๑๘ พฤษภาคม ๒๕๕๓
สวัสดีค่ะครู
เมื่อเช้านี้หนูตื่นขึ้นมาประมาณ ตีห้า แต่ก็ยังนอนอยู่ระลึกถามตนเองเรื่อย ๆ (ผิดศีลข้อ ๓ หลงมัวเมากับการนอน ผิดศีลข้อ ๔ ตื่นไม่ได้ดั่งตั้งใจ และข้อ ๕ ประมาทมัวเมากับการนอน) ต่อสู้กับความขี้เกียจในตนเอง จนกระทั่งภายในเอ่ยออกมาว่า “การได้ลุกขึ้นเป็นความโชคดี” พร้อมกับใจระลึกถึงอาจารย์ผู้ที่ไม่สามารถลุกขึ้นได้เองเพราะอาการป่วย ระลึกถึงคนป่วยมากมายที่ปรารถนาจะลุกขึ้นเอง แต่ลุกไม่ได้ต้องนอนแช่อยู่บนเตียง
เดินจากห้องนอนเข้าสู่ห้องพระนั่งลงสวดมนต์ทำวัตรเช้า ลงมาประมาณหกโมงเช้าจัดแจงกิจวัตร รุ่งเช้านี้เป็นมัว ๆ เมื่อคืนเข้านอนดึกมากเพราะกว่าจะทำงานเสร็จที่โรงแรมก็ห้าทุ่ม (ผิดศีลข้อ ๑ เบียดเบียนตนเอง กลับมาถึงบ้านเมื่อคืนสิ่งแรกที่ทำคือ เปิดคอมพยายามจะเขียนถอดบทเรียน (ผิดศีลข้อ ๔ ทำไม่ได้ดั่งที่ตั้งใจ ผิดศีลข้อ ๕ ประมาทไม่ระลึกถึงความตาย) แต่สุดท้ายก็ทำได้เพียงเข้าไปอ่านบันทึกของครู ลุกไปอาบน้ำ ทำวัตรเย็นและเข้านอน
จัดแจงดูแลร่างกายทำดีท๊อก ตั้งใจกับตนเองว่าลองใช้ความรู้ที่มีดูแลร่างกายนี้ซิ เพราะรู้สึกว่า อ่านมาก เรียนมาก แต่ไม่ค่อยได้นำมาลองใช้ สวนหลังบ้านมี สมุนไพรที่ใช้ประจำควรจะมีปลูกไว้บ้าง ระลึกบอกตนเอง อาบน้ำแต่งตัว เช้านี้ไม่ได้ไปวัดค่ะครู ออกจากบ้านประมาณเจ็ดโมงครึ่ง หนูได้เรียนรู้ใจตนเองอีกประการหนึ่งว่า ถ้าไม่มีสิ่งกระตุ้นมักจะเอ้อระเหยไม่ยอมออกจากบ้านไปทำงาน ทำให้ที่ผ่านมาไปทำงานสาย แต่พอตั้งใจไปวัดตอนเช้าเสร็จกิจกรรมที่วัด แล้วไปที่ทำงานเหมือนชีวิตค่อนข้างลงตัว ยอมรับในตนเองว่าการตื่นตีสามเข้านอนสามทุ่ม เป็นสิ่งที่ยังทำไม่ได้ในช่วงนี้ (ผิดศีลข้อ ๔) แต่เป็นความตั้งใจและจะพยายามในตนเอง
พอถึงที่ทำงาน ได้มาม่าคัพลงมาหาน้ำร้อน เจอพี่ ๆนั่งทานข้าวเหนียวจิ้มแจ่ว และตำเหมี่ยงที่หนูเคยซื้อมาฝาก ร่วมกันทานอย่างเบิกบาน มีพี่ที่พลาดรถไปดูงานเพราะมาช้า (ผิดศีลข้อ๑ ใจหนูตอนแรกรู้สึกตำหนิติเตียน) แล้วท่านก็เอ่ยว่า
“ไม่ทันก็คือไม่ทัน อยู่ที่นี่ก็ทำงาน”
หนูรู้สึกชื่นชมท่านที่ไม่คร่ำครวญ หรือซ้ำเติมตนเอง และยอมรับความจริงอย่างกล้าหาญ รู้สึกละอายที่คิดตำหนิติเตียนท่านแต่ต้น เพราะเช้านี้ผู้ใหญ่ในกรม ผู้อำนวยการอีกหกศูนย์ฯ ไปดูงานต่อ ซึ่งพี่เขาต้องเป็นหนึ่งในผู้ร่วมเดินทาง
หันกลับมาดูใจตนเอง หากเป็นหนูวันทั้งวันอาจจะทำอะไรไม่ได้เพราะมัวคิดแต่ว่า ทำสิ่ง ๆ นี้ไม่สำเร็จ คร่ำครวญเสียอกเสียใจ แต่พี่ท่านนี้รู้ว่าพลาด แต่ก็ดำรงอยู่และทำงานได้อย่างสบาย
