ปฏิบัติธรรม

สุขใดหนอจะเท่าสุขในพระธรรม(พระธัมมทินโน) ณวัดถ้ำอมรวิสุทธาราม บ้านทุ่งนาเมือง ต.นาโพธิ์กลาง อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี

เมื่อวันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๕๓ เวลา ๐๔.๕๗ น

ข้าพเจ้านายรักพงษ์ คำพีระ ได้เข้าอุปสมบท ณ วัดใหม่ทองสวาง(ก่อใน) โดยมี พระครูอุดมธรรมกิจ (เจ้าคณะอำเภอวารินชำราบ)เป็นพระอุปัชาณาย์ พระครูผาสุกวิหารธรรม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระสมาน ธัมมธโร เป็นพระอนุสาวนาจารย์ สังกัดวัดใหม่ทองสวาง ต.แสนสุข อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี และหลังจากได้อุปสมบทเสร็จได้ แจ้งต่อพระครูอุดมธรรมกิจ เจ้าอาวาสวัดใหม่ทองสวาง ว่ากระผมจะขออนุญาตไปปฏิบัติธรรม ณ วัดถ้ำอมรวิสุทธาราม บ้านทุ่งนาเมือง ต.นาโพธิ์กลาง อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี เมื่อเดินทางไปถึงวัดแล้วก็ไปฉันเพลที่วัดถ้ำฯ วัตรการปฏิบัติที่นี้ ถือว่าเป็นการปฏิบัติตามหลักทางสายกลางได้เป็นอย่างดี ที่วัดถ้ำฯ มีพระจำวันทั้งสิ้น ๒ รูปคือ พระจำลอง อิสิญาโณ และหลวงพี่หลอด(ไม่ทราบฉายา)และสามเณร อีก ๑ รูป ไปปฏิบัติธรรมวันแรกๆ รู้สึกว่าส่วนใหญ่เข้าจะบอกให้ไปจำวัดที่ศาลารวมกับพ่อขาว แต่พอดีหลวงพี่หลอดหากุฏีให้อยู่ตรงกับปากถ้ำพอดีวันแรกๆจำวัดสบายดีแต่แม้นอนในกุฏียังต้องกางกฎอีกเพราะสัตว์มีแต่สัตว์พิษมันมีมากทั้งนั้น สิ่งที่ได้เรียนรู้ขณะที่มาปฏิบัติธรรมอยู่ที่นี้นั้นสามารถแสดงให้เห็นสัจธรรมที่เป็นรูปธรรม และนามธรรมที่ชัดแจ้งอยู้ด้วย ในขณะที่อยู่ที่วัดก็ได้ เป็นผู้ประพฤติดี ปฏิบัติชอบรับภารธุระในบวรพระพุทธศาสนา คือใด้เป็นพระพี่เลี้ยงให้ นาค ๒ ท่าน ที่จะเข้าบวชใหม่ มีกำหนดบวชวันที่ ๘ พฤษภาคม๒๕๕๓ ตัวกระผมเองก็บวชในคณะมหานิกาย กล่าวคำบวชแบบอุกาสะ แต่ต้องเป็นพี่เลี้ยงให้กับนาคธรรมยุต