ขึ้นวันที่ 1 มิถุนายน แล้ว..เป็น landmark ว่าถึงเวลาเตรียมตัว เตรียมใจ ในการเรียนต่อต่างแดนอย่างเป็นเรื่องเป็นราวเสียที
ความรู้สึกแรก คือ Grief..เรื่องงาน ฉันไม่เคยรู้สึกว่ารักงานที่ทำ จนถึงวันที่จะไม่ได้ทำมัน (อย่างน้อยก็ช่วงหนึ่ง)..ทยอยอำลา ผู้ป่วยที่เคยนัดติดตาม ..น้องๆ เรสิเดนท์ กลับมาอีกทีคงจบบอร์ดกันแล้ว...ทยอยสางงานที่คั่งค้าง รวมถึง ทำใจ..สิ่งที่เคยทำไว้ หากไม่มีใครสาน ก็จำต้องละวาง
ความรู้สึกต่อมา คือ งง.. ว่าต้องทำอะไรบ้าง จะเริ่มจากจุดไหนดี
เลยลองจัดลำดับดู
เริ่มจาก goal ในชีวิต -> goal ในการฝึกอบรม -> เรื่องเอกสารต่างๆ -> แผนการเดินทาง และตั๋วเครื่องบิน -> ที่อยู่อาศัย -> ของใช้ส่วนตัว
goal ในชีวิต : หลังจากทบทวนตัวเอง จัด priority หลายตลบ ก็พบว่า..ฉันรักจะเป็น "Clinician" ตลอดชีวิต เช่นเดียวกับผู้เป็นแรงบันดาลใจของฉัน
ไม่มีอะไรมาทดแทนการได้ตรวจ และสัมผัสผู้ป่วยได้
งานวิจัย ให้ได้มาจากความต้องการดูแลผู้ป่วยให้ดียิ่งๆ ขึ้น
การสอน ก็เพื่อให้คนรุ่นถัดไป ดูแลผู้ป่วยได้ดี
การบริหาร ก็เพื่อให้เกิดระบบที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วย
goal ในการฝึกอบรม :
ปีแรก จะทุ่มเทให้กับการเรียนวิจัย ให้มีผลงานตีพิมพ์ และนำเสนอในงานวิชาการ ทั้งนี้ก็ เพื่อตอบแทนมหาวิทยาลัยต้นสังกัด และ UCSF ผู้ให้โอกาส พร้อมๆ กับเรียนรู้ แนวคิดการบริหารจัดการองค์กรให้มีประสิทธิภาพ..เรียนเพื่อไว้ใช้ แต่คงไม่ไขว่คว้้าถึง degree
ปีสอง มุ่งเป้าการเป็น Clinical fellow board ในสาขา palliative medicine เพื่อเป็นการใช้ประโยชน์่สูงสุดจากการลงทุนสอบ USMLE ..เพื่อให้เกิดความมั่นใจ และทักษะทางคลินิก ไปใช้จริงกับผู้ป่วย..เป้าหมาย เปิด clinical training สาขา palliative medicine ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ ในประเทศไทย
เรื่องเอกสาร
- I-20 หนังสือเข้าเมือง The most important
- Visa F1 การเข้าเรียนในอเมริกา
- Visa สำหรับการเข้าร่วมงานวิชาการ (และเผื่อเที่ยวหาเพื่อน) ในแคนาดา
- เอกสาร USMLE ใช้ในการสมัคร clinical training
- มีคนแนะนำให้ทำใบขับขี่สากลจากเมืองไทยไป เพราะจะช่วยให้การขอใบขับขี่ในอเมริกา (เสมือน ID card อย่างหนึ่งแทนการพก passport ) สะดวกขึ้น เพราะไม่เช่นนั้นต้องได้ certificate จากโรงเรียนสอบขับรถก่อน ถึงมีสิทธิขอ
แผนการเดินทางและตั๋วเครื่องบิน
- จองตั๋ว China airline ซึ่งบินจากเชียงใหม่ไป ไทเป แล้วลง SFO ไม่ต้องวกไปกรุงเทพ ใจจริงอยากอุดหนุนการบินไทยเราอยู่ แต่ต้องลง กทม. แถมแพงกว่าเกือบเท่าตัว เลยไม่ไหวจริงๆ คะ
ที่อยู่อาศัย
- ติดต่อไว้สองทาง ทั้ง
Housing ของมหาวิทยาลัย ซึ่งสะดวกใกล้ที่เรียนดี แต่ไม่แน่นอน อาจเต็มช่วงที่เราจะไป
Housing ของรุ่นพี่ที่อยู่ก่อนหน้า ซึ่งดีในแง่ใกล้ที่กิน ใกล้ตลาดจีน แต่ต้องรอถึงกันยายนทีพี่เขาย้ายกลับเมืองไทย