นั่งแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับพี่ ๆ และหัวหน้า เรื่องแนวทางของงานวิจัยด้านสมุนไพรของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และกรมการแพทย์แผนไทย ในมุมมองของหนู รู้สึกว่านักวิจัยสมุนไพร เจอวิกฤตความเชื่อมั่นความศรัทธา (ระลึกกับตนเองว่าเหมือนที่หนูขาดความเชื่อมั่นและศรัทธาในสิ่งที่ครูสอนทำให้ไม่ค่อยก้าวหน้า) เมื่อนักวิจัยไม่เคยเชื่อว่า สมุนไพรสามารถรักษาโรคได้ ก็คอยแต่จะหาข้อบกพร่อง ข้อจับผิด ทั้ง ๆที่หลายชนิดใช้มานาน เพียงแต่ระยะหลังมานี้มีการนำวิทยาศาสตร์เข้ามาอธิบายเท่านั้น นักวิจัยหลายคนพยายามคิดค้นมองหาพัฒนาจนเป็นยาแผนปัจจุบัน
คำถาม ๆว่า จำเป็นหรือไม่ ที่ทุกคนต้องทำอย่างเดียวกัน?
ทำไมไม่ลองเอาวิทยาศาสตร์เข้ามาอธิบายการใช้ยาสมุนไพรในปัจจุบันของผู้คน หรือ คนในโบราณเล่า หากพบสิ่งใดที่เป็นอันตรายหรือปัญหา ก็ให้ระมัดระวัง หรือให้ความรู้เพิ่มเติม
ทำให้หันมองสมุนไพรใหม่ว่า ทำอย่างไร จึงจะนำวิทยาศาสตร์เข้ามาอธิบายสมุนไพรที่มีการใช้กันอยู่ หรือเอาวิทยาศาสตร์เข้ามาอธิบายหรือทำความเข้าใจการใช้ยาตำรับโบราณ
ยาตำรับโบราณ มีฤดูกาลเก็บเกี่ยววัตถุดิบ มีเวลาที่ต้องเก็บเช้าบ้าง บ่ายบ้าง มีลำดับของการนำมาใช้ วิธีการเตรียมยาที่หลากหลาย ตามแต่โรค ตามแต่ส่วนของพืช หรือชนิดของพืช รวมไปถึงอาหารที่ทานร่วมกับการใช้ยาอีกด้วย ในอดีตยาสมุนไพรถูกนำมาใช้โดย หมอพื้นบ้านซึ่งเป็นผู้ชำนาญ
แล้วปัจจุบันนี้เล่า เมื่อธุรกิจเข้ามามีผลกับ “ยาแผนโบราณ” มีการโฆษณาเพื่อหวังผลเชิงการตลาด
ยาถูกแปรรูปให้ดูนำสมัย ใช้ง่าย แต่วัตถุดิบยังเต็มไปด้วยคำถาม ยาวไปจนถึงขนาดที่ใช้ รูปแบบของยาที่ใช้ หรือบางชนิดแทบจะต้องถามผู้ที่กินยาว่า “จำเป็นต้องใช้หรือไม่”
ครูค่ะ เมื่อหันมองเช่นนี้ ทำให้เห็นว่า งานวิจัยพัฒนาสมุนไพรมีมากมายค่ะครู ที่สำคัญต้องมีความเชื่อมั่น ความศรัทธาในความสามารถเยียวยาร่างกายได้ของสมุนไพร เพราะแท้ที่จริงพืชสมุนไพร ก็คือ “อาหาร” ที่เราทานกันเป็นประจำโดยส่วนใหญ่
เที่ยง ๆ โทรสั่งข้าวมาทานร่วมกันกับพี่ ๆ ในวงอาหารเที่ยง บทสนทนาเป็นเรื่องของความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสำนักงาน พี่ ๆถามว่า
“ติ๋วไม่อยู่ปีหนึ่งรู้สึกว่าอะไรเปลี่ยนไปไหม”
“ความรู้สึกข้างในเป็นความคุ้นเคยอบอุ่น ไม่รู้สึกว่าเข้ามาทำงานใหม่ แต่พอมองสิ่งภายนอกผู้คนเปลี่ยนไป ห้องเปลี่ยนไป การจัดการเปลี่ยนไป การปฏิสัมพันธ์ของผู้คนเปลี่ยนไป รวม ๆแล้วเปลี่ยนหมดเลยค่ะ”
พี่พูดขึ้นอีกว่า “ไม่ใช่เพราะเราเปลี่ยนไปด้วยเหรอ ฮา.......”
