๒๓ พฤษภาคม ๒๕๕๓

กราบสวัสดีค่ะครู

                เมื่อเช้า (๒๓ พฤษภาคม ๒๕๕๓) ตื่นขึ้นมาในห้องที่เปี่ยมไปด้วยความอบอุ่น แม่และพ่อ นอนอยู่เคียงข้างรู้สึกชื่นใจ นอนต่อท่ามกลางความอบอุ่น (ผิดศีลข้อ ๕) มาตื่นอีกทีฝนตก พ่อลุกไปแล้ว แต่แม่ต้องคอยรองน้ำที่รั่วจากรางน้ำและหลังคาที่มีรู ฝนตกหนักเอาเรื่องค่ะครู เลยได้ภาวนากับการช่วยแม่รองน้ำ ด้วยความที่ตัวเล็กจึงลองปีนขึ้นไปดรลางน้ำ อืมเอามือลาก ๆ ดูก็ไม่ค่อยเห็นใบไม้ เพราะคงห่างจากปลายของรางน้ำอยู่ ช่วยแม่สักพักหนูนั่งลงพิจารณาทำไงดี แม่ลงไปแล้ว ไม่นานพ่อขึ้นมาจัดการ ท่านปีนลงหลังคาไปกระทุ้งปลายรางน้ำ มีใบไม้ค่อย ๆ หลุดออกมา อ้อใบไม้ไปอุดทางน้ำ พ่อจึงใช้ให้หนูไปเอาบันไดที่บ้านญาติ พ่อและแม่ท่านเป็นธรรมชาติของท่าน การได้ช่วยพ่อกับแม่ ทำให้หนูเห็นใจตนเองมากขึ้น ที่อยากจะเอาชนะ ใจจึงน้อมลงเรียนรู้ความรู้สึกในตนเอง ขับรถไปเอาบันไดให้พ่อ กลับมาช่วยท่านต่ออีกนิดหน่อย หนูจึงขอโอกาสพ่อไปวัด ท่านเอ่ยว่า “เอาส้มผักเสี้ยนที่ซื้อเตรียมไว้ที่ตลาดไปด้วยนะ” ทำให้หนูรู้สึกประหลาดใจ เพราะพ่อตั้งใจทำงานจนหนูนึกว่าท่านจะไม่ไปวัด เปล่าเลยค่ะครู พ่อจัดเตรียมทุกอย่างเสร็จแล้ว แต่หนูเองนี่แหละหลงผิดไปตัดสินท่าน (ผิดศีลข้อ ๑ ผิดศีลข้อ ๔) หนูระลึกถึงปลาที่ครูซื้อมาฝากจึงจัดแจงทอดปลาส้มแต่ว่าน้ำมันพืชหมด จึงใช้น้ำมันมะหร้าวแทน เตรียมของเสร็จสับขับรถไปวัด ระหว่างทางฝนตกหนักมากค่ะครู ระลึกถึงคำที่ครูมักจะพูดเสมอ ๆ การเดินบนเส้นทางนี้เหมือนการเอาตะแกรงร่อน เพราะต้องมาด้วย “ใจที่มีศรัทธาจริง ๆ” พอถึงศาลาฝนตกหนักฟ้ามืด ญาติโยมแม้จะไม่มากแต่ก็มีพอสมควร

                ยกสำรับกับข้าว หลวงปู่เมตตาเทศน์สอน

เรื่องการทำกรรม ทำสิ่งใดไว้ก็จะได้รับสิ่งนั้น ไม่ว่าดีหรือชั่ว การที่มีการเผาสิ่งต่าง ๆ ก่อนที่จะเผาสิ่งนอก ๆ ก็ถูกเผากันตั้งแต่ภายในมาก่อน ทั้งราคะ โทสะ โมหะ มันเผาจิตเผาใจอยู่ตลอดเวลา จึงต้องมาภาวนาให้รู้จักตัวเอง ดูตนเอง