เลือกเอาแบบที่แชร์ห้องน้ำ ห้องครัว ด้วยเหตุผล ถูกกว่าแน่นอน และอาจได้เพื่อนคุยถูกคอ
ของใช้ส่วนตัว
- มีแต่คนแนะนำให้ฉันเอาไปให้น้อยที่สุด ไปหาเอาดาบหน้า เพราะเสื้อผ้าต่างๆ เอาจากเมืองไทยไปก็ใช้ไม่ได้อยู่ดี สภาพอากาศต่างกัน
แต่บทเรียนสำคัญจากครั้งไป praciticum คือ..ต้องตัดแว่น เผื่อไปสัก 2 อัน!! , เตรียมยาแก้ไข้ แก้แพ้ miracid, และตรวจฟัน
ของแห้ง เอาจากเมืองไทยไปถุกกว่าก็จริง แต่ไม่คุ้มกับค่าใช้จ่ายต่อน้ำหนักกระเป๋า
ส่วนคอมพิวเตอร์ เอาเครื่องเล็กอันเก่าไป..ถ้าพังก็หาซื้อใหม่ที่โน่น ซึ่งเขาว่าถูกและทน
ตามมาจากห้องไกลบ้านในพันทิปนะคะ ^_^
เก่งจังค่ะได้เรียนที่ื UCSF ด้วย ความจริงเราก็ได้ interview ที่นั่นเหมือนกันแต่ตัดสินใจไม่ไปค่ะ เพราะตอบรับที่อื่นไปแล้ว
อ่านจุดมุ่งหมายของคุณแล้วรู้สึกดีจัง สู้ๆนะคะ.. ครั้งหนึ่งเราก็เคยมีจุดมุ่งหมายคล้ายๆอย่างนี้เหมือนกัน แต่ต้องมีเรื่องที่ให้ต้องเปลี่ยนทางเดินเล็กน้อยค่ะ.. ดีใจเวลาที่ได้เจอเพื่อนร่วมวิชาชีพที่มีความคิดเหมือนๆกัน ถ้ามาเที่ยวแอลเอเมื่อไหร่กระซิบบอกนะคะ จะได้ไปทานข้าวด้วยกันค่ะ ^_^
ดีใจจัง คุณลูกแม่ดอกบัวตัวจริงเสียงจริง มาเป็นเกียรติเยี่ยมเยียน
เคยเข้าไปอ่านหาข้อมูลเกี่ยวกับการสอบ USMLE จากบล็อกนี้
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=white-lotus
รู้สึกชื่นชมพี่? มาก เป็นคนเก่งและให้ความร่มเย็น :>
พี่? มีอีเมล์ไหมคะ ถ้าไป LA เดี๋ยวจะไปกระซิบบอกในบล็อกคะ
ขอบคุณมากคะ อาจารย์ขจิต
การมาเที่ยว กับการมาเรียนนั้นต่างกันมาก
ตอนนี้สำนึกรักบ้านเกิด
คิดถึงคำว่า "น้ำใจ","อุดมสมบูรณ์" และ "ไม่เป็นไร"
พี่ปุ้มค่ะ..
แหะ แหะ..เคยมาเยี่ยมที่บล็อกด้วยเหรอคะ ^_^
รู้สึกดีจัง..มีน้องๆหลายคนไปเยี่ยมที่บลอก ตอนนี้จบกันไปแล้ว เป็นเฟลโลว์กันไปบ้างแล้วหลายคน เห็นความสำเร็จของน้องๆแล้วก็ชื่นใจค่ะ หลายๆคนเห็นตั้งกะเค้าเริ่มสอบ USMLE เลย
เห็นมีช่องให้กรอกอีเมล์เลยนึกว่าจะขึ้น ไม่ยักกะขึ้นแฮะ.. อีเมล์พี่นะคะ [email protected]
สู้ๆนะคะ ช่วงสามเดือนแรกจะเหนื่อยมากๆๆๆๆๆๆๆๆ แต่อยู่ SF ไม่ค่อยเหงามากค่ะ เที่ยบกับอยู่เมืองเล็กๆที่อื่น แต่ก็คงเครียดหน่อย
เพราะคนเก่งๆเยอะ ..แต่น้องเก่งอยู่แล้วค่ะ ไม่ต้องกลัวค่ะ ^_^
เขียนบลอกอีกนะคะ จะแวะมาเยี่ยมบ่อยๆค่ะ
goal ในชีวิต : หลังจากทบทวนตัวเอง จัด priority หลายตลบ ก็พบว่า..ฉันรักจะเป็น "Clinician" ตลอดชีวิต เช่นเดียวกับผู้เป็นแรงบันดาลใจของฉัน
ไม่มีอะไรมาทดแทนการได้ตรวจ และสัมผัสผู้ป่วยได้
งานวิจัย ให้ได้มาจากความต้องการดูแลผู้ป่วยให้ดียิ่งๆ ขึ้น
การสอน ก็เพื่อให้คนรุ่นถัดไป ดูแลผู้ป่วยได้ดี
การบริหาร ก็เพื่อให้เกิดระบบที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วย
---
ชอบอีกแล้วครับ