สวัสดีค่ะสมาชิก G2K ทุกคน ^^

               จากบทความที่แล้ว ที่ฉันได้มีโอกาสแบ่งปันเรื่องราวของหนังสือชุดนิทานการเรียนรู้เพื่อการเรียนรู้เชิงองค์กร ของสำนักพิมพ์ Pegasus Communications เรื่อง ฉลาดเกินหน้าหมาป่า (Outlearning the wolves) ไป วันนี้ ฉันขอแนะนำเรื่องที่ 2 ที่ได้อ่านจบไป “เงาแห่งยุคหิน (Shadows of Neanderthal)” เพื่อเป็นการขยายความต่อเนื่อง ดังต่อไปนี้ค่ะ

 

เคยสงสัยมั้ยคะ ว่าเหตุใดเพียงแค่ “ความเชื่อ”(ซึ่งเป็นเพียงสิ่งนามธรรมเท่านั้น) ที่ไม่ตรงกันของมนุษย์เรา สามารถเป็นบ่อเกิดของปัญหา ความขัดแย้ง หายนะ จนทวีคูณไปถึง “สงคราม” ได้ หลายต่อหลายครั้ง

 

              สืบเนื่องมาตั้งแต่อดีต ไม่ว่าจะเป็นสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 สงครามกลางเมือง สงครามทางศาสนา สงครามระหว่างไทยกับพม่า ตลอดสงครามสีเสื้อที่ผ่านมาของประเทศไทย เมื่อพิจารณาเข้าไปในเชิงลึกแล้ว ฉันสามารถสรุปได้ว่า “สิ่งร่วม” ที่ทำให้เกิดความขัดแย้งอันยิ่งใหญ่ของทุกๆสงคราม นั้นคือ “ความเชื่อที่ไม่ตรงกัน” ของแต่ละฝ่าย นั่นเอง

 

               “ความเชื่อ” หรือ “ความคิด” ของบุคคล 1 คน (อาจจะดูน้อยนิด) พัฒนามาเป็น “ความเชื่อ” หรือ “ความคิด” ของกลุ่มคน (ใหญ่ขึ้นมาหน่อย) จนสุดท้ายพัฒนามาเป็น “ความเชื่อ” หรือ “ความคิด” ขององค์กร สถาบัน ประเทศ โลก มวลมนุษย์ (ใหญ่มากๆๆๆ)

 

               ดังนั้น จะเห็นว่า จุดเริ่มต้นอันน้อยนิดของสิ่งที่ว่า จึงเกิดจาก “ความเชื่อ” หรือ “ความคิด” ของแต่ละบุคคล หรือที่ในหนังสือเรียกว่า “รูปแบบความคิด หรือ Mental model” นั่นเอง สิ่งที่ทำให้มนุษย์ถ้ำแตกต่างจากสัตว์ คือ “การมีขนาดสมองที่ใหญ่กว่า” แต่สิ่งที่ทำให้มนุษย์ในปัจจุบันแตกต่างจากมนุษย์ถ้ำ คือ “การมีความเชื่อที่แตกต่าง”

 

               ในอดีต เราเชื่อว่า โลกแบน แมกเจลแลน แสดงให้เห็นว่า โลกกลม ในอดีต เราไม่เชื่อว่ามนุษย์จะบินได้เหมือนนก สองพี่น้องตระกูลไรท์ เชื่อว่า เราบินได้ และประดิษฐ์เครื่องบินลำแรกของโลกขึ้น ใครจะเชื่อว่า เราจะติดต่อคนอีกฟากนึงของโลกได้ในเวลาเสี้ยววินาที ทิม เบอร์เนอร์ คิดค้นความคิดเริ่มแรกของระบบอินเตอร์เน็ต

 

               เห็นได้ว่า “ทุกอย่างเริ่มต้นจาก ความเชื่อของแต่ละบุคคล (Mental model) ทั้งสิ้น” เมื่อเชื่อมโยงกับการทำธุรกิจ ที่จะเห็นได้ชัดเลย คือ วิสัยทัศน์ (Vision) ย่อมมีที่มาจาก “ความเชื่อ” ของผู้ก่อตั้งแน่นอน เมื่อโยงไปถึง พันธกิจ (Mission) ตลอดจน นโยบายหรือกลยุทธ์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในบริษัท ฉันเชื่อว่า เบื้องต้นย่อมมีที่มาจาก “ความเชื่อ ขององค์กร” ทั้งสิ้น ยกตัวอย่างเช่น บริษัท การบินไทย จำกัด ที่มีวิสัยทัศน์ว่า เป็นสายการบินที่ลูกค้าเลือกเป็นอันดับแรก ให้บริการดีเลิศด้วยเสน่ห์ไทย ก็สามารถสะท้อนได้ว่า ผู้ก่อตั้งเชื่อในความมีเสน่ห์แบบไทยๆ ว่าจะสามารถสร้างเอกลักษณ์ ความแตกต่าง และความประทับใจได้ในธุรกิจสายการบิน เป็นต้น

 

 

               ในมุมมองของฉัน หนังสือนิทานเล่มนี้มีประเด็นหลักที่หนังสือต้องการสื่อให้ทราบ คือ การยอมรับฟังความเชื่อที่แตกต่าง มากกว่ายึดติดอยู่กับความเชื่อ หรือสิ่งที่ตนเองเห็น เพื่อนำไปสู่หนทาหรือวิธีการดำเนินการสุดท้ายที่สวยงามที่สุด และในหนังสือได้ระบุท้ายเล่มอย่างน่าสนใจมาก เกี่ยวกับ รูปแบบความคิด (Mental Model) ดังนี้

