ครูค่ะหนูแทบไม่กล้าเขียน เพราะเผชิญกับพายุอารมณ์ในตนเอง เพราะคิดว่า

“ฉันถูกหลอก”

คอร์สที่ไปฝึกอบรม ชื่อบอกถึงการเปลี่ยนแปลงรอบด้าน พัฒนาเพื่อเป็นผู้นำแบบรอบด้าน ประมาณเปลี่ยนตนเองเปลี่ยนชีวิตได้ แต่พอเข้าไปเรียนรู้ ใจหนูเต็มไปด้วยความอึดอัด ขุ่นมัว เป็นการปลุกเร้าด้วยแรงโทสะ การตะโกน ด้วยแรงโทสะ ยั่วยุความอยาก นำเงินเข้ามาเป็นเป้าหมายของความสำเร็จ (ผิดศีลข้อ ๑ โกรธเคืองขุ่นมัว ปิดกั้น ตัดสิน แทนที่จะเพียงเรียนรู้ ข้อ ๔ และข้อ ๕ ประมาทปล่อยให้ความโกรธครอบงำ) หนูพยายามคิดขึ้นมาเตือนตนเอง ว่า

“มีหน้าที่เพียง มาเรียนรู้เท่านั้น”

“อดทน อดทน และอดทน”

 

ครูค่ะหนูพบว่า

“สิ่งที่เขาใช้ขับเคลื่อนกระบวนการเป็นแนวคิดของกฏของแรงดึงดูด การกำหนดจิต ตั้งเป้าหมาย พร่ำบอกตนเอง กระตุ้นความอยาก เพื่อให้ได้มาซึ่งความรวย ความรวยคือความเป็นผู้นำ ผู้ประสบความสำเร็จ”

 

สองวันที่ผ่านมาหนูแทบร้องไห้ กับเสียงที่คอยตัดสินคนอื่นในใจ ใบหน้าที่หงิกงอ แววตาที่อมทุกข์ แม้หนูพยายามอดทน ไม่ให้สาดออกไป แต่เหมือนมีแรงอัดอยู่ภายใน อารมณ์ที่ปรากฏขึ้นรุนแรงมาก ๆ เหมือนทนฟังไม่ได้

แสดงความเป็นตัวตน ยึดมั่นถือมั่น ติดดีของตนเอง แล้วน่าละอาย หนูนั่งพิจารณาหนูได้อะไรจากการเข้าอบรมสองวัน

 

เป้าหมายหนูตะโกนออกมาในใจดังขึ้นว่า “นิพพาน”

ได้คำตอบให้ชีวิตว่า

“ที่สุดของชีวิตนี้ไม่ใช่เงิน แต่เป็นการพ้นทุกข์ พ้นจากอารมณ์ครอบงำ”

แต่ขณะที่ตะโกนต้านออกมาภายในใจ ก็ด้วยแรงโทสะ (ผิดศีลข้อ๑)

 

หนูรู้สึกเดี้ยงแทนที่จะขอบพระคุณท่านวิทยากร ที่ช่วยมาสะท้อนใจ ขอบพระคุณผู้ร่วมประชุมกว่าพันคน ที่ช่วยมาสะท้อนความมุ่งมั่นใจเส้นทาง แต่ความเกรี๊ยวกราดทางอารมณ์ฉาดออกมาชัดมากค่ะครู

 

หนูบอกไม่ถูก พอไปเจอเหตุการณ์แบบนี้ทำให้หนูได้คิดว่า

 “ไม่มีวิถีการพัฒนาตนเองวิถีใดที่ยิ่งใหญ่กว่าวิถีขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ไม่มีภาวะผู้นำใดจะเกิดขึ้นได้ หากคนผู้นั้นไม่สามารถเข้าใจในตนเอง

ไม่มีความเปลี่ยนแปลงใดที่เกิดขึ้นอย่างแท้จริงถ้าไม่ใช่ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากใจ

ไม่ว่าวิธีการใด ที่จะบรรลุเป้าหมาย ยกเว้นการลงมือปฏิบัติ”