เมืองไทยกว้างใหญ่  พื้นที่มีทั้งอุดมสมบูรณ์  แห้งแล้งและกันดาร  ประชาชนกระจายทั่วไปมากน้อยตามสภาพพื้นที่ ในกรุง เมืองใหญ่ก็หนาแน่น ตำบล หมู่บ้าน และชนบทที่ห่างไกลก็บางเบา สุข ทุกข์ ล้วนอยู่ที่ใจ  อยู่ที่ส่วนปรุงแต่งที่แต่ละคนเลือกคัดสรรมาประดับเป็นค่านิยมเฉพาะตัว วิถีชีวิตต่างก็ดำเนินไปบนความต่างที่ล้วนเป็นธรรมดาของชีวิต ใครสามารถเลือกอาชีพได้เหมาะสม ปรับตนให้พอดีกับธรรมชาติของอาชีพ ปรับชีวิตให้พอดีกับภาวะรอบตัวที่เกี่ยวข้องก็ย่อมนำชีวิตเข้าไปสู่ความสุข  ความสงบได้ตามควร  แต่ถ้าเลือกวิถีชีวิตที่เกินพอดีและขาดจากพอดีจนเกินไป  อัตราความทุกข์ยากก็คงแปรตาม ต่างอยู่ก็เพียงเวลา ช้า-เร็ว ไม่ว่าคนเราจะอยู่ ณ ที่ใด  แห้งแล้งหรือกันดาร คุณภาพชีวิตของประชากรที่อยู่ ณ ผืนดินนั้น ถือว่ามีค่ากว่าอื่นใด ดินดีคนเลว ย่อมทำให้ดินเสื่อม ดินเลว คนดีย่อมทำให้ดินดี  ดังนั้น แม้บนดินแสนกันดารไร้ทรัพยากร ถ้าคนมีคุณภาพก็ย่อมใช้อานุภาพแห่งปัญญาสร้างค่าเกินกว่าจะคาดคะเนได้ “คนไทย” ไม่ว่าอยู่แห่งหนใด ในเมืองหรือชนบท ไม่ว่าอุดมสมบูรณ์ แห้งแล้งทุรกันดาร ก็คือ “คนไทย” เป็นหน่วยสำคัญที่จะบันดาลให้เกิดความเจริญอันเหมาะสมกับสภาพของตนได้ทุกจุด ซึ่งจะรวมผลส่งทอดเป็นความเจริญของชาติบ้านเมือง แสงแห่งความรู้และปัญญาที่วางอยู่บนฐานของการจัดการศึกษา เป็นความหวังและเป็นความเชื่อมั่นที่กระจายไปทุกจุดในรูปของ “โรงเรียน”

ครูนั้นเกิดมาเพื่อ “การให้ที่บริสุทธิ์” ไม่เคยหวังผลตอบแทนจากศิษย์ ผลลัพธ์จึงเป็นความสุขที่เรียบเบา เย็นสงบ ส่วนผู้บริหารนั้นคือ ผู้ใช้ความดีงาม ความเป็นครูดี และความเป็นผู้นำที่จริงใจ ทุ่มชีวิตให้กับงานเพื่อพาทีมงานทั้งปวงให้ปฏิบัติงานในบทบาทหน้าที่ของตนอย่างดีที่สุด และดีที่สุดของแต่ละบทบาทหน้าที่เหล่านั้นก็หลอมรวมเป็นภาพความสำเร็จของส่วนรวม คือ โรงเรียน