หนูร่วมหัวเราะไปกับพี่ ๆ แล้วตอบอย่างจริงจังว่า
“ค่ะ ติ๋วก็เปลี่ยนไปเช่นกัน”
บทสนทนาของเราเป็นเรื่องธรรมดา ๆ ที่พูดคุยกันปกติ แต่ความรู้สึกข้างในหนู รู้สึกว่า เออ เหนาะมันไม่เที่ยง
บ่าย ๆ มีการพูดคุยกันเรื่องเมลล์ที่ได้รับเกี่ยวกับคำทำนายของประเทศ หนูจึงค้นข้อมูลแล้วอ่านให้พี่ ๆ ร่วมฟังด้วยกัน ณ ขณะอ่านใจเกิดการสั่นสะเทือน น้ำตาจะไหล ดึงลมหายใจเข้าลึก ๆ ใจแว๊บคิดว่า
“ทุกคนต้องรู้ว่า ฉันจะร้องไห้แน่เลย”
รู้สึกอายขึ้นมาค่ะครู แต่ก็อดทนอ่านต่อไปจนจบ แล้วแต่ละคนและเปลี่ยนแนวคิดกัน
ในหน้าเดียวกันหนูอ่านเจอประวัติของ “ท่านหญิงวิภาวดี รังสิต”
ใจสดุดไปที่ชื่อ เพราะคล้ายกับชื่อของหนู แล้วก็ระลึกว่าเป็นชื่อถนนในกรุงเทพ พอเข้าไปอ่านในประวัติก่อนท่านหมดลมหายใจ รู้สึกซาบซึ้งใจ น้ำตาแทบไหล กับประโยคที่ท่านเอ่ยว่า
“ทรัพย์สมบัติในวังวิทยุไม่มีความหมาย ชีวิตไม่มีความหมาย ฉันต้องการอย่างเดียวคือพระนิพพาน”
จากข้อเขียนนั้นเล่าว่า ท่านหญิงเพียรภาวนา จนถึงที่สุด หลวงปู่ท่านเห็นเป็นนิมิตร
ประโยคที่ท่านเอ่ยก่อนละสังขารไปคือ
“โลกนี้เป็นทุกข์ ร่างกายเป็นทุกข์ ไม่ต้องการอีก ขอไปนิพพาน ขอลาไปนิพพาน”
หนูรู้สึกซาบซึ้งใจ พอเงยหน้าขึ้นจากบทความพี่ ๆ ยังแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันในเรื่องเดิมอยู่
จากนั้นทุกคนก็แยกย้ายไปทำงานของตน บ่าย ๆหนูอยากได้เตียงตั่ง อันเดิมที่ยกกลับบ้าน ถูกใช้งานแล้ว แม่แนะให้ซื้อใหม่ แต่พอถามราคาอยูที่ สามพันห้าร้อยถึงสามพันเก้าร้อย หนูรู้สึกว่าแพงเกินไปเพราะอันเดิมซื้อมาในราคาไม่ถึงสองพัน การนอนพื้นปูนด้านล่างแม้จะไม่ใช่ปัญหาแต่ใจก็ยังปรารถนาอยากได้ (ผิดศีลข้อ ๓) โทรหาเพื่อนที่อยู่กรมราชทัณฑ์เขาแนะให้ไปดูสินค้ากรมราชทัณฑ์ ดังนั้นประมาณบ่ายสามครึ่งหนูจึงขับรถออกไปเพราะจะเปิดเฉพาะเวลาราชการ ครูขาหนูหลงทาน..........อีกแล้ว ซอยที่หลงเข้าไปแคบมาก ๆ ความโกรธพุ่งปี๊ด (ผิดศีลข้อ๑) มีเสียงด่าเป็นคำไม่สุภาพตะโกนในใจ (ผิดศีลข้อ๔) ได้แต่หายใจ
หลงรอบแรก
