนวคิดของนักคิดที่มีอิทธิพลต่อสังคมไทย แต่ไม่ได้กล่าวถึงหลักการใน "พระพุทธศาสนา" เท่าที่ควรจะเป็น ฉะนั้น จึงถือโอกาสนี้อธิบายถึงความสามัคคีในมิติของพระพุทธศาสนาให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

              คำถามมีว่า เพราะเหตุใด พระพุทธเจ้าจึงเพียรพยายามที่จะสร้างสังคมสงฆ์ หรือสังคมทั่วไปให้ดำรงอยู่บนบาทฐานของ “สังคมแห่งสามัคคีธรรม”  โดยเฉพาะการเน้นให้เห็นว่า สังคมที่พึงปรารถนาคือ “สังคมแห่งความพร้อมเพรียง”  ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงตรัสย้ำว่า “ความพร้อมเพียงแห่งหมู่คณะ นำความสุขมาให้”[1] และนำเสนอหลักการนี้ผ่านหมวดธรรมต่างๆ เช่น ย้ำเน้นให้คุณค่าค่าของความพร้อมเพียงในการประชุมเพื่อแบ่งปันความคิด และปรึกษาหารือกันตามหลักอปริหานิยธรรม  และการคิด การใช้คำพูด และแสดงออกต่อกันในเชิงบวกที่ก่อให้เกิดการระลึกนึกถึงกันของคนในสังคมตามหลักสาราณียธรรม

             เมื่อกล่าวถึงหลักสามัคคีธรรม  คำว่า “สามัคคี”[2] หมายถึง “ความพร้อมเพรียงทั้งในเชิงกายภาพที่แสดงผ่านกิจกรรมต่างๆ  และจิตภาพที่แฝงตัวอยู่ภายในใจของคนหรือกลุ่มคนต่างๆ” ดังที่พระพุทธเจ้าได้ทรงชี้ให้เห็นถึงความสำคัญว่า “ธรรมอย่างหนึ่ง   เมื่อเกิดขึ้นในโลก ย่อมเกิดขึ้นเพื่อเกื้อกูลแก่คนหมู่มาก เพื่อความสุขแก่คนหมู่มาก  เพื่อประโยชน์  เพื่อเกื้อกูลแก่คนหมู่มาก  เกิดขึ้นเพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย”[3]    “ธรรมอย่างหนึ่ง” ดังกล่าวก็คือ “ความสามัคคี”  

             จะเห็นว่า เมื่อใดก็ตามที่พระสงฆ์เกิดความพร้อมเพรียงกัน  ชื่นชม ไม่วิวาทกัน เป็นเหมือนน้ำกลมกลืนกับน้ำนมมองดูกันและกันด้วยสายตาที่รักกันอยู่[4] การบาดหมางกัน การข่มขู่กัน การขับไล่กัน ย่อมไม่เกิดขึ้น อีกทั้งทำให้ประชาชนที่ยังไม่เลื่อมใสย่อมเลื่อมใส ส่วนผู้ที่เลื่อมใสแล้วก็จะเลื่อมใสกันมากยิ่งขึ้น[5]  ฉะนั้น การแสดงออกถึงความสามัคคีนั้น พระพุทธเจ้าจึงมุ่งเน้นทั้งทางกาย วาจา และจิตใจของคน หรือกลุ่มคนที่อยู่ร่วมกันในสังคม ซึ่งต้องประสมกลมเกลียวกันทั้งสามมิติดังเช่นพระองค์ได้อุปมาว่า ประดุจแม่มองนัยน์ตาบุตร หรือบุตรมองนัยน์ตาแม่

