สิ่งแวดล้อม
ธารน้ำแข็งละลายเร็วกว่าที่คิด ภาวะโลกร้อนส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตบนโลกมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยเฉพาะส่งผลให้ธารน้ำแข็งที่กรีนแลนด์และแอนตาร์กติกาละลายเร็วขึ้นอย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน หรือแม้แต่บนยอดเขาคิลิมันจาโร ในแอฟริกาที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น "หลังคาแห่งกาฬทวีป" เพราะมีความสูงเกือบ 6,000 เมตร ก็พบว่าระดับน้ำแข็งบนยอดเขาหายไปมากกว่า 1 ใน 4 จากการสำรวจระหว่างปีค.ศ. 2000 - 2007 อีกทั้งธารน้ำแข็งบริเวณที่หนาที่สุดตรงจุด "ขั้วน้ำแข็งตอนเหนือ" ที่เคยหนาถึง 50 เมตร ปัจจุบันความหนาหายไป 1.9 เมตร ผลที่ตามมาคือ ระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกิดพายุและน้ำท่วมได้ง่าย เช่นในเมืองนิวออร์ลีนส์ รัฐออร์ลีนส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา
การศึกษาธรรมชาติให้เข้าใจถึงความเป็นไป เป็นสิ่งที่ต้องตระหนักอย่างยิ่ง
การดำรงชีวิตอยู่อย่างรอบรู้และเข้าใจในธรรมชาติ จะทำให้เราตระหนักถึงสิ่งรอบตัวได้ดีขึ้น
บางสิ่ง บางอย่าง ตัวเล็กๆอย่างเราอาจเปลี่ยนแปลงหรือควบคุม หรือรักษา ความสมดุลของธรรมชาติได้อย่าง
แต่ความเข้าใจที่ถูกต้องและการถ่ายทอดความรู้ เพื่อให้มนุษย์ตัวเล็กๆเช่นเรา อีกหลายๆร้อย พัน หมื่น แสน ล้านคน
ได้เข้าใจ และตระหนัก
นั่นจะเป็นพลังที่จะรักษาความสมดุลของธรรมชาติไว้ได้บ้าง
หรือ ยีดเวลาให้ยาวนานขึ้นได้อีกบ้าง
เพื่ออนาคตของลูกหลาน และมนุษย์โลกในอนาคต
ซึ่งอาจจะเจอสิ่งที่เลวร้ายมากกว่าเราหลายเท่า
ขอเป็นส่วนหนึ่งกับอาจารย์นพดล (อาจารย์ของผมเอง อิอิ ภูมิใจ) ที่จะช่วยกันเผยแพร่ความรู้ให้กับนักเรียน ผุ้เป็นมนุษย์อีกหลายร้อย พันคนดังที่กล่าวมาครับ
ซิ่ง
แก้ไข
***บางสิ่ง บางอย่าง ตัวเล็กๆอย่างเราอาจเปลี่ยนแปลงหรือควบคุม หรือรักษา ความสมดุลของธรรมชาติได้....ยาก
ยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
โดยเฉพาะเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่มักไม่สนใจที่จะทำให้
สังคมที่ตนเองอยู่ดีขึ้น
แม้จะมีคนพร่ำสอนอยู่เป็นนิตย์
เพราะการเรียนรู้ของเขาเอง
เรามาช่วยให้เขาเหล่านั้นรักและหวงแหนสิ่งที่มีอยู่รอบข้างเขา
ให้อยู่กับเขานานเท่านาน
