ตั้งใจจะเขียนบันทึกนี้ตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว..แต่อุณหภูมิการเมืองและอารมณ์ของหลายๆคนคงทะลุจุดเดือดอยู่ จึงขอขยับมาอาทิตย์นี้แทน
ถึงจะเป็นบันทึกที่ไม่เกี่ยวกับการเมือง แต่ผมคงต้องขอเริ่มด้วยการแสดงความเสียใจกับผู้สูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนนะครับ
ตายดีต้องสงบหรือไม่
คำถามนี้แวะเวียนมากระตุ้นเตือนให้ผมหาคำตอบอยู่หลายครั้ง แต่ก็ให้คำตอบกับตัวเองแบบฟันธงไม่ได้ แล้วมันก็กลับมาอีกในเช้าวันหลังฝนแรกของหาดใหญ่ปีนี้
ผมพาเจ้าสามตัวออกไปวิ่งตอนเช้าเหมือนทุกวัน ไปเจอแอ่งน้ำกลางถนนหลายแอ่ง แต่ละแอ่งมีแมลงเม่านอนตายเกลื่อน...


หลายครั้ง เราจะเห็นข่าวหรือแม้แต่การรายงานของแพทย์เมื่อคนไข้เสียชีวิตทั้งไทยและเทศ ที่ว่า ...แล้วนาย/นาง....ก็จากไปอย่างสงบ หรือ he/she died peacefully...
ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเป็นจริงเช่นนั้นหรือไม่ ประโยคนี้ดูจะเข้าข่าย.. มนตรา palliative care ได้อีกประโยคหนึ่ง คือ ใช้กันพร่ำเพรื่อเพื่อให้ดูดี หรือเขียนโดยอัตโนมัติอย่างไร้ความหมายที่แท้จริง
มีข้อถกเถียงกันครับ แม้แต่ในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญเรื่องการดูแลคนไข้ระยะสุดท้าย อาจจะต้องบอกว่า เถียงกันแบบเอาเป็นเอาตาย ชนิดไม่มองหน้ากันเลยด้วยซ้ำ
ฝ่ายหนึ่งยืนยันว่า ตายดีต้องสงบ ถ้าตายไม่สงบ ต้องถือเป็นตายไม่ดีทั้งสิ้น
อีกฝ่ายหนึ่งแย้งว่า ตายดี ไม่จำเป็นต้องสงบ มีบางวัฒนธรรมที่ต้องตายในขณะอารมณ์รุนแรงด้วย จึงจะถือว่าตายดี
ผมเองเชื่อมาตลอดว่าตายดีควรสงบ พอมาเจอข้อแย้งนี้เข้าก็อึ้งเหมือนกัน พยายามคิดถึงกรณีต่างๆที่ใกล้เคียง เช่น ความตายในสงครามแบบพลีชีพเพื่อชาติ ความตายในอารมณ์ฮึกเหิมเพื่อหมู่คณะ
ทำไมผมเอาคำถามไร้สาระแบบนี้มาถาม
เพราะบางครั้งเราไม่รู้จริงๆครับว่า คนไข้หรือผู้กำลังจะเสียชีวิตตรงหน้าเราคิดเรื่องนี้อย่างไร เราจะได้ช่วยเขาได้ถูกจริต จะเหมารวมว่าตายดีต้องสงบได้จริงหรือไม่
มีความเห็นเรื่องนี้อย่างไรกันบ้างครับ
หรือมีใครพอจะทราบว่า มีวัฒนธรรมไหนบ้างที่ถือว่า ตายไปในขณะมีอารมณ์รุนแรงคือ ตายดี ช่วยยกตัวอย่างให้ด้วยนะครับ
ย่างเข้าเดือนหก ฝนก็ตกพรำๆ แมลงเม่าบินงงงัน ตกน้ำตาย ... ไปสวรรค์
สวัสดีค่ะอาจารย์หมอเต็ม เคยอ่านหนังสือ กล่าวไว้ว่าช่วงก่อนสิ้นลม เป็นช่วงที่สำคัญมากๆ ดังนั้นคนเราควรได้ตระหนักและระลึกว่าให้คิดถึงแต่เรื่องดีๆ ก่อนจะลาลับโลกไป
พออ่านบันทึกนี้แล้ว คิดว่าเอหากผู้ที่ตายแบบไม่ทันได้ตั้งตัว เค้าจะมีเวลาได้คิดไหมคะ ถ้าการตายอย่างสงบ อาจช่วยให้ไปสู่ภพภูมิที่ดีๆ แล้วสรุปว่าไม่ได้ดูการกระทำที่ผ่านมารึคะ ...
