ประตูเปิดเสมอ.....ผู้ที่ผ่านมาล้วนเป็นแขก.....ใหนเลยจะมีแยกก่อนหลัง....

        .....อากาศเย็นสบาย  ตอนประมาณทุ่มกว่าๆของวิสาขา สายลมโบกสบัด ณ เบื้องบนพอให้เห็นใบไม้ไหวอยู่ไวๆ  ผมนั่งอยู่ร่มต้นประดู่ข้างศาลาลาย  8  หลังรอบพระอุโบสถ  มือถือดอกบัวที่บรรจงพับกีบอย่างสวยงามพร้อมเทียนธูปไว้แนบอก  หวังบูชาให้ถึงซึ่งคุณของพระพุทธ พระธรรมและพระสงฆ์ ด้วยไฟศรัทธาที่ไม่เคยลางเลือนและหัวใจที่เชื่อมั่นในความดี  (คงไม่ต้องอธิบายมาก...เพราะความหมายสมบูรณ์แล้วในตัวเอง..) ไม่นานคนเฒ่า วัยหนุ่มสาว เด็กๆเริ่มทะยอยเข้าสู่บริเวณวัดหนาตาขึ้นเรื่อยๆ  หลายคนเริ่มรับรู้ถึงกลิ่นอายแห่งความดีงามและความเรียบง่ายตามประสาพุทธะ  เสียงสวดมนต์ที่ก้องกังวาลในพระอุโบสถลื่นไหลตามท่วงทำนองเสมือนห้วงแม่น้ำใหญ่ที่ขับกล่อมจิตใจผู้คนให้เสมอมั่นในความดีงาม

      ......กลิ่นอายแห่งความดีงามเริ่มสว่างไสวครอบคลุมทั่วทั้งบริเวณหน้าอุโบสถเมื่อเทียนในมือที่บรรจงพนมไว้ที่หน้าอกถูกจุดขึ้นจากมือต่อมือ ใจต่อใจ กลายเป็นแสงทองเหลืองอร่ามทั่วทั้งบริเวณ  บรรยาศแบบนี้จักหาใหนได้อีก.....ผมเริ่มเดินโดยมีพระคุณเจ้านำหน้าด้วยลมหายใจแห่งพุทธะ  แสงเทียนเล่มน้อยที่ผมถือพริ้วไหวตามสายลมแผ่วเบาโบกสบัดเหมือนจะมีจิตวิญญาณที่จะรับรู้และแน่วแน่ในสิ่งเดียวกัน  ผู้คนเริ่มเดินตามกันเป็นแถวรอบพระอุโบสถพร้อมเสียงสวดมนต์ซึ่งผมก็สวดได้บ้างกระท่อนกระแท่นแต่ใจผมเหรอ....ก็เต็มล้นด้วยไฟแห่งศรัทธา (..แก้ตัว..)แสงไฟแห่งเทียนเล่มน้อยในมือที่ทาบเลียกระทบใบหน้านั้น...ให้ตายสิ!...ผมสาบานได้เลยว่า....หากมีกล้องในมือผมขณะนี้ไม่มีผีห่าซาตานตนใดเป็นแน่แท้ที่จะห้ามผมไม่ให้ยกกล้องขึ้นมามองลอดผ่านเลนซ์กดซัตเตอร์สักหลายๆครั้งเพื่อบรรทึกภาพเหล่านี้เก็บเอาไว้เป็นสมบัติส่วนตัว..  ยิ่งเมื่อสองมือน้อยๆยกประคองอธิฐานหลังรอบสามผ่านพ้น  ผมไม่รู้หรอกพวกเขาอธิฐานหรือปราถนาสิ่งใดกัน...ถ้าเป็นผม..ผมไม่ขออะไรอีกแล้ว  ภาพและลมหายใจที่ผมสัมผัสได้ขณะนี้ไม่ใช่ความฝันก็พอแล้ว...ในเมื่อเท้ายังติดดินจะหาความงดงามแบบนี้ที่ใหนได้อีก....งดงามเกินคำบรรยาย 

       .....แสงจันทร์งามแห่งคืนวันเพ็ญวิสาขบูชาอวดแสงนวลยอกเย้าน้ำในกระถางน้อยหน้าพระอุโบสถปริ่มๆระยิบระยับจับตาเป็นยิ่งนัก  เสียดายหลายคนรีบร้อนทะยอยเดินทางกลับจนเกินงามลืมโอกาสที่จะยืนทักทายดวงจันทร์งาม  กลิ่นธูปจางๆยังคงอบอวลทั่วทั้งบริเวณขณะที่ผมยืนสงบนิ่งอยู่ตรงกลางหน้าพระอุโบสถมองลอดซุ้มประตู  แสงไฟที่ยังเปิดทิ้งเอาไว้ทำให้ผมมองเห็นพระประธานในอุโบสถได้อย่างชัดเจน ....ผมหลับตารำลึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้เมื่อประมาณสองพันห้าร้อยกว่าปีก่อน...พลางนึกขอบคุณตัวเองที่ไม่โชคร้ายเกินไปนัก...ได้สั่งสมบุญกุศลเอาไว้พอได้เกิดมาพบพุทธศาสนาอีกครั้งหนึ่ง...ถึงแม้มิได้บำเพ็ญปฏิบัติจนยิ่งยวดบรรลุธรรมสิ้นพบสิ้นชาติในปัจจุบันนี้ก็ตาม(ยังมีความสุขในโลกนี้อยู่...หุหุ) ผมยืนอยู่นานเท่าไรไม่รู้...อากาศเริ่มเย็นลง...ด้วยดึกแล้ว..บางทีอาจถึงเวลาที่ผมคงต้องกลับปราสาทมืดอันเป็นที่พักผ่อนหลับนอน...หลับตาพักผ่อนได้แล้ว..เพราะพรุ่งนี้งานอบรมยังมีต่อ......หุุหุ