คนสุรินทร์ ภาษาเขมร

 ผม คนสุรินทร์ แต่รู้จักสุรินทร์"น้อย"

              ผมเกิดในเขตเมืองและเรียนจบมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่โรงเรียนสิรินธร จังหวัดสุรินทร์ จากนั้นเข้าเรียนต่อจนจบที่คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ จบแล้วทำงานเป็นครูอยู่กาญจนบุรีสองปีเศษ ก่อนจะเข้ากรุงเทพฯทำงานด้านการพัฒนาเด็กจนถึงปัจจุบัน
              มีเวลาและโอกาสกลับไปเยือนถิ่นเกิดไม่มากนัก ประมาณปีละ 4 ครั้ง
              สามสี่ปีหลังมานี้ ผมมีโอกาสและสนใจกลับไปถิ่นเกิดบ่อยขึ้น เหตุเพราะผมได้คิดว่า แม้ผมจะเป็นคนสุรินทร์ แต่ผมรู้จักสุรินทร์น้อยมาก ซึ่งคงเหมือนคนไทยทั่วไปที่รู้จักสุรินทร์พอๆ กับผม ว่าสุรินทร์เป็น "เมืองช้าง" มี"ผ้าไหมสวย ข้าวมะลิหอม" ก่อนจะรู้จักเพิ่มมากขึ้นเพราะมีเหตุที่ด่านชายแดนไทย-เขมร ทำให้"ด่านช่องจอม"รู้จักกว้างขวางขึ้นว่าเป็นตลาดชายแดนที่ใหญ่มากแห่งหนึ่ง 
              แต่ผมสนใจมากกว่านั้น ผมสนใจความเป็นมา วัฒนธรรม ภาษาดั้งเดิมคือส่วย เขมร ชนชาวจีนในเมือง คนถิ่นเดิม สถาปัตยกรรม(ปราสาทและโบราณวัตถุ) ศาสนา ความเชื่อ การฟ้อน บทเพลง ฯลฯ 
              ดังนั้น การไปในระยะหลังๆ ของผม จึงเริ่มด้วยการเสาะหาหนังสือที่เกี่ยวข้องมาไว้เพื่อศึกษา ได้แก่
              1.ในหลวง-ราชินี เสด็จเยี่ยมสุรินทร์(จัดพิมพ์โดยคณะกรรมการงานสมโภชศาลเจ้าหลักเมืองและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พ.ศ.2549)ที่รวมเรื่องราวคราวในหลวง-ราชินี เสด็จสุรินทร์ เมื่อปี พ.ศ.2498
              2.วารสารเมืองโบราณ ปีที่ 31 ฉบับที่ 1 (มกราคม-มีนาคม 2548) ลงรายละเอียดชุมชนชาวจีนในเมืองสุรินทร์ไว้อย่างละเอียด ที่ปลื้มใจมากคือมีภาพ "พ่อของผม"อยู่ในวารสารเล่มนี้ด้วย
              3.ร้อยเรื่อง เมืองสุรินทร์ (มาลัย 2) โดยอัษฎางค์ ชมดี รับหน้าที่เป็นบรรณาธิการ เล่มนี้หลากหลายครับ ทำให้รู้เรื่องเมืองสุรินทร์เพิ่มขึ้นอีกมาก
              4.ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเมืองสุรินทร์ โดยรองศาสตราจารย์ศิริพร สุเมธารัตน์ เล่มนี้หนามากครอบคลุมสาระเกี่ยวกับเมืองสุรินทร์ไว้อย่างกว้างขวาง จะไม่หนาและเต็มไปด้วยสาระได้อย่างไร ในเมื่อผู้เขียนเป็นคนสุรินทร์และศึกษาข้อมูลมายาวนาน 34 ปีกว่าเล่มนี้จะสมบูรณ์ได้  เล่มนี้สำคัญอีกประการคือเมื่อผู้เขียนรับรู้ว่าผมสนใจเรื่องนี้ อาจารย์จัดการส่งมอบมาถึงผมในเวลาไม่นาน (ขอบพระคุณมากครับ)
              ผมเขียนเล่าเรื่องนี้ไว้ นอกจากจะเตือนใจตนเองให้สำเหนียกเสมอว่า เรียนรู้อะไรมาก็มากทั้งในและต่างประเทศ แต่เรื่องถิ่นเกิดของตนเองนั้น รู้น้อยนิดเหลือเกิน ผมจึงเสียดายที่ผมพูด-อ่านภาษาเขมรไม่ได้ ไม่เข้าใจวิถีชีวิตคนส่วยคนพื้นถิ่น มีความเข้าใจและลึกซึ้งในสถาปัตยกรรมท้องถิ่นน้อย
              ทำให้ผมคิดไปไกลว่า จะต้องผลักดันให้เด็กนักเรียนทุกจังหวัดได้เรียนรู้เรื่องราวที่ลึกซึ้งของจังหวัดตนเองและประเทศไทยของเรา (เป็นวิชาบังคับเรียน) เพราะเหล่านี้คือรากเหง้าความเป็นตัวตนของเรา 
              เรียนเรื่องเหล่านี้มากเท่าไหร่ เราจะรักถิ่นเกิด รักชาติบ้านเมืองของเรามากขึ้นเท่านั้น
              คงไม่หนักเกินไปนะครับ สำหรับเรื่องนี้