ให้รู้ว่าไม่ทรมาน...
คนโบราณจึงมักให้ผู้ตายตั้งมั่นอยู่ในพระรัตนตรัยเพื่อมิให้จิตเป็นอกุศล..
สวัสดีค่ะ
สวัสดี ครับ อาจารย์หมอเติมศักดิ์
ผมเคยคิดถึงคำ คำ นี้ เช่นกัน....และมองลึก...ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์เลย ครับ
สิ่ง ดี ดี หากมองแล้ว ต้อง สงบ เย็น ...ไม่ร้อนลุ่ม หรือทุรนทุราย
....
ลัทธิบางลัทธิ น่ากลัวมาก นะครับ คุณหมอ ...ผมเคยเห็นบนจอทีวี..
...
ความสุข สงบ และร่มเย็นภายในบ้านตัวเอง ....หากได้ตายแล้ว น่าจะถือว่าตายดีได้ นะครับ
ขอบพระคุณบันทึกแรกที่ได้อ่านคืนนี้ ครับ
ผมเคยคิดถึงคำ คำ นี้ เช่นกัน....และมองลึกถึง...ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์
สมมุติว่า คนที่กำลังจะเสียชีวิตเป็นนายทหารที่ไม่เคยเข้าวัด ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่าเขาเป็นคนไม่ดีนะครับ ความสำเร็จและความภาคภูมิใจของเขาคือ วีรกรรมในสงคราม
เวลาเราจะพูดนำเขาก่อนเสียชีวิต เราจะพูดเรื่องคำสอนทางศาสนา หรือ วีรกรรมที่เขาภูมิใจมาตลอดชีวิต ครับ
นึกประสบการณ์ไม่ออกเลยค่ะอาจารย์ เรื่องการตายแบบรุนแรงเนี่ย เมื่อก่อนปูยังเคยคิดว่าหากตายไปแล้วก็หมดกรรมค่ะ แต่ก็ขอยอมใช้กรรม;)ดีกว่า) แต่ความตายที่จำได้แม่น
คือ ช่วงหนึ่งที่มีทหารพลีชีพขึ้นเครื่องระเบิดตัวเองตายไปกับศัตรู ไม่แน่ใจว่าเค้าจะนึกภาวนาหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ คือการกระทำเค้าได้รับการยกย่องและการตายได้จารึกไว้
อาจารย์หมอ ครับ ลัทธิ ที่เลื่อมไส จิตที่เลื่อมใส ขณะที่กำลังใกล้ตายถือว่าสงบแล้ว เพราะมีเป้าหมาย แม้จะมีความรุนแรง หรือโหดร้าย ร่วมอยู่
คนกลุ่มนี้ การชักจูง ชี้นำ ในช่วงเวลาเพียงน้อยนิด น่าจะแก้ยาก นะครับ เพราะเค้าซึบซับมานาน...การตายในมุมของเขาคือตายดีแล้ว(แต่น่ากลัวในมุมของเรา)
ผมเชื่อเช่นนั้น นะครับ
ดีใจนะครับ ที่ลปรร.กับอาจารย์หมอ
อ่านบันทึกท่านอาจารย์เต็มนี่ เหมือนมีการบ้านอยู่ตลอดเวลาเลยนะคะเนี่ย อิ อิ งานเก่ายังค้างอยู่เลยค่ะ หากแต่ยังไม่ลืมนะคะ เรื่อง การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม จำได้ค่ะ จำได้
