ในการดำเนินชีวิตของสรรพสิ่งนั้น ต่างก็ได้สั่งสม บ่มเพาะความรู้ในการที่จะรู้รักษ์ (รักษา) ตัวรอดจากสรรพสิ่งที่มากระทบและกระทั่ง
ต้นไม้ก็เช่นเดียวกัน ในครั้งที่พายุ ลมแรง ต้นไม้คงจะไม่สามารถไปสร้างหลังคาคุ้มหัวกันภัยได้เหมือนกัน แต่ต้นไม้นั้นต่างก็ปรับเนื้อ ปรับตัว ใช้สิ่งที่ตนนั้นมีอยู่ใช้คุ้มภัยให้กันและกัน
การผลิยอด ผลัดใบ ใบเก่า ใบใหม่ ในการหลุดหรือร่วงไปต่างก็มีเหตุมีผลต่าง ๆ คละเคล้ากันไปขึ้นอยู่ด้วยปัจจัยที่สำคัญคือเพื่อรักษา "ความสมดุล"
การที่ใบเก่าจะร่วงนั้นก็ต่อเมื่อใบใหม่แข็งแรงพอที่จะอยู่ได้
การที่ใบไม้ร่วงในฤดูแล้งก็เพราะรักษาต้นแม่และพร้อมจะผลิใบเมื่อเข้าใกล้ฤดูฝน
แต่คนเรานั้นต่างก็ถือว่าตนเป็นเจ้าของสรรพสิ่งถือว่าธรรมชาตินั้นต้องพึ่งพิงมนุษย์
คนจึงมักคิดว่าสิ่งที่ตนเองนั้นคิดถูก สิ่งที่ธรรมชาติปรับตัว ปรับเปลี่ยนเพื่อเอาตัวรอดมานั้นผิด
คนเรานั้นจึงปรับเปลี่ยนธรรมชาติ ด้วยเชื่อว่าธรรมชาติไม่ฉลาดเท่าตนเอง มนุษย์นี่แหละฉลาดที่สุด ต้นไม้ต้องแต่งอย่างนั้น ต้องปลูกอย่างนี้ ปรับไป แปลงมา ลองผิดบ้าง ถูกบ้าง ที่ตายไปก็ช่างหัวมันถือว่าเป็น "กรณีศึกษา"
เราอย่าพึงคิดว่าต้นไม้นั้นไม่ใช่ชีวิต ที่จริงแล้วต้นไม้นั้นมีชีวิต เป็นชีวิตของแต่ละสายแต่พันธุ์ที่ต่างก็เรียนรู้และเอาตัวรอดเพื่อสู้กับสรรพสิ่งที่อยู่รอบข้าง
ความสมดุลของชีวิต เป็นสิ่งที่ลิขิตความเป็นอยู่และเป็นไป
อย่าพึงใช้สมองเราไปตัดสินความสมดุลของสิ่งมีชีวิตอื่น หรือว่าพึงใช้สิ่งมีชีวิตอื่นเพื่อตองสนองกิเลส ตัณหาและกามราคะของตนเอง...