 

  1. ทุกคนมีรูปแบบความคิด : อย่างที่ฉันกล่าวในข้างต้น สิ่งที่แยกมนุษย์ออกจากสัตว์ คือ สมอง และสมองนี่เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของความคิดของมนุษย์แต่ละคน ยกตัวอย่างเช่น บริษัท A เชื่อในการลดต้นทุน ว่าจะทำให้กำไรเพิ่มมากขึ้น บริษัท B เชื่อในการสร้างคุณค่าและนวัตกรรม ว่าจะทำให้กำไรเพิ่มขึ้น

  2. รูปแบบความคิดกำหนดสิ่งที่เราเห็นและวิถีทางที่เราเห็น : เมื่อเราเชื่อสิ่งใด เราจะคุ้นเคยกับสิ่งนั้น ทำให้ในชีวิต เราจะเห็นสิ่งที่เราเชื่อชัดเจนกว่าสิ่งอื่น เช่น บริษัท A เมื่อมองคอมพิวเตอร์หนึ่งเครื่อง จะมองว่า ต้นทุนวัสดุที่ทำราคาเท่าไหร่ แต่บริษัท B อาจจะมองว่า คอมพิวเตอร์เครื่องนี้ได้ใช้นวัตกรรมใหม่ๆในการผลิตหรือไม่

  3. รูปแบบความคิดนำทางถึงวิถีทางที่เราคิดและปฏิบัติ : ตามหลักตรรกะแล้ว เราเชื่ออะไร การกระทำของเราก็ย่อมมีพื้นฐานมาจากสิ่งนั้น เช่น ตัวอย่างเดิม บริษัท A ต้องมีกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจที่เน้นการลดต้นทุน ขณะที่บริษัท B ต้องเน้นกลยุทธ์การเพิ่มคุณค่าและใช้นวัตกรรมใหม่ๆในการดำเนินธุรกิจ

  4. รูปแบบความคิดทำให้เรายึดถือการอนุมานของเราว่าเป็นข้อเท็จจริง : ทั้งๆที่ความจริงแล้วรูปแบบความคิดไม่จำเป็นต้องเป็นข้อเท็จจริงเสมอไป แต่ผู้ที่เชื่อในสิ่งใด ก็มักจะเห็นว่าสิ่งที่เป็นจริงกว่าสิ่งอื่น ดังตัวอย่าง ทั้งสองบริษัทย่อมมีความเชื่อว่า รูปแบบความคิดของตน จะสามารถเพิ่มกำไรให้บริษัทได้จริงกว่ารูปแบบความคิดของอีกฝ่าย

  5. รูปแบบความคิดจะไม่สมบูรณ์เสมอ : ซึ่งสิ่งนี้ถือเป็นข้อที่สำคัญที่สุด ที่เราทุกคน (ผู้ซึ่งมีรูปแบบความคิด) จะต้องตระหนักไว้ให้มาก ดังนั้น การเปิดใจกว้างรับฟังรูปแบบความคิดของผู้อื่นที่แตกต่างด้วยความจริงใจ จะทำให้เกิดความสมบูรณ์มากขึ้น ดังจะเห็นจากตัวอย่างทางประวัติศาสตร์ที่ฉันกล่าวมาในข้างต้น จะเห็นว่า ขนาดรูปแบบความคิดที่ใหญ่มาก อย่างโลกแบน ยังเป็นรูปแบบความคิดที่ไม่สมบูรณ์เลย

  6. รูปแบบความคิดมีอิทธิพลต่อผลลัพธ์ที่เราได้รับ และส่งผลกลับในการเสริมแรงให้กับรูปแบบความคิดเอง : ซึ่งถือเป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ที่ เรามักจะ “เลือกมอง” เพียงข้อมูลที่สนับสนุนความเชื่อของเรามากกว่าที่ขัดแย้ง ดังนั้น หากเราสามารถ “เลือกมอง” โลกในหลายๆมุม สิ่งเหล่านี้ก็อาจจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นได้ ดังนั้น บริษัท A และ B ควรเลือกมอง รับข้อมูล ทั้งการลดต้นทุน และการเพิ่มคุณค่าและนวัตกรรม เพื่อนำมาพิจารณารวมกัน ให้เกิดผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่และลงตัวที่สุด 

  7. รูปแบบความคิดมักจะดำรงยืนยาวกว่าประโยชน์ของมัน : ซึ่งอาจเปรียบได้ในโลกการศึกษา ที่ ทฤษฎี มักอยู่ยืนยาว และดูมั่นคง น่าเชื่อถือกว่า ประสบการณ์หรือกรณีศึกษา (Case study) และเป็นความจริงอีกที่ว่า นักการศึกษาจำนวนมากยังคงยึดติดกับ ทฤษฎี (ในที่นี้ ฉันถือว่า ทฤษฎี คือ รูปแบบความคิดประเภทหนึ่ง) แต่ด้วยปัจจุบันนี้ ที่การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ฉันจึงเห็นว่าการสำรวจรูปแบบความคิด (ทฤษฎี) อย่างเปิดเผย ไม่มีอคติ โดยพื้นฐานการยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริง จะสามารถทำให้ทุกอย่างง่ายมากขึ้น

 

ขอบคุณทุกคนที่ติดตามอ่านจนจบค่ะ เขียนซะเยอะเลย หากบทความนี้สร้าง “รูปแบบความคิด” ของผู้อ่านได้ยังไง แลกเปลี่ยนให้ทราบได้เต็มที่เลยนะคะ ขอบคุณค่ะ ^^