พออ.ถามว่าจะพูดอะไรดี มีสองตัวเลือก เอ ตอบยากจังเลยค่ะ ก่อนอื่นต้องชื่นชมพูดให้เขาฮึกเหิม ภาคภูมิในวีรกรรมก่อนค่ะ พอถึงขั้นยอมรับ แล้วก็ส่งเสริมให้เค้าได้ไปสงบค่ะ
อ.ค่ะ นึกได้อีกเรื่องค่ะ อ่านหนังสือจำแน่นแต่น่ากลัว เป็นอีกฝ่ายที่ฆ่าเชลยคุกให้หนูวิ่งผ่านท่อจุดไฟเผา จ่อที่ท้องทารุณมากๆค่ะ อย่างนี้ควรให้คนทำตายตกกะทะทองแดง
แล้วกรณีที่พ่อเจ็บป่วยอยู่ ลูกไม่อยากให้พ่อทรมานจึงร้องขอต่อแพทย์ให้พ่อจากไปสงบ นี่ แต่พ่อยังไม่อยากไป แพทย์ควรจะทำอย่างไรคะ ... ขอบพระคุณ ฝันดีค่ะ
อ้ายหยา ท่านอาจารย์ยกตัวอย่างนี้ ปูก็ชอบกินไอติมมากๆเลยค่ะ อีกประเด็นที่ปิ๊งแว้บได้ คือ เรื่องความสุข ความพอใจ ขณะตาย น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดกระมัง ? คะ
พรุ่งนี้เรามาใหม่ดีมั้ยครับคุณpoo
....
....
ฝันดี...ทั้งสองท่านเลยะนะครับ
ทั้งหนูและเชลยค่ะอาจารย์ เรื่องจริงของussrที่โหดมากๆเลยค่ะที่ ถ้าเป็นหนังคงไม่กล้าดู เหมือนหนังไทยเรื่อง ลองของ เป็นความตายที่น่ากลัวที่สุด สมัยนี้คงไม่มีแล้วค่ะ
เริ่มตั้งแต่ "ตายดีในมุมของใคร?"
ของคนที่กำลังจะตาย ของญาติๆ ของทีมหมอพยาบาล ของนักวิชาการเรื่องตายดี ของนักศาสนา นักประวัติศาสตร์ thanotologist (นักมรณวิทยา) ฯลฯ
ซึ่งผมสงสัยว่าของทั้งหมดข้างต้น (และอื่นๆ) จะลงเอยเหมือนกัน (ซึ่งไม่ได้หมายความว่าถูก ผิด ดีกว่า ด้อยกว่าแต่อย่างใดเลย) แล้วสุดท้าย "เรา" (ใครก็ได้) จะนำเอาอันไหนไปใช้ (True success is not in the learning but in its application to the benefit of mankind)
แน่นอนเมื่อบุคคลได้มีนิยามของตายดี (ไม่จำเป็นต้องประกาศออกมา) ก็จะผลักออกมาเป็นเจตจำนง ความมุ่งมั่น นำไปรวมกับบริบทจริงในชีวิต สุุดท้ายออกมาเป็นพฤติกรรม ซึ่งจะใกล้เคียงกับตายดีเริ่มแรกสุดแค่ไหน ก็สุดจะกำหนดได้ (ทำให้สงสัยว่า "ทฤษฎีตายดี" นั้น จะมีประโยชน์เชิงปฏิบัติมากน้อยแค่ไหน หรือหรือไม่) แม้ว่าผมเชื่อสุดหัวใจว่า "the source" เหล่านี้จะมีอิทธิพลต่อกระบวนคิดและพฤติกรรม แต่ยังไงๆ เราก็ยังอยู่ในบริบทแห่งโลกแห่งความเป็นจริง ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างไม่ได้อยู่ภายใต้อำนาจการควบคุมของเรา
