ในระหว่างที่เราต้องดูงานซ่อมแซมแก้ไขปรับปรุงบ้านหลังสุดท้ายอยู่นั้น ก็ได้สังเกตุเห็นถึงเจ้า "กล้วยพัด (Traveller's Tree)" ที่ปลูกไว้มานมนานข้าง ๆ เมรุฯ ว่า ทำไมทั้งกิ่ง ทั้งก้าน ทั้งใบ มันได้แตกหักเสียหายได้มากมายถึงเพียงนี้

(กล้วยพัดปัจจุบัน)
แว๊บแรกเราคิดขึ้นมาว่าคงจะเป็นเพราะลมที่พัดมาทำให้ใบแตก แล้วก็คงจะเป็นลมอีกเช่นเดียวกันซึ่งคงจะพัดแรงขึ้นซึ่งทำให้ "กิ่งหัก"
แต่ถ้ามันจะหักเพราะแรงลมมันก็น่าจะหักมาหลายปีแล้ว เพราะว่ากล้วยพัดชุดนี้ปลูกมาเป็นสิบปี ตอนที่เรามาทำเมรุฯ ใหม่ ๆ ลมมันก็มี พายุก็เข้าออกบ่อย ซึ่งก็ไม่ได้แตกต่างอะไรกับเดี๋ยวนี้เพราะลมก็มีเช่นเดิม แถมพายุก็ลดน้อยลงไปกว่าเดิม

(ดงกล้วยพัดในอดีต)
เมื่อเรามานั่งคิดพิจารณาอย่างถี่ถ้วนอีกทีถึงปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงไปในระยะเวลาใกล้ ๆ นี้ก็พบว่า อ้อ...เมื่อเดือนก่อนมีทีมงานเข้ามาตัดแต่งต้นไม้ และเขาก็ได้มาตัดแต่งกิ่งก้านของกล้วยพัดออกมาซะ "เฮี้ยน" เชียว
ซึ่งตอนที่เขาตัดใหม่ ๆ เราเดินมาก็รู้สึกแปลกใจ เพราะเมื่อก่อนดงกล้วยพัดนี้จะครึ้มและร่มเย็นมาก แต่หลังจากที่เดินมาวันนั้นก็รู้สึกโล่งและร้อนอย่างจับใจ
และเมื่อนั่งคิดพิจารณาใคร่ครวญอย่างถี่ถ้วนแล้ว ก็พบสาเหตุสำคัญถึงอาการหักของกิ่งว่าเกิดจาก การตัดแต่ง "กิ่งพี่ ๆ" ที่แข็งแรงออกไป ทำให้ "กิ่งน้อง ๆ" ที่เกิดขึ้นมาใหม่ ยังไม่แข็งแรงพอต้องยืนสู้กับแรงลมอย่างเดียวดาย

(กล้วยพัดปัจจุบัน)
ธรรมชาติของต้นไม้นั้นจะปกป้อง คุ้มครอง และรักษาตัวของเขาเอง แต่พวกมนุษย์เช่นเรา อะไร ๆ ก็จะเอาแต่ความสวยงามตามที่ตนเองนึก ก็เที่ยวไปตัด ไปแต่งกิ่งเขาออก
ตัวอย่างของกล้วยพัดที่แสนเจ็บช้ำนี้แสดงให้เห็นทฤษฎี "พี่ช่วยน้อง" ได้อย่างชัดเจน เพราะกิ่งก้านด้านนอกที่เกิดขึ้นมาก่อน ได้ทำหน้าที่คุ้มครองและรักษากิ่งใหม่ ๆ ที่อยู่ด้านใน ป้องกันลมป้องกันพายุฝนที่จะมาพัดทำลายสร้างความเสียหายให้กับน้อง ๆ ที่อ่อนวัย

เมื่อพี่ ๆ ถูกตัดทิ้งเพราะคนที่หวังแต่ความสวยงามแบบฉาบฉวย ความสมดุลแห่งธรรมชาตินั้นจึงถูก "ทำลาย"
ครั้นพี่ไม่อยู่ น้อง ๆ เหล่านี้ก็ต้องพลอยต้องตายตามไปด้วย
กิ่งน้อง ๆ แตก หัก เสียหาย และมลายลงไปทีละกิ่ง ทีละก้าน
วันนี้กล้วยพัดแตกหักเสียหายไปเพราะมนุษย์มีใจที่ไร้ความสมดุล

(กล้วยพัดปัจจุบัน)
มนุษย์ที่มีแต่จิตใจที่จ้องจะเบียดเบียนผู้อื่นไม่เว้นแม้นแต่ "ต้นไม้" ซึ่งให้ร่ม ให้เงา
มนุษย์ที่อะไร ๆ ก็จะเอาแต่ความสวยที่ตนเอง "คิดว่าสวย" ตัดโน่น แต่งนี้ ไปทำลายครอบครัวเขา ทำลายพี่น้องของเขา ทำลาย "ความสมดุล" ของเขา
ดงกล้วยพัดที่เคยอวดโมความสวยงามมากว่าสิบปี วันนี้คงจะต้องพึงเวลา "อวสาน" ด้วยการกระทำในเวลาสั้น ๆ ไปตัด ไปแต่งกิ่งของเขาเพียงวันเดียว