แต่ก็มิได้เกินความสามารถแต่ประการใดแต่ก็ลำบากพอควรเพราะนาคที่เราต้องสอนนั้นคนหนึ่งก็ว่าท้องได้แล้วแต่เวลาให้ท้องก็ท้องถูกท้องผิดยิ่งไม่ต้องพูดถึงให้ออกสำเนี้ยงทางธรรมยุตยิ่งไม่ได้ไปกันใหญ่ ส่วนอีกคนคนนี้มาทีหลังว่าจะบวชชัก๑๕วัน ก็ดีท่องจำได้ไว แต่ก็ไม่แม่นเท่าใหร่ ไอ้คนแรกมีแต่จะถอดใจไม่บวชแล้วจะไปบวชวัดใหม่บอกว่า(บวชอะไรมันยากหนักหนาจัง)บอกว่าสวดได้ให้สวดก็สวดไม่ถูกสวดได้สามครั้งก็บอกว่าเหนื่อยไม่ใหวแล้วเป็นโรคหอบ บางครั้งสวดไปก็พาเพื่อนเขวบอกให่เสียงดังก็บอกว่ามีเสี่ยงแต่นี้(คิดในใจถ้าไม่มีกำหนดวันคงไม่ได้บวช)เราถามว่าให้ปล่อยว่าเรื่องครอบครัวไว้ก่อนนั้นทำได้ยัง เขาบอกว่ายังเราก็ว่า ก็ได้แต่คิดถึงแต่เรื่องครอบครัว เลยไม่สนใจอ่านบทสวด ให้ปล่อยวางไว้ก่อน เขาบอกว่าไม่ได้ท่านไม่เคยมีครอบครัวไม่รู้หลอก( อ้าว..โดนเต็มตีนเลย.คิดในใจจะสอนมันต่อดีใหมวะ..แต่ก็ใช้..ขันติ..เป็น.พละ.) เก็นเลยพูดบอกเขาไปว่า ทุกข์เพราะยึด หลุดเพราะปล่อย (ธรรมหลวงปู่ชา สุภัทโท) ถ้าตอนนี้เราบ้านเราต้องการใช้ถ่านไฟ แต่ห่างจากกองไฟ ๒๐๐ เมตร เรามีช้อนเหล็กไปตักถ่านไฟเมื่อตักถ่านแล้วจะเดินกลับ รู้สึกร้อนที่มือมาก ก็ทนสู้เดินไปได้ ๕๐ เมตร ร้อนมากจนแทบทนไม่ใหวก็ต้องวางช้อนลงไว้ก่อน แล้วหาใบไม้มาพันที่ด้ามช้อนเพื่อให้ลดความร้อนของด้ามช้อนและจะไดเดินไปถึงบ้านด้วยความปลอดภัยและไม้ต้องทุกข์ทรมาร กับความร้อนที่ด้ามที่มีความร้อนช้อนอีกก็เหมือนกับท่านตอนนี้ ถ่านไฟก็เปรียบกับปัญหาของครอบครัวท่าน คนในครอบครัวท่านต้องการให้ท่านมาบวชและท่านก็ต้องการบวชเพื่อให้พระธรรมช่วยขัดเกลาจิตใจท่านให้เข้มแข็งสามารถสูกับปัญหาต่างๆได้ หากท่านไม่ยอมว่างช้อนเหล็กที่มีความร้อนลงเพื่อรักษามือที่แสบร้อนของท่านไว้ ท่านก็ไม่มีท่างที่จะพ้นจากปัญหาที่เกิดขึ้นกับตัวท่านได้ สรุปการแก้ปัญหาท่านคือให้วางเรื่องครอบครัวไว่ก่อน แล้วหันหน้าเข้าหาพระธรรม ศึกษา สัจธรรม แล้วรู้ทันปัญหา เจริญพร เหมือนนาคจะเข้าใจในธรรมที่ให้ไป แต่อีกไม่กี่วันก็เป็นอีก สวนท่านที่สองนี้ดี แทบไม่มีปัญหาอะไรเลย