   หนูฟังแล้วนึกย้อนในตนเอง โทสะยังย้อมใจได้อยู่ เมื่อเจอสิ่งที่รู้สึกไม่พอใจ (ผิดศีลข้อ ๑ และข้อ ๒ เพราะยังเบียดเบียนตนเองและผู้อื่น) โดยเฉพาะพ่อแม่และคนในครอบครัว ใจจะสั่นสะเทือนเร็วและแรงมาก ๆ ค่ะครู ช่วงนี้มีประเด็นหลายเรื่องทั้งทรงผมใหม่และการเมือง ยอมรับว่าใจหนูสั่นสะเทือนมาก ๆ (ผิดศีลข้อ ๑ รู้สึกโกรธ ผิดศีลข้อ ๒ ที่ในใจอยากจะต่อว่าเจ็บ ๆ พยายามข่มใจไว้ค่ะ ผิดศีลข้อ ๓ ที่อยากจะให้ท่านปล่อยวาง แต่พอมองย้อนมาที่ตนเองยังขุ่นมัว จึงบอกตนเองว่า ตนเองต้องวางเองให้ได้ก่อน ข้อ ๔ เสียงภายในใจที่ข่มไว้ค่อนข้างเป็นคำพูดที่รุนแรง ข้อ ๕ เผลอโกรธบ่อยค่ะ แทบทุกครั้งที่ได้ยิน ได้แต่ข่มใจ อดทนค่ะ)

ใกล้ ๆ เที่ยงเก็บของขึ้นรถ งอนแม่ไปหลายรอบ (ผิดศีลข้อ ๑) ทั้ง ๆที่แม่เมตตามาช่วยเหลือจัดการสิ่งต่าง ๆ ใจหนูร้ายกว่าที่คิดค่ะครู ขุ่นมัวได้แม้กระทั่งผู้มีพระคุณ มานึกถึงตอนนี้ได้แต่กราบขอขมาท่าน ที่แสดงกริยาไม่น่ารักเอาเสียเลย จัดของขึ้นรถเสร็จขับรถพาแม่ไป “โฮมบุญ ที่หมู่บ้านข้าง ๆ” แวะซื้อตำเหมี่ยง ระหว่างทางแม่รู้สึกเป็นห่วงอยากจะร่วมเดินทางมาขอนแก่นด้วย แต่ใจหนูหนักหน่วงยังกะออกรบ (ผิดศีลข้อ ๑) ขอแม่ว่าอย่ามาเลย (ผิดศีลข้อ ๑ ทำร้ายความรู้สึกท่าน) แต่หนูรู้สึกไม่ไหวจริง ๆ ค่ะ (อันนี้แก้ตัวให้ตนเอง) ตัวชั่วภายในมันแรงมาก ๆ ค่ะครู เหมือนที่ครูสอนไว้ “หนูเหมือนแม่ แทบทุกอย่าง ที่ไม่ค่อยชอบอยู่ใกล้ท่านเพราะยอมรับ ความชั่วในตัวเองไม่ได้” หนูรู้สึกนับถือพี่สาวจริง ๆ ที่ดูแลแม่ได้

กว่าจะออกมาจากบ้านทานข้าวเที่ยงที่แม่เมตตาจัดหามาให้ทาน บ่าย ๆ หนูค่อย ๆ ขับรถออกมา ระหว่างทางเหนื่อยก็พัก การเดินทางคนเดียวทำให้เห็นใจตนเองชัดขึ้นรู้สึกผิดที่ขุ่นมัวแม่ได้แต่กราบขอขมาท่าน ระลึกถึงในหลวงจึง ภาวนาแผ่เมตตาถึงท่าน พอมาถึงบ้านพัก จัดแจงยกของลง หนูพยายามอย่างที่สุดที่จะทำเองก่อน เหลือเพียงเตียงตั่งที่รบกวนพี่บ้านข้าง ๆมาช่วยยก ทำให้ระลึกถึงคำสอนครูที่บอกไว้ว่า “พึ่งตนเองก่อน นักสู้ต้องพึ่งตนเอง ทำให้ถึงที่สุดแล้วค่อยรบกวนผู้อื่น” คำสอนครูปรากฏชัดเพราะงานที่ทำอยู่เป็นการกระทำจากความเชื่อภายในตนเอง