นั่นเป็นอารัมภบท ยังไม่ได้พูดถึงเนื้อหาของ blog นี้เลย อิ อิ
สำหรับ yes or no ผมคิดว่าคงจะต้องแยกกลุ่มออกเป็นสองกลุ่มก็พอ คือ ตัวคนไข้เอง และคนอื่นๆ
สำหรับคนอื่นๆ (ญาติ หมอ เพื่อน ฯลฯ) ถ้าคนไข้ไม่สงบ และเราเป็นคนที่มีความสัมพันธ์กับเขา เราก็จะไม่สบายใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าจิตของเราไม่ถึงขั้นวางอุเบกขา เมื่อไรก็ตามที่เรานำเอาประสบการณ์เก่าของเรามา match กับสิ่งที่คนไข้อาจจะกำลังเผชิญอยู่ และมีอาการไม่สงบ เราก็จะนำเอาความชอบของเรามาแปลผลเสมอ (ในที่นี้ คงยกเว้นคนนอกที่รู้สึกว่าการกระวนกระวายเป็นเรื่องดี การกระสับกระส่ายเป็นเรื่องสนุก)
แต่ถ้าคำนึงถึงตัวคนไข้เอง มันมี "ความเป็นไปได้" เกิดขึ้น เพราะ "อาการไม่สงบ" นั้น เป็น outcome ปลายที่ผสมผสานจากหลายเรื่อง อย่างน้อยก็จากสมองทั้งสามส่วน คือ ฐานกาย ฐานใจ และฐานความคิด
เราแสดงออกทาง "กาย" และเดาไปว่า ฐานใจ และฐานความคิดของคนไข้เป็นยังไง หน้าตาบูดเบี้ยว "น่า" จะแปลว่าไม่ดี (ซึ่งไม่จริงเสมอไป เราบูดเบี้ยวเวลากินเปรี้ยวจี๊ด เวลาร้องไห้ เวลาหัวเราะ) หน้าตาสงบดูเรียบดี (ซึ่งไม่จริงเสมอไป เวลาเราปวดท้องนั่งอยู่ในรถทัวร์ที่วิ่งอีก 5 ชั่วโมง ตอนนั้นสีหน้าเราอาจจะเย็นชา เรียบเฉยสุดๆก็ได้) แค่ตรงนี้ผู้เชี่ยวชาญเรื่อง "สงบหรือไม่สงบ" อาจจะต้องใช้วิจารณญาณว่าตนเอง "รู้ หรือ คิดไปเอง" ว่า ณ ขณะนี้คนไข้สงบ/ไม่สงบ
ทั้งๆที่ความ "ไม่แน่นอน" ในการประเมิน ผมว่าประเด็นสำคัญที่สุดก็คือพฤติกรรม ว่าเรา ทั้งคนไข้่ และคนอื่นๆรอบๆข้าง "ได้ใช้ชีวิตอย่างไร" ในประสบการณ์ข้างหน้านี้ เต็มที่แล้ว? อย่างมีสติ? ไม่ download ของเก่ามาใช้? อยู่กับปัจจุบันอย่างแท้จริง?
เพราะถึงที่สุดแล้ว ทุกๆครั้ง เมื่อคนจากเราไปต่อหน้าต่อตา มันควรจะมีความหมายอะไรบางอย่างหลงเหลือ ที่เราควรจะเป็นอิสระจากความหมายเก่าๆ นิยามเก่าๆ ความเชื่อเก่าๆ เพื่อที่เราจะได้ "เรียน" จากเหตุการณ์ศักดิ์สิทธิ์ที่เราถูกส่งมาเผชิญตรงนั้น ณ เวลานั้นอย่างเต็มที่จริงๆ