ดวงตามนุษย์นี้หนอ ทำไมถึงได้มองสั้นและมองไกลขนาดนี้ สมดุลแห่งธรรมชาตินี้สิเป็นสิ่งมหัศจรรย์เพราะสร้างสรรค์ขึ้นมาด้วยหลักการของความ "สมดุล"
กิ่งเก่า ๆ แก่ ๆ ที่มนุษย์มองแล้วไร้ค่า ขัดหู ขัดตา แต่กิ่งแก่ ๆ เหล่านี้นี่แหละหนาช่วยให้กิ่งใหม่ ๆ ได้พึ่งพายามเติบโต
ปล่อยให้เขาอยู่ของเรา และเราพัฒนาจิตใจของเราให้สูงให้มีค่าถึงจะถูก
นี่น่ะสิ พระพุทธเจ้าถึงทรงบัญญัติไว้ว่าไม่ให้ภิกษุตัดต้นไม้หรือมิให้ใช้คนอื่นตัดต้นไม้ สิ่งที่บัญญัติไว้เมื่อสองพันกว่าปีไม่เคยล้าสมัยแม้กระทั่งในยุคโลกาภิวัฒน์เช่นนี้
น่าสงสารเจ้ากล้วยพัดซึ่งอยู่ดี ๆ ไม่รู้อีโหน่ อีเหน่ ถูกมนุษย์ใช้เป็นเครื่องมือเพราะสร้างความสำราญ เบิกบานใจให้กับตนเอง
เจ้าคงเกิดมามีกรรมที่ต้องมาเจอคนใจดำคอยตัด คอยทำลาย
วันนี้เจ้าคงถึงคราวเคราะห์หามยามร้าย ที่ต้องถูกโค่นแลทำลายด้วย "น้ำมือคน..."

แวะมาเยี่ยมทักครับ มันเป็นการดำเนินชีวิตของสรรพสิ่งครับ
ชื่นชมนะครับ
ดูแลสุขภาพนะครับ..
ในการดำเนินชีวิตของสรรพสิ่งนั้น ต่างก็ได้สั่งสม บ่มเพาะความรู้ในการที่จะรู้รักษ์ (รักษา) ตัวรอดจากสรรพสิ่งที่มากระทบและกระทั่ง
ต้นไม้ก็เช่นเดียวกัน ในครั้งที่พายุ ลมแรง ต้นไม้คงจะไม่สามารถไปสร้างหลังคาคุ้มหัวกันภัยได้เหมือนกัน แต่ต้นไม้นั้นต่างก็ปรับเนื้อ ปรับตัว ใช้สิ่งที่ตนนั้นมีอยู่ใช้คุ้มภัยให้กันและกัน
การผลิยอด ผลัดใบ ใบเก่า ใบใหม่ ในการหลุดหรือร่วงไปต่างก็มีเหตุมีผลต่าง ๆ คละเคล้ากันไปขึ้นอยู่ด้วยปัจจัยที่สำคัญคือเพื่อรักษา "ความสมดุล"
การที่ใบเก่าจะร่วงนั้นก็ต่อเมื่อใบใหม่แข็งแรงพอที่จะอยู่ได้
การที่ใบไม้ร่วงในฤดูแล้งก็เพราะรักษาต้นแม่และพร้อมจะผลิใบเมื่อเข้าใกล้ฤดูฝน
แต่คนเรานั้นต่างก็ถือว่าตนเป็นเจ้าของสรรพสิ่งถือว่าธรรมชาตินั้นต้องพึ่งพิงมนุษย์
คนจึงมักคิดว่าสิ่งที่ตนเองนั้นคิดถูก สิ่งที่ธรรมชาติปรับตัว ปรับเปลี่ยนเพื่อเอาตัวรอดมานั้นผิด
คนเรานั้นจึงปรับเปลี่ยนธรรมชาติ ด้วยเชื่อว่าธรรมชาติไม่ฉลาดเท่าตนเอง มนุษย์นี่แหละฉลาดที่สุด ต้นไม้ต้องแต่งอย่างนั้น ต้องปลูกอย่างนี้ ปรับไป แปลงมา ลองผิดบ้าง ถูกบ้าง ที่ตายไปก็ช่างหัวมันถือว่าเป็น "กรณีศึกษา"
เราอย่าพึงคิดว่าต้นไม้นั้นไม่ใช่ชีวิต ที่จริงแล้วต้นไม้นั้นมีชีวิต เป็นชีวิตของแต่ละสายแต่พันธุ์ที่ต่างก็เรียนรู้และเอาตัวรอดเพื่อสู้กับสรรพสิ่งที่อยู่รอบข้าง
ความสมดุลของชีวิต เป็นสิ่งที่ลิขิตความเป็นอยู่และเป็นไป
อย่าพึงใช้สมองเราไปตัดสินความสมดุลของสิ่งมีชีวิตอื่น หรือว่าพึงใช้สิ่งมีชีวิตอื่นเพื่อตองสนองกิเลส ตัณหาและกามราคะของตนเอง...
ชีวิตของคนก็เหมือนกันถ้าปรุงแต่งมากไปก็เหมือนกล้วยพัดที่มีคนมาตัดแต่งให้สวยงามแต่มันไม่เป็นตามธรรมชาติมันประดิษฐ์มากไปคิดว่าธรรมชาติน่าจะดีกว่าการปรุงแต่ง บางครั้งสุขบางครั้งทุกข์ ไม่แสแสร้งไม่ปรุงแต่งนี่ก็เป็นธรรมชาติเหมือนกันสุขบางทุกข์บ้างเป็นธรรมดา แต่น่าสงสารกล้วยพัดที่มาแต่งเขาโยที่ต้นไม้ไม่ต้องการแต่ต้นไม้ก็ปฏิเสธไม่ได้น่าเศร้าใจจริงถ้าคนที่แต่งมาเห็นภาพอดีตและปัจจุบันอาจคิดได้ว่าให้ต้นไม้เป็นเหมือนอดีตคงจะดีกว่า เอ เขาจะคิดได้ไหมหนอ