จับมือเว้า จับเข่าคุย

              ท่ามกลางบรรยากาศกลางเมืองที่ไร้ทางออก รัฐบาล นายกอภิสิทธิ์ ยังสลายม็อบไม่ได้ มีการก่อการร้ายหลายๆจุดในกทม.     ทีมบริหารของรพ.มีผม  พี่นิด พี่เหนอ  พี่หนิง นฤมล ศุกร์ภา  รวมถึงพี่พยม น้องเอ๋ จนท สอ.   ก็ยังออกไปทำกิจกรรม รับฟังและพบปะผู้นำชุมชน ในโครงการ “จับมือเว้า จับเข่าคุย  ” ที่ศาลาวัดประจำหมูบ้าน  ก็มีการับฟังปัญหาการให้บริการ ซึ่งก็เป็นเรื่องรอตรวจนาน แออัด การพูดจาที่ไม่ไพเราะของทั้ง แพทย์ พยาบาล จนกระทั่งถึงยาม   เมื่อนั่งคุยกัน  ความเครียด หรือเรื่องที่กังวลว่าจะถูกต่อว่ามากหรือไม่ก็ผ่อนคลายลง ถ้าตั้งมารับฟังอย่างตั้งใจ มาฟังเพื่อนำไปแก้ไข  ถึงจะทำได้บ้าง ไม่ได้บ้างก็ตาม เนื่องรพ.ของภาครัฐ และตั้งอยู่ในอ.ที่ห่างไกลความเจริญ ย่อมจะมีปัญหาอัตรากำลังทั้งในเชิงปริมาณ และคุณภาพ   ตัวอย่างก็มีเรื่องที่ผู้ป่วยมาตรวจซ้ำเรื่องปวดเข่าขวา  3 ครั้ง ในเวลา  5 วัน  โดยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเข่าเสื่อม  ไม่หายซักทีเลยไปตรวจ รพ.เอกชนแทนกลับได้การวินิจฉัย ว่าเป็นกระดูกติดเชื้อ  ญาติเลยคิดว่ารพ.ขาดเครื่องมือ แต่เท่าที่ฟังน่าจะเป็นเรื่องทักษาะ และประสบการณืในการตรวจ และการให้เวลาในการตรวจที่น้อยเกินไป  นอกจากนี้ก็เป็นการบริการที่อำนวยความสะดวก ในการเจาะเลือด  โดยให้เจ้าหน้าที่เดินแทนผู้ป่วย ที่เดินลำบาก   ผลเลือดที่รวดเร็วกว่า  เรื่องการป้องกันไข้เลือดออกที่ส่วนใหญ่ก็ยังรับรู้ว่าเป็นหน้าที่หมออนามัย และอสม.มากกว่าการรับรู้ว่าเป็นหน้าที่ของประชาชน และเจ้าของบ้านมากกว่า เคยมีการปรับเงินบ้านที่ตรวจพบลูกน้ำ  แต่ก็ล้มเลิกไปเพราะไม่ยอมกัน เลยเปลี่ยนมาเป็นประกาศชื่อบ้านที่ตรวจพบลูกน้ำ แทนการปรับเงิน  เรียกันกว่า  เสียหน้า แทนเสียเงิน ก็พบว่ามีความตื่นตัวมากกว่าการปรับเงิน หรือแจกแต่แผ่นปรับ เดินถือผ้าป้ายแบบเดิมๆหังหน้าสวนมาประกาศการควบคุมร่วมกัน แต่เรื่องอาจไม่ถึงชาวบ้านจริง  ซึ่งท้าทายดีครับที่จะให้ ชาวบ้าน ชุมชนมาร่วมรับทราบปัญหา หาวิธีแก้ไขของเขาเอง

             แต่ก็ยังสะท้อนใจครับว่า  คนในชนบท ณ เวลานี้ ก็ยังขาดโอกาสในการเข้าถึงบริการท่ามกลางกระแสทุนนิยมเต็มรูปแบบทั้งภาคเกษตร   การแพทย์ เรียกว่าถ้า คนชนบทก็ยังหลั่งไหลเข้ากทม. เข้าเมือง แพทย์ พยาบาลก็คงเช่นกัน    ทำอย่างไรจะกระจายความเจริญมาสู่ชนบท และสร้างค่านิยมในการทำงานให้ผู้ที่ขาดโอกาส      มากกว่าการทำงานแลกเงินเป็นหลักกระแสเดียวอย่างในปัจจุบัน  แต่ก็มีความสุขในการได้มารับฟังความคิดของชาวบ้านที่เข้าใจปัญหาถ้าหันมามาพูดจา แลกเปลี่ยนกัน  แทนการรับแต่คำสั่งทั้งที่อาจเป็นคำสั่งที่เป็นประโยชน์ ไม่มาก และแก้ปัญหาแบบไม่ตรงสาเหตุ   และความพยายามปรับตัวเท่าที่จะทำได้ในแต่ละครอบครัว และชุมชนตามบริบท