             จากนัยข้างต้นพบว่า พระพุทธเจ้าได้  “ยืนยันคุณสมบัติ” ของ “ความสามัคคี” ว่า ถ้าหากสังคมใดก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นสังคมสงฆ์ หรือสงฆ์คฤหัสถ์ก็ตาม เมื่อตั้งมั่นอยู่ใน “ป้อมสามัคคี” ดังกล่าว  ก็จะเป็นเรื่องยากที่จะใครจะโจมตี หรือทำลายได้  นอกจากนั้นแล้ว ยังเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ทุกคนที่อาศัยอยู่ใน “ป้อม” ได้รับคุณประโยชน์ด้วยกันทั้งสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประโยชน์ที่เกิดขึ้นแก่ “ชุมชน”  หรือ “หมู่คณะ” ดังที่พระองค์ได้สรุปว่า “ความพร้อมเพรียงแห่งสงฆ์นำสุขมาให้”[6]

             อย่างไรก็ตาม “หลักการสามัคคี” เป็นพื้นฐานของแนวคิดที่ว่าด้วยการอยู่กันในสังคมที่มีพลานุภาพอย่างมาก  เพราะว่ากระบวนการสันติวิธีจะ “ไร้ความหมาย” และ “ไร้ผลในเชิงปฏิบัติการ” อย่างสิ้นเชิง  หากคู่กรณี หรือสังคมเป็นสังคมที่ “ไร้พลังของสามัคคี” ที่เป็นเช่นนี้เพราะพลังสามัคคีเป็น “ตัวแปร” และ “องค์ประกอบ” ที่สำคัญในการผลักดันกระบวนการ “สังคมแห่งความไร้ระเบียบ ความโกลาหลและยุ่งเหยิง” ไปสู่ “สังคมแห่งสันติ”

             พระพุทธเจ้าทรงเป็นแบบอย่างของการใช้แนวคิดสามัคคีประสานพระภิกษุที่มีความแตกต่างในแง่ของ “วรรณะ”  “ลัทธิ” และ “ความคิด” ให้เกิดเป็น “สังคมสงฆ์” ขึ้นมา  และครั้งใดที่เกิดขึ้นวิกฤติการณ์ต่างๆ อันก่อให้เกิดความแตกแยก  พระองค์ใช้หลักการนี้เข้าไปเป็น “ตัวเชื่อม” อยู่เสมอ  ไม่ว่าจะเป็นกรณีความขัดแย้งเกี่ยวกับการตีความพระวินัยตามที่ปรากฏใน “โกสัมพีศึกษา”  และ “กรณีสงครามน้ำ” ก็เช่นเดียวกัน  พบว่า การนำเสนอพระสูตรที่บรรจุด้วยหลักการและแนวคิดเพื่อโน้มน้าวให้พระภิกษุเกิดความสมานฉันท์กันนั้น ก็มักจะสอดรับกันในสองพระสูตรดังกล่าว

             ดังจะเห็นได้จากกรณีของนำเสนอ “วัฏฏกชาดก” มาเป็นอุทาหรณ์สอนใจพระภิกษุชาวโกสัมพี และพระญาติทั้งสองฝ่ายของพระองค์ โดยชี้ให้เราได้เห็นถึงความหายนะที่จะเกิดขึ้น จากการแตกความสามัคคีกัน “เมื่อฝูงนกกระจาบพร้อมเพรียงกันอยู่  นายพรานก็ไม่อาจหาช่องทำร้ายได้  ต่อเมื่อใดฝูงนกกระจาบเกิดการแก่งแย่งขึ้น  เมื่อนั้น  บุตรนายพรานคนหนึ่งจึงทำลายเอา       นกกระจาบเหล่านั้นไปเสีย  ขึ้นชื่อว่า ความหายใจคล่องในการทะเลาะวิวาทย่อมไม่มีเลย”[7]

             อย่างไรก็ตาม การนำเสนอ “ชาดก” ในเชิงบุคคลาธิษฐาน และธรรมาธิษฐานนั้น แม้จะมีความแตกต่างกันในแง่ของ “ชาดก”  แต่สอดคล้องกันเกี่ยวกับ “หัวใจ” ของคำสอน ดังจะเห็นได้จากการใช้  “ลฏุกิกชาดก”[8]  เตือนสติพระภิกษุเมืองโกสัมพี  และนำเสนอ “รุกขธรรมชาดก”[9] เตือนสติหมู่ญาติ “สารัตถะ” ของชาดกทั้งสองก็ยังพุ่งตรงไปที่ “ความสามัคคี” เช่นเดิม