คณะนักวิจัยนานาชาติรายงานในวารสารวิทยาศาสตร์ “ไซเอินซ์” ว่าธารน้ำแข็งบางแห่งทางทิศตะวันตกของขั้วโลกใต้กำลังละลายเร็วกว่าที่หิมะ จะตกลงแทนที่ได้ทัน และจะทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยจากการตรวจวัดธารน้ำแข็งที่ไหลลงทะเลอะมันด์เซ่นในมหาสมุทรแปซิฟิก พบว่าธารน้ำแข็งเหล่านี้ละลายเร็วกว่าปีก่อน ๆ และอาจแตกเป็นเสี่ยง ๆ นอกจากนี้ยังมีปริมาณน้ำแข็งมากกว่าที่คาดไว้ นักวิจัยระบุว่าธารน้ำแข็งที่ทะเลอะมันด์เซ่นมีน้ำแข็งมากพอจะทำให้ระดับน้ำ ทะเลสูงขึ้น 1.3 เมตร จากการตรวจวัดพบว่าปริมาณน้ำแข็งเกินระดับความสมดุลอยู่ร้อยละ 60 มากพอที่จะทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นปีละ 0.2 มม. มากกว่า 10% ของน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้นทั้งโลกประมาณ 1.8 มม./ปี
นอกจากนี้ธารน้ำแข็งยังละลายเร็วขึ้น เนื่องจากแผ่นน้ำแข็งที่ทำหน้าที่เหมือนจุกขวดช่วยชะลอการไหลของธารน้ำแข็ง ก็กำลังละลายเช่นกัน แม้ว่าแผ่นน้ำแข็งเหล่านี้ไม่ทำให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นก็ตาม ก่อนหน้านี้คณะนักวิจัยนาซาและมหาวิทยาลัยโคโลราโดแห่งสหรัฐฯรายงานว่าแผ่น น้ำแข็งลาร์ซัน บี ที่อยู่อีกฟากหนึ่งของทวีปแอนตาร์กติกด้านมหาสมุทรแอตแลนติก ซึ่งแตกออกเมื่อปี 2545 ทำให้ธารน้ำแข็งไหลลงสู่ทะเลเวดเดลล์เร็วขึ้น
ชาวโลก 634 ล้านคน เตรียมรับเคราะห์จากภัยระดับน้ำทะเลหนุนขึ้นสูง
จากวารสารวิชาการ “สิ่งแวดล้อม” รายงานว่า” ผู้คนที่จะได้รับเคราะห์จะเป็นผู้ที่อยู่ตามชายฝั่งทะเลทั่วโลก โดยเฉพาะพื้นที่ที่อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลไม่ถึง 33 ฟุต ซึ่งเป็นชนชาติต่าง ๆ ไม่ต่ำกว่า 180 ชาติ ประมาณ 634 ล้านคน และมีเมืองใหญ่ของโลกมากถึง 2 ใน 3 ตกอยู่ในข่ายอันตรายนี้ด้วย เช่น โตเกียว นิวยอร์ก มุมไบ (อินเดีย) เซี่ยงไฮ้ จาการ์ตา (อินโดฯ) และตาการ์ (บังคลาเทศ) เป็นต้น”
การศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์ครั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกที่ได้ระบุบริเวณที่ลุ่มริมฝั่งทะเล ซึ่งอาจได้รับอันตรายเนื่องจากเหตุโลกร้อนและระดับน้ำทะเลที่จะสูงขึ้น
รายงานนี้ไม่ได้บอกช่วงเวลาที่อาจจะเกิดน้ำทะเลเอ่อท่วมดินแดนริมฝั่งแต่ละ ชาติไว้ แต่ได้กล่าวเตือนให้รู้ตัวว่า การแก้ไขปัญหาเรื่องนี้จะต้องใช้เงินมหาศาล เพราะจะต้องย้ายผู้คนออกเป็นจำนวนมาก และสร้างโครงสร้างทางวิศวกรรมที่สามารถป้องกันได้
หลายชาติในเอเชียเตรียมเผชิญระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น
นายสตีฟ วิลเลียมส์ ผอ. บ. เอเนอร์จี้ โซลูชั่นส์ จก. ที่ปรึกษาด้านอุตฯ ขนาดใหญ่ แสดงความเป็นห่วงหลายชาติในเอเชียจะเผชิญปัญหาใหญ่จากระดับน้ำทะเลที่เพิ่ม สูงขึ้นจากสภาวะโลกร้อนและพายุตามฤดูกาลที่รุนแรงขึ้น
