Education Designer

     นโยบาย (Policy) เป็นคำที่มีผู้ให้คำนิยามความหมายไว้อย่างหลากหลาย ต่างๆ นานา แล้วแต่ว่าผู้ให้คำนิยามนั้นจะอยู่ในสังคมหรือแวดวงใด แต่ถ้าหากจะแปลไทยเป็นไทยแบบเป็นทางการแล้ว นโยบายแปลว่าหลักและวิธีปฏิบัติที่ถือเป็นแนวทางดำเนินการ หรือหากจะแปลสั้นๆ ก็ได้ใจความว่า แนวทางการตัดสินใจนั่นเอง และมักถูกนำไปใช้อ้างในสถานการณ์ต่างๆ เช่น เมื่อจนมุมต่อคำถามก็จะตอบว่า “ไม่มีนโยบาย” เมื่อต้องการบังคับข่มขืนใจผู้ใต้บังคับบัญชาให้ทำงานก็มักจะอ้างว่า “เป็นนโยบาย” และเมื่อต้องการเอาใจผู้บังคับบัญชาก็ต้องอ้างว่า “ตอบสนองนโยบาย”

 

     การวางแผนการศึกษา (Plan) คือแนวทางการจัดการศึกษาที่วางไว้สำหรับการปฏิบัติให้บรรลุผลสำเร็จอย่างเป็นลำดับขั้นตอนจนเกิดผลผลิตที่มีคุณภาพและสะท้อนผลกลับเพื่อการปรับปรุงหรือการดำเนินการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพต่อไป

     เมื่อนำเอาทั้งสองคำนี้มาประสานกันในแนวนอนโดยเชื่อมคำว่า“และ”เข้าไปตรงกลางก็จะได้ “นโยบายและการวางแผนการศึกษา” มีความหมายอย่างบ้านๆ ว่า “แนวทางการดำเนินการจัดการศึกษาอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ” ซึ่งการดำเนินการปฏิบัติตามแนวดังกล่าวนั้นไม่ง่ายเลย เพราะเป็นสิ่งสำคัญที่อ่อนไหวในการส่งผลกระทบต่อองคาพยพทั้งหมดของประเทศ ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของชาติที่มีคุณภาพย่อมเกิดจากนโยบายและการวางแผนจัดการศึกษาของชาติที่มีคุณภาพด้วยเช่นกัน ดังนั้นในการออกแบบนโยบายและการวางแผนการศึกษาของชาติจึงต้องมีดีไซเนอร์ทางการศึกษา (Education Designer) ประกอบด้วย นักการศึกษา นักวิชาการ ครู บุคลากรทางการศึกษา ทุกภาคส่วนประชาสังคม ชุมชนและหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้องทั้งหมดต้องช่วยกัน “ลงแขก”หรือเข้าไปมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและวางแผนการจัดการศึกษาของชาติ หลังจากที่โดน “ยำ”จากการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษแรก เพื่อให้การศึกษาของชาติพัฒนาเท่าทัน เท่าเทียมหรือเหนือกว่านานาอารยประเทศ ในฐานะ “หุ้นส่วน” ของประเทศไทย เราต้องไม่ปล่อยให้การวางแผนบริหารจัดการศึกษาของประเทศเป็นหน้าที่ของรัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่ควรมอบหมายให้รัฐทำหน้าที่กำกับดูแลนโยบาย การจัดสรรอัตรากำลังและงบประมาณให้เพียงพอ เหมาะสมและคุ้มค่ากับการลงทุนเพื่อให้ “การศึกษาเป็นวาระแห่งชาติ” เพื่อเตรียมคนไทยสำหรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน (ASEAN Community) ในปี พ.ศ.2558 คำถามที่เกิดขึ้นในขณะนี้ก็คือ ประเทศไทยได้เตรียมการณ์อย่างไรในการพัฒนาคนเข้าสู่ประชาคมอาเซียน เพราะถ้าดูจากการพัฒนาด้านเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียนแล้ว ประเทศไทยน่าจะอยู่ในลำดับที่ 3 รองจากมาเลเซียและสิงคโปร์ซึ่งเป็นอันดับ 1 และในด้านการบริหาร การพัฒนาคุณภาพการศึกษาของไทยก็ต้องยอมรับตัวเองว่ายังด้อยกว่า 2 ประเทศดังที่กล่าวด้วยเช่นกัน แม้ว่าเยาวชนไทยจะได้รับรางวัลต่างๆจากการแข่งขันทักษะทางการศึกษาในระดับโลกเป็นประจำทุกปีก็ตาม แต่นั่นเป็นเพียงส่วนน้อย เมื่อเทียบกับคุณภาพโดยรวมกับประชากรที่อยู่ในวัยศึกษาของประเทศ เพราะความเป็นจริงที่ปรากฎว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของเด็กไทยอยู่ในสภาพที่เรียกว่า “เก่งกระจุก อ่อนกระจาย” สังเกตว่านักเรียนที่ได้รับรางวัลจากการแข่งขันทักษะทางการศึกษาระดับโลกนั้นมักเป็นเด็กจากโรงเรียนยอดนิยมเสียเป็นส่วนใหญ่และได้รับการฝึกเพื่อเข้าร่วมการแข่งขันโดยเฉพาะ  นั่นย่อมแสดงให้เห็นว่าการจัดการศึกษายังไม่ทั่วถึงและเท่าเทียมกัน ในขณะเดียวกันยังมีปัญหาเกี่ยวกับระบบการคัดเลือกผู้เรียนที่สำเร็จการศึกษาขั้นพื้นฐานเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาที่จะต้องผ่านด่านการสอบมากมายที่เต็มไปด้วยผลประโยชน์มหาศาลจากเงินค่าสมัครสอบทั้ง gat, pat, o-net ซึ่งยังคงเป็นระบบแพ้คัดออก อยากเรียนแต่ไม่ได้เรียน ไม่อยากเรียนแต่จำใจต้องเรียนเพราะคะแนนไม่ถึง นี่คือนโยบายและการวางแผนการศึกษาของไทยหรือ ขณะนี้ประเทศเพื่อนบ้านของเราหลายประเทศมีความพร้อมสำหรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปีพ.ศ.2558 ด้วยนโยบายและการวางแผนการศึกษาให้ประชากรของตนได้ศึกษาเรียนรู้ประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียนโดยสอดแทรกความรู้เกี่ยวกับ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ภาษาและวัฒนธรรมลงในหลักสูตรการเรียนรู้ จากการที่ได้รับรู้ข้อมูล ข่าวสารทางสื่อแขนงต่างๆและการเดินทางไปศึกษาดูงานยังประเทศเพื่อนบ้าน พบว่าประชากรของประเทศเหล่านั้นสามารถใช้ภาษาที่สองคือภาษาอังกฤษ และภาษาที่สามคือภาษาประเทศเพื่อนบ้านได้ดี โดยเฉพาะภาษาไทยได้มีการบรรจุเป็นวิชาในการศึกษาเรียนรู้อย่างจริงจัง เช่นประเทศกัมพูชา ประเทศเวียดนาม เป็นต้น ในขณะที่ประเทศไทยยังวุ่นวายอยู่กับสถานการณ์ที่ไม่ปกติทางการเมือง ทำให้รัฐบาลต้องเสียเวลาในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น แทนที่จะได้เอาเวลาไปบริหารประเทศ โดยเฉพาะการบริหารจัดการศึกษาของชาติให้สามารถแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านได้ในอนาคต เยาวชนไทยและคนไทยยุคใหม่ ควรจะได้รับการส่งเสริมให้ศึกษาเรียนรู้เรื่องราวต่างๆ ทั้งประวัติศาสตร์เชิงสร้างสรรค์ ภูมิศาสตร์ ระบบเศรษฐกิจ การเมือง การปกครองของประเทศเพื่อนบ้านมากกว่าเนื้อหาความรู้ในวิชาประวัติศาตร์ที่ได้เรียนรู้มาจากการท่องจำและในตำราที่ไม่สามารถพิสูจน์ความข้อเท็จจริงได้