             จะเห็นว่า “หลักการสามัคคี” ในพระพุทธศาสนานี้เป็นประเด็นที่ยิ่งใหญ่ และสำคัญอย่างมาก  ดังจะเห็นได้จากหลักฐานต่างๆ ที่ชี้ให้เราได้ประจักษ์แล้วข้างต้น   ฉะนั้น  หลักการนี้ถือได้ว่าเป็นพื้นฐานที่สำคัญให้พระพุทธเจ้าได้วางเป็นหลักการ หรือเป็นเป้าหมายสำคัญที่ปรารถนาจะเห็นสังคมของพระสงฆ์ หรือชุมชนต่างๆ อยู่ร่วมกันอย่างสันติ

 


                      [1] สุขา สังฆัสสะ สามัคคี

                      [2] “สามัคคีตามที่ปรากฏในพระบาลีมี ๓ ประเภท คือ คณสามัคคี ธัมมสามัคคี และอนภินิพพัตติสามัคคี”  ดูรายเพิ่มเติมใน  ขุ.ม. (บาลี) ๒๙/๔๕/๑๐๙-๑๑๐,  ขุ.ม. (ไทย) ๒๙/๔๕/๑๕๙-๑๖๐.

                      [3] ขุ.ธ. (บาลี) ๒๕/๑๙/๒๔๓. ขุ.ธ. (ไทย) ๒๕/๑๙/๓๖๒.  

                      [4] “พหู เจปิ  ภิกฺขู  สมคฺคา  สมฺโมทมานา  อวิวทมานา  ชีโรทกีภูตา อญฺญมญฺญํ  ปิยจกฺขูหิ  สมฺปสฺสนฺตา  วิหรนฺติ, อยํ คณสามคฺคี”   ขุ.ม. (บาลี) ๒๙/๔๕/๑๐๙, ขุ.ม. (ไทย) ๒๙/๔๕/๑๕๙.

                      [5] ขุ.ธ.  (บาลี) ๒๕/๑๙/๒๔๓, ขุ.ธ. (ไทย) ๒๕/๑๙/๓๖๓.

                      [6]ขุ.ธ. (บาลี) ๒๕/๑๙/๒๔๓. ดูเทียบใน  ขุ.ธ. (บาลี) ๒๕/๑๙๔/๕๑.

                      [7] มหามกุฏราชวิทยาลัย, ขุททกนิกาย  เอกนิบาตชาดก  เล่มที่ ๓ ภาคที่ ๒, หน้า ๔๔๕-๔๕๐.

                      [8] นางนกไส้ อาศัยการทะเลาะกัน  ยังอาจทำให้พระยาช้างถึงความสิ้นชีวิต

                      [9] “มหาบพิตรทั้งหลาย  ท่านทั้งหลายได้นามว่าเป็นญาติกัน  ควรจะสมัครสมานสามัคคีร่วมใจกัน  เพราะว่า  เมื่อญาติทั้งหลายยังสามัคคีกันอยู่  หมู่ปัจจามิตร (ข้าศึก) ย่อมไม่มีโอกาส อุปมาเหมือนกับลมพายุไม่สามารถที่จะทำลายป่ารังที่เกาะประสานกันอยู่เป็นกลุ่มเดียวกันได้  แต่ลมสามารถพัดพาต้นไม้ใหญ่ที่ตั้งอยู่โดดเดี่ยวให้ล้มลงได้”  ดูเพิ่มเติมที่ มหามกุฏราชวิทยาลัย, ขุททกนิกาย  เอกนิบาตชาดก  เล่มที่ ๓ ภาคที่ ๒, พิมพ์ครั้งที่  ๔,  (กรุงเทพฯ: มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๔๓), หน้า ๒๐๐.