ส่วนที่วัดจะมีการทำพิธีชักอนิจาตาย-เป็น ให้กับผู้ที่ต้องการทำ ทำทุกๆวัน ขึ้นและแรม๘ ค่ำ เริ่มพิธี เวลา๑๕.๐๐ น ตรง และหลังจากการทำพิธีเสร็จก็จะมีการสวดมนต์เพื่อเสริมสิริมงคงให้กับตนเอง เป็น เวลา๒ชั่วโมง มีคนมาทำกันมาก โยมากจะมีแต่คนที่มีความทุกข์และมีปัญหาไปเข้าร่วมทำพิธีแล้วส่วนใหญ่จะบอกว่าดีขึ้น เมื่อไปถึงวัดก็จะมีน้ำยาสมุนไพรต้มร้อนไว้ให้ผู้ที่ต้องการรับประทาน กินได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ หากวันใหนที่ข้าพเจ้าได้ขึ้นไปช่วยช่างเขาทำวิหารพระใหญ่ ก็จะมาทำยาเย็นกินรับรองว่าดีกว่าเครื่องดื่มบำรุงกำลังที่โฆษณาในโทรทัศน์เป็นใหนๆ

ทุกวันที่อยู่ที่วัดมักจะมีคำถามอยู่เสมอๆว่า ฝันดีใหมหรือมีอะไรแปลกๆๆรึป่าว ข้าพเจ้าก็บอกไปตามจริงว่าไม่มีไม่เห็นไม่ได้ยินอะไรทั้งสิ้น จนมีวันหนึ่ง จำได้ว่าเป็นวันที่หลวงตาจำลองไม่อยู่วัดได้สั่งให้มีพระไปจำวัดที่ศาลา พระใหม่และเณรก็ไม่อยากไป แต่สุดท้ายก็ไป และคืนนั้นช่างเอบก็นอนเป็นเพื่อนพระและเณร เมื่อเวลผ่านไปถึงเที่ยงคืนช่างเอบก็ได้ยินเสียงเหมือนคนขูดมะพร้าวในครัวก็เลยลุกขึ้นมาดูแต่ก็ไม่พบอะไร พอเช้าข้าพเจ้าก็เลยไปถาม พระและเณรว่าเป็นไงจำวัดเมื่อคืน เณรบอกหลับสบายดีหลวงพี่ ส่วนพระบอกว่าวำวัดไม่หลับ และเมื่อได้เวลาก็ออกไปกวาดลานหินภายในบริเวณวัดกวาดไปซักพักช่างเอบก็มาเล่าให้ฟังว่าเมื่อคืนประมาณเที่ยงผมได้ยินเสียงเหมือนคนขูดมะพร้าวในครัวไปดูก็ไม่มี หมาก็นอนเฉย ไม่รู้เสียงอะไรเห็นท่าช่างจะกลัวก็เลยบอกไปว่าไม่มีอะไรหลิดมั้งหูคงฝาด และในคืนวันพระใหญ่ 15 ค่ำ วันนั้นหลวงตาได้บอกกับข้าพเจ้ากับพระยอด(พระรูปนี้สอนง่ายรู้เรื่องดี) มาจำวัดที่ศาลากับหลวงตา ข้าพเจ้าก็ให้ท่านยอดนอนในใกล้ๆกับหลวงตาและข้าพเจ้านอนถัดออกมาริมสุด เมื่อฟังธรรมจากหลวงตาเสร็จก็ไปจำวัดในส่วนที่ตนปูลาดไว้ เมื่อหลับไปได้ไม่นานข้าพเจ้าก็ต้องตื่นมากลางดึกเพราะร้อนมาก ดูที่นาฬิกาก็ เที่ยงคืนกว่าๆข้าพเลยจำวัดต่อก็ได้ยินเสียงดังลักษณะเดียวกับที่ช่างเอบเล่าให้ฟังไว้ ข้าพเจ้าได้ตั้งสติแล้วพิจารณารอบๆ ศาลาไม่พบสิ่งใดที่จะนำไปสู่เสียงดังกล่าว และขณะที่ข้าพเข้ากำลังพิจารณาอยู่นั้นเสียงดั้งกล่าวก็ดังอยู่ตลอดเวลา และผ่านไปนับชั่วโมงได้เสียงนั้นก็หายไป เมื่อถึงเวลาเช้าก็ได้ถามผู้เฒ่าผู้แก่ท่านก็เมตตา ถวายความให้ทราบว่าที่หลวงพี่ได้ยินนั้นเขาเรียกว่า " ผีบังบด" เขาคงมาทำกับข้าวกินกันครับหลวงพี่ คุณตาพนมมือตอบ ข้าพเจ้าก็สิ้นความสงใส (โปรดติดตามตอนต่อไป)