     อย่างไรก็ตาม นับเป็นนิมิตหมายที่ดีที่ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีโครงการส่งเสริมให้นักเรียนเรียนรู้เกี่ยวกับประเทศอาเซียน โดยใช้ชื่อว่า โครงการพัฒนาประชาคมสู่อาเซียน (Spirit of ASEAN) เพื่อรองรับการรวมกลุ่มของประเทศอาเซียนเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 และเตรียมคนไทยให้รู้จักวัฒนธรรม สังคม ความเป็นอยู่ของประชากรทั้ง 9 ประเทศ โดยการคัดเลือกโรงเรียนที่อยู่ในจังหวัดชายแดนจำนวน 54 โรง เข้าร่วมโครงการพัฒนาหลักสูตรเพื่อให้ผู้เรียนได้รู้จักแต่ละประเทศในประชาคมอาเซียน มีการทำกิจกรรมรวมทั้งแลกเปลี่ยนนักเรียนในประเทศอาเซียน และการพัฒนาสื่อและครูเพื่อรองรับโครงการ ทั้งนี้ โรงเรียนที่สพฐ.คัดเลือก เป็นโรงเรียนประถมศึกษาและมัธยมศึกษาที่อยู่ในจังหวัดชายแดน จำนวน 24 โรง ซึ่งจะเรียนรู้วัฒนธรรมของประเทศเพื่อนบ้าน 4 ประเทศ และโรงเรียนในจังหวัดที่ไม่อยู่ติดชายแดน จำนวน 30 โรง ซึ่งจะเรียนรู้อาเซียนอีก 5 ประเทศ ตั้งเป้าไว้ว่าโครงการนี้จะช่วยเพิ่มจำนวนนักเรียนที่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอาเซียนได้เป็นร้อยละ 70 ของจำนวนนักเรียนทั้งหมด แม้ว่าโครงการนี้อาจจะเริ่มต้นล่าช้าและไม่ได้เป็นนโยบายระดับชาติของรัฐบาล แต่ก็นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับประเทศเพื่อนบ้านของเรา ซึ่งในระยะเวลาที่เหลือควรจะได้พัฒนาเข้าไปสู่การศึกษาทุกระดับและทุกระบบ เพื่อที่เราจะได้ก้าวไปสู่ประชาคมอาเซียนอย่างพร้อมกัน เท่าเทียมกันและมีกัลยาณมิตรที่ดีต่อกันสร้างความเจริญรุ่งเรือง ความสงบสุขให้ประชากรในภูมิภาคเดียวกันและส่งผลดีไปยังประชาคมโลก