ความรู้เป็นสิ่งที่ถูกผลิตขึ้นจากกฎแห่งความสัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ เพื่อแบ่งแยกประเภท จำพวกมัน ความรู้นั้นไม่ได้อยู่เฉย ๆมันทำงานและป่าวประกาศตนเองออกมาในรูปของ การก่อตัวของวาทกรรม ซึ่งเป็นบรรดากฎของความรู้ทั้งหลายเพื่อทำให้สื่อสารกันได้ มีไอเดีย มีคอนเซ็บท์เกี่ยวกับความรู้นั้น รวมทั้งสร้างขอบเขตที่เป็นรูปธรรมของความรู้นั้นขึ้นมา



   การตั้งคำถามอย่างหัวข้อที่ยกมานี้ดูเหมือนจะเป็นการตั้งคำถามที่ไม่ยาก แต่การจะตอบให้ถูกใจผู้คนทั้งหลายคงเป็นเรื่องยากพอสมควร โดยเฉพาะผู้ที่มักจะยึดว่าความรู้เป็นความจริงแท้ที่คงที่แน่นิ่งตายตัว แน่นอน (เช่นที่ผู้เขียนเคยเป็นในอดีต) คงทำใจยากกับการกล่าวถึงประเภทของสิ่งต่าง ๆ ตลอดจนความรู้ที่ฟูโกต์ได้เสนอไว้
ในบทที่สองของหนังสือ Understanding Foucault ได้กล่าวถึงหนังสือ The Oder of thing ซึ่งฟูโกต์ได้แสดงให้เห็นว่าบรรดาการจัดออร์เดอร์ให้กับสิ่งต่าง ๆที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบันนั้นมันก็เป็นเพียงอีกระบบหนึ่งของการจัดสิ่งต่าง ๆ ตามความเข้าใจของคนในแต่ละยุคแต่ละสมัย ซึ่งอาจมีการจัดลำดับให้กับสิ่งต่าง ๆ ที่ต่างออกไปจากที่เราใช้กันอยู่ดังที่เขาเริ่มไว้ในหนังสือเล่มดังกล่าวว่าในสารานุกรมจีนโบราณแยกประเภทของสัตว์ไว้ดังนี้
      "บรรดาสัตว์ต่างๆได้ถูกแยกแยะดังนี้ : (1) สัตว์ที่เป็นของพระจักรพรรดิ์, (2) สัตว์ที่ถูกนำมาดองเก็บไว้, (3) สัตว์ที่ถูกทำให้เชื่องแล้ว, (4) หมูต่างๆที่ยังดูดนม, (5) สัตว์ที่เรียกว่า sirens - ครึ่งนกครึ่งคน เกาะอยู่ตามโขดหินกลางทะเล และล่อลวงให้เรือเข้าไปเกยหินโสโครกและอัปปางลง, (6) สัตว์ในเทพนิยายต่างๆ, (7) สุนัขพเนจร, ( สัตว์ที่รวมอยู่ในการจำแนกหมวดหมู่ที่มีอยู่แล้ว, (9) สัตว์ซึ่งมีอาการคลุ้มคลั่ง, (10) สัตว์จำพวกที่มีอยู่อย่างมากมายเหลือคณานับ(พวกมดและแมลงทั้งหลาย), (11) สัตว์ที่ถูกวาดขึ้นมาด้วยพู่กันที่ทำมาจากขนอูฐที่ละเอียดประณีต, (12) สัตว์จำพวกที่ถูกวาดขึ้นมาด้วยพู่กันอื่นๆ, (13) สัตว์ที่เพิ่งจะทำให้เหยือกน้ำแตก, (14) สัตว์ที่มาจากที่ห่างไกลมากซึ่งมองดูแล้วคล้ายๆแมลงวัน
   ฟูโกต์มองว่าความเข้าใจแบบนี้เป็นเรื่องที่คนในยุคปัจจุบันไม่มีทางเข้าใจมันได้หรือจินตนาการถึงมันได้ดังนั้นการจัดลำดับต่างๆ ของสิ่งต่าง ๆ จึงเป็นเรื่องของการกำหนดว่าอะไรเป็นอะไรมากกว่าที่จะมีแบบฉบับที่ตายตัว แต่ก็นั่นแหละมันอยู่ที่ว่าแล้วใครคือผู้วางกฎเกณฑ์เหล่านี้