โดยนายสตีฟระบุว่าประชากร 1 ใน 10 ของภูมิภาคเอเชียที่อาศัยบริเวณชายฝั่ง ตกอยู่ในสภาวะเสี่ยงมากที่สุด แต่มีเพียงไม่กี่ประเทศในภูมิภาคเอเชียที่มีแผนปฏิบัติการรับมือกับระดับน้ำ ทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น และเชื่อว่าหลายชาติไม่มีงบประมาณเพียงพอในการก่อสร้างเขื่อนกันน้ำทะเล เหมือนประเทศเนเธอร์แลนด์ ทั้งนี้จากสถิติประชากรเอเชีย ประเทศจีนมีประชากรอาศัยในแถบพื้นที่ลุ่มริมชายฝั่งทะเลมากที่สุด โดยมีราว 143 ล้านคน รองลงมาคือ อินเดีย บังคลาเทศ อินโดนีเซีย และญี่ปุ่น
ประเทศไทยคงจะได้รับผลกระทบจากปรากฎการณ์นี้เช่นกัน แล้วรัฐบาลของประเทศไทยควรให้ความสนใจแก้ไขปัญหาเรื่องนี้มากกว่าเรื่องไล่ล่าตามตัวทักษิณ....เห็นด้วยไหม...เปิดประเด็น
5555555555555+
ครับผม
ไม่รู้ว่าตอนนี้
ประเทศไทย ดำเนินการรึยัง
ถ้าดำเนินการแล้วอยู่ในขึ้นไหนไม่รู้
ผมพอจะมีข่าวเกี่ยวกับการดำเินินการวิจัย ของอาจารย์ที่มหาวิทยาลัย ร่วมกับคณะวิจัยญี่ปุ่น
ลองพิจารณาดูครับว่า ไทยเรา ดำเนินการอะไรบ้าง วิจัยแล้วจะนำสู่การปฏิบัติได้ อย่างไรบ้าง
ลองเสนอแนะความคิดเห็นกันดูครับ
ผศ.ดร.สุชนา ชวนิชย์ จากภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นนักวิทยาศาสตร์สตรีไทยคนแรก ที่ได้รับคัดเลือกให้ร่วมเดินทางสำรวจทวีปแอนตาร์กติก หรือขั้วโลกใต้ ร่วมกับคณะสำรวจทวีปแอนตาร์กติกจากประเทศญี่ปุ่นรุ่นที่ 51 (JARE-51;51th Japanese Antarctic Research Expedition) ณ สถานีวิจัยโชว์วะ ของประเทศญี่ปุ่น หลังจากที่ ดร.วรณพ วิยกาญจน์ นักวิทยาศาสตร์ไทยคนแรก ที่เคยเดินทางไปมาแล้วเมื่อประมาณ 5 ปีที่ผ่านมา
สำรวจขั้วโลกใต้ : ศึกษาการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ
“การเดินทางในครั้งนี้เป็นการรวมตัวของนักวิทยาศาสตร์จากสาขาต่างๆ ในหลายประเทศ ที่เดินทางไปสำรวจทวีปแอนตาร์กติก เพื่อไปดูว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร จะมีการศึกษาทั้งทางชีววิทยา สมุทรศาสตร์ หิน น้ำแข็ง เพื่อพยายามตอบคำถามเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศที่มีผลต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวด ล้อม และการที่เราไปสำรวจที่แอนตาร์กติก ซึ่งยังมีความบริสุทธิ์อยู่มากก็เพื่อที่จะหาคำตอบได้ว่าธรรมชาติที่ บริสุทธิ์อยู่นั้นเป็นอย่างไร
ที่นำมาลิงก์เข้ากับเรื่องของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศก็เนื่องมา จากว่า ปัจจุบันพบว่าแอนตาร์กติกนั้นก็ได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนเหมือนกัน จากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของมนุษย์ ซึ่งบางคนก็คิดว่าไม่น่าจะมีผลกระทบต่อที่นั่น แต่ด้วยความที่โลกเราหมุน เพราะฉะนั้นก๊าซต่างๆ ก็จะไปตกอยู่ตรงขั้วโลกทั้งเหนือและใต้ก็จะได้รับผลกระทบ แม้จะไม่มีกิจกรรมของมนุษย์ก็ตาม ซึ่งอะไรจะเกิดขึ้นเนื่องมาจากภาวะโลกร้อนเราสามารถดูได้ที่ขั้วโลกเหนือและ ขั้วโลกใต้ก่อนใครเพื่อน”