ซ่อมแปลงดอกไม้ที่สุนัขชื่อปาล์มี่ชอบมานอนทับจึงลองปลูกเฟิร์นใบมะขาม เนียมหูเสือและมะลิเพิ่ม จัดแจงทำที่สำหรับให้ต้นตำลึงที่มีอยู่แล้วได้มีที่เลื้อยพร้อมระลึกกับตนเองว่า

“ต้นไม้เดิมที่มีก็ให้รักษาไว้ ดูแลเอาใจใส่ส่งเสริมให้เติบโต ต้นไม้ใหม่ที่ปลูกก็ให้ดูและไปคู่กัน ส่วนต้นไม้ไหนที่เป็นวัชพืชก็ให้ตัดให้ถอน เหมือนกับการภาวนา สิ่งไหนดีอยู่แล้วให้รักษาให้มีให้คงอยู่ สิ่งไหนไม่มีก็ให้หัดให้ฝึกฝน ให้ปลูกฝัง ส่วนสิ่งใดไม่ดีเป็นกิเลสก็ให้ละ ให้รื้อให้ถอน”

แล้วก็ระลึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้โทรบอกที่บ้าน (ข้อ ๔ ไม่รักษาคำพูดและข้อ ๕ ประมาทเลินเล่อไม่ใส่ใจ)จึงโทรบอก พ่อเป็นคนรับสายท่านถามว่าปกติดีไหม จึงเรียนท่านตามจริงว่า

“ที่ทำงานยังมีทหารติดอาวุธดูแลความปลอดภัยอยู่ไม่ต้องห่วง”

จากนั้นหนูจึงทำดีท๊อก ระหว่างทำดีท๊อก หนูนอนตามลมหายใจไปเรื่อย ๆ จากลมหายใจแรง ๆ ยาว ๆ ค่อย ๆ แผ่ว สั้นลง ๆ สั้นลง ๆ จนเหมือนบานประตูที่แกว่งไปมา ค่อย ๆ สั้นลง ๆ จนเหมือนไม่หายใจ แต่ความรู้สึกตัวก็ยังอยู่ค่ะครู แต่เหมือนไม่หายใจ ความรู้สึกเด่นชัด จนมารู้สึกเหมือนมีบางอย่างมากั้นจมูกลมหายใจจึงค่อย ๆ มีอีกครั้งเริ่มจากสั้น ๆ แต่ไม่ใช่สะเทือนค่ะ แล้วก็ค่อย ๆ ยาวขึ้น ๆ แล้วก็เหมือนหายใจยาวปกติ ภายในรู้สึกโล่ง แล้วหนูก็เดินไปเข้าห้องน้ำแต่ก็ยังตามลมไปเรื่อย ๆ ทำดีท๊อกเสร็จจึงอาบน้ำแล้วก็ไปวิ่งออกกำลังกาย หนูตามลมหายใจไปเรื่อย ๆ ขณะวิ่งลมหายใจแรง และค่อย ๆ แรงขึ้น เหงื่อค่อย ๆซึมออกมาตามร่างกายและหัว รู้สึกสดชื่น กลับมาบ้านจัดของเข้าบ้าน จัดแจงเสื้อผ้าเข้าที่ ซักผ้า เตรียมเสื้อผ้าจะเอาไปบริจาค

แม่ให้ขนุนมาบอกว่าฝากให้พี่น้องที่อยู่ข้างบ้านเก่า หนูจึงเดินเอาไปให้ท่าน แล้วก็ฝากเพื่อน ๆข้างบ้าน ทำให้หนูระลึกถึงชีวิตวัยเด็กมีอะไรก็จะแบ่งคนข้างบ้าน รู้สึกอบอุ่นใจจังเลยค่ะครู ส่วนหนึ่งหนูแกะไว้รอเอาไปวัดพรุ่งนี้ แล้วก็ขึ้นไปทำความสะอาดห้องพระ แล้วมาอาบน้ำเขียนจดหมายถึงครูค่ะ