   ในส่วนที่ว่าด้วยเรื่องความรู้ เขาเชื่อว่ามัน เขาได้ยกตัวอย่างเรื่องของยา ที่ว่าใครเป็นคนบอกว่ายาคือสิ่งมีค่ามีประโยชน์แต่บรรดา รัฐบาล แพทย์ พยาบาล โรงพยาบาล ก็พยายามบอกว่ายามีประโยชน์ในการักษากว่าสิ่งอื่นที่ไม่ใช่ยา ความรู้เกี่ยวกับยาจึงเกิดขึ้น
   ฟูโกต์ชี้ให้เห็นว่า ความรู้นั้นไม่ได้อยู่เฉย ๆมันทำงานและป่าวประกาศตนเองออกมาในรูปของ การก่อตัวของวาทกรรม ซึ่งเป็นบรรดากฎของความรู้ทั้งหลายเพื่อทำให้สื่อสารกันได้ มีไอเดีย มีคอนเซ็บท์เกี่ยวกับความรู้นั้น รวมทั้งสร้างขอบเขตที่เป็นรูปธรรมของความรู้นั้นขึ้นมา
   นอกจากนี้เขายังให้ความสนใจกับวิธีการหาความรู้แบบวงศาวิทยาของนิทเช่ ซึ่งเป็นวิธีการสำหรับขุดคุ้ยค้นหารากเหง้าของบรรดาสถาบันที่ทรงพลังในสังคม ตอดจนรากเหง้า ของบรรดาวาทกรรมทั้งหลาย
   อาจกล่าวโดยสรุปได้ว่า ความรู้ที่ดำรงอยู่ในยุคของเราเป็นความรู้ที่ถูกผลิต/สร้างขึ้นมาจากบรรดาพลังอำนาจทั้งหลายที่มีในยุคของเรา เช่นการนำเอาวิทยาศาสตร์มาเป็นฐานการสร้างความรู้ทางกฎหมาย และนโยบายทางการเมือง
   สำหรับในงานวิจัยเสริมหลักสูตรของธงชัย วินิจกุล ได้เสนอเนื้อหาที่สำคัญเกี่ยวกับ
      1.ทัศนของฟูโกต์ที่มีต่อองค์ประธาน เขามองว่ามนุษย์ไม่ใช่องค์ประธานที่บงการประวัติศาสตร์ แต่มนุษย์เป็นผลผลิตของตัวกระทำอื่นนั่นก็คือมนุษย์เป็นผลผลิตของวาทกรรม
      2.discourse คืออะไร บรรดาการสื่อสารที่ทำให้มนุษย์สื่อสารกันเข้าใจ มีผลต่อการตัดสินเชิงคุณค่า แยกแยะอะไรดีอะไรชั่ว ถูกผิด ใช้ได้ ใช้ไม่ได้
      3.Archaeology เป็นวิธีการที่ฟูโกต์ ใช้ในการขุดคุ้ยหรือเปิดให้เห็นส่วนประกอบต่าง ๆ ของบรรดา วาทกรรมและความรู้ ต่าง ๆ เป็นการพิจารณาไปที่ Discursive Practice แล้ววิเคราะห์ให้เห็นปัจจัยและองค์ประกอบต่าง ๆ ที่ประมวลกันเข้ามาเป็น Discourse หนึ่ง ๆ
      4.genealogy  ฟูโกต์เชื่อว่า ปรากฏการณืต่าง ๆ มีความเป็นไปในระบบเวลาของตัวเอง เราไม่สามารถจับยัดลงในชุดเวลาเดียวกันได้ เป็นการศึกษาประวัติศาสตร์(ไม่อยากใช้คำนี้แต่ไม่รู้จะใช้อะไรดี-ผู้เขียน) ที่ปฏิเสธลักษณะของประวัติศาสตร์กระแสหลักกล่าวคือ ปฏิเสธการหาจุดกำเนิด ไม่มองประวัติศาสตร์แบบองค์รวม ไม่พยายามค้นหาปลายทางของประวัติศาสตร์ ปฏิเสธการอวดอ้างความจริงแท้ของปรากฏการณ์ใด ๆ ปฏิเสธความต่อเนื่อง เป็นความพยายามในการตามหา “ร่องรอย” ที่ซับซ้อนกระจัดกระจาย เพื่อชี้ให้เห็นอุบัติการณ์ความผันแปร ความบกพร่อง ประเมินพลาด การคำนวณผิของปรากฏการณ์ต่าง ๆ ซึ่งทำให้เราไม่ต้องหาองค์ประธาน หรือปัจจัยถาวรใด ๆ ที่อยู่เหนือประวัติศาสตร์อีกต่อไป