ผศ.ดร.สุชนา บอกว่า ภารกิจหลักก็คือการสำรวจสมุทรศาสตร์ทางทะเล “ตรวจวัดคุณภาพน้ำทะเลว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร นอกจากนั้นก็มีการสำรวจสิ่งมีชีวิตในทะเล โดยเฉพาะปลา ว่ามีพฤติกรรมการกินอาหารเปลี่ยนแปลงไปหรือเปล่า เพราะตอนที่อาจารย์วรณพเดินทางไปเมื่อ 5 ปีที่แล้วก็ได้ศึกษาไว้ ถ้าเรามาศึกษาอีกครั้งก็จะได้รู้ว่าสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป การอยู่รอด อาหารการกินของปลาจะเป็นอย่างไร รวมทั้งจะมีการเก็บตัวอย่างดินตะกอนมาวิเคราะห์ดูสารจุลินทรีย์ว่ามีอะไร บ้าง และเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร
จะมีการศึกษาจำนวนประชากรนกเพนกวินที่จะเป็นตัววัดได้ว่าถ้าสภาพแวด ล้อมเปลี่ยนไปจะมีผลกระทบอะไรกับจำนวนนกเพนกวินหรือไม่ ซึ่งข้อมูลบางอย่างที่ได้ก็อาจจะนำมาเปรียบเทียบกับข้อมูลที่เกี่ยวข้องระบบ นิเวศทางทะเลและชายฝั่งของบ้านเรา ซึ่งอาจนำไปสู่ข้อสังเกตที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการต่อไป ได้”
ภารกิจสิ้นสุดเมื่อ เดือน มีนาคม ที่ผ่านมา
จากซ้าย คนที่ 3 ผศ.ดร.สุชนา ชวนิชย์ หญิงไทยคนแรก (คนไทยคนที่ สอง)ที่ไปสำรวจขั้วโลกใต้ คนที่ 4 ผศ.ดร.วรณพ วิยกาญจน์ ไทยคนแรกที่ไปสำรวจขั้วโลกใต้ อดีตอาจารย์ที่ปรึกษาผมเอง คนที่ 5 ศ.ดร.สุพจน์ หารหนองบัว คณบดี คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ
เรือตัดน้ำแข็งชีเรส 2 ของญี่ปุ่น
สถานีวิจัย ที่ขั้วโลกใต้
ระหว่างสำรวจ พบแมวน้ำตาย (ซึ่งพบว่าตายมาแล้ว 10 ปี )แต่สภาพยังสมบูรณ์
ต้องเก็บดิน ไปตรวจจุลินทรีย์เพื่อหาสาเหตุการตาย
เก็บตัวอย่างน้ำ
นกเพนกวิน ขั้วโลกใต้ น่ารักมาก อิอิ
ภูเขาน้ำแข็ง ยาวเหยียดไม่รู้ว่า มันจะทนกลับสภาพการเปลี่ยนแปลงของโลกได้นานแค่ไหน
แสงออโรร่า ที่ขั้วโลกใต้ ระหว่างที่อาจารย์เดินทางกลับ
ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่พบได้เฉพาะแถวขั้วโลกเท่านั้น
Thank you หลายเด้อ ที่เอาข้อมูลเพิ่มมาให้ สุดท้ายเราจะช่วยโลกของเรานี้อย่างไร...เป็นปัญหาที่น่าคิดต่อ...เพราะเรารู้แล้วว่าเกิดการเปลี่ยนแปลง...ไปในทางที่แย่ลง
ทำไงดี ครู
ปลูกต้นไม้ ดีมั้ยคับ ( แล้วตามชุมชน จะไป ปลูกไหนดี บ้านเราก็แล๊ง แล้ง ...)
รึว่า
จัดการขยะ
ให้นร. รู้จักจัดการขยะ ให้ดีๆ ลดการเผา
รึว่า ร.ร.จะทำ แพกเจก เอง เลยดีมั้ยคับ
เช่น พวกถุง จากธรรมชาิติ ( ให้นร.ทำโครงงานศึกษาดู อิอิ)
จัดการขยะเปียกจากโรงอาหาร หมักทำแก๊สซะเลย ( ให้นร.ทำโครงงาน เหอะๆ )
ผมก็คิดไปเรื่อย แหะๆ (ไม่ว่ากันนะคับ)