อะบอกตนเองวนใหม่ เลี้ยวเข้าซอยใหม่ เจอโรงเรียน ขณะที่เด็ก ๆ กำลังเลิกเรียน มีคนคอยกั้นเพื่อให้เด็กข้ามถนน พอความขุ่นมัวผ่านไป ทำให้ระลึกขึ้นว่า
“โอ้ นี่เป็นความงาม ที่ได้มีโอกาสเห็นเด็ก ๆ ที่สดใส รอยยิ้ม เสียงหัวเราะที่บริสุทธิ์ เขาไม่ได้ขุ่นมัวแต่อย่างใด แววตาที่กวักมือเรียกเพื่อนมาซ้อนท้ายไปด้วยกัน แสดงความสดใด ขี้เล่น เบิกบาน”
หากไม่หลงทางก็คงไม่มีโอกาสได้เห็น ได้สัมผัสใจที่เบิกบานจากการได้เห็นความบริสุทธิ์
วนใหม่เข้าซอยถัดไป หลงรอบสองกลายเป็นว่าโผล่ซอยเดิมแต่เป็นต้นซอย ความโกรธพุ่งขึ้นมา พร้อมกรนด่าตนเองในใจ (ผิดศีลข้อ ๑และข้อ๔) เพราะต้องผ่านหน้าโรงเรียนอีกรอบ พอความโกรธผ่านไป
ครานี้เห็นการหยอกเย้าของเจ้าหน้าที่ที่คอยถือธงกั้นถนนเพื่อให้เด็ก ๆข้าม รอยยิ้มแห่งความเบิกบานปนเขินอาย เด็ก ๆ สองสามคนเดินเกาะไหล่กันเพื่อรอคิวการข้ามถนน เป็นธรรมชาติของโรงเรียนยามนี้และขณะนี้ พอขับถึงสี่แยกตลาด หนูตัดสินใจเลี้ยวไปอีกทางที่ยังไม่ได้เลี้ยว แต่ภายในตนเองตัดสินใจแล้วว่า
“ช่างมันเถอะ ไม่เจอ ก็คือไม่เจอ”
น่าขันค่ะครู ขับไปเรื่อย ๆ เลี้ยวอย่างไม่คิดดันมาโผล่ซอยที่พยายามหาอยู่ เลี้ยวรถเข้าไปจอดที่ สสจ. เพราะอยู่ตรงข้ามกัน แต่ดูนาฬิกาแล้วร้านสวัสดิการในเรือนจำคงจะใกล้ปิดแล้ว จึงบอกตนเองว่า “ไม่ควรไปทำให้เขาเลิกงานช้า” จึงตัดสินใจเดินเข้าไปซื้อยาสมุนไพร นั่งพิจารณาร่างกายไม่ถูกนวดนานแล้ว แม้จะไม่ได้เจ็บปวดจนทรมารแต่ว่าหัวไหล่และหลังเป็นแผ่นแล้ว เมื่อมาถึงก็น่าจะให้โอกาสตนเองนวดบ้าง จึงตัดสินในนวด ปล่อยให้หมอนวดค่อย ๆ กดไปตามร่างกายหลับตารับสัมผัสปลายนิ้วที่ส่งผลให้เส้นเอ็นชาเป็นจุด ๆ พร้อมกับรับฟังเสียงกรนของเตียงข้าง ๆ
ก็รู้สึกเบิกบานใจ กับความผ่อนคลายที่ท่านได้รับ
เสียงกรนดังเป็นระยะ ๆ ดังบ้างแผ่วเบาบ้าง
เรียกรอยยิ้มให้กับผู้คนที่มารับบริการ
แทรกกับเสียงเพลงเบา ๆ ที่เปิดเพื่อผ่อนคลาย
เสียงโทรศัพท์หนูดังขึ้นเอ่ยขออนุญาตหมอนวดว่า
“ขออนุญาตรับสายนะคะ”
หนูถอดสาย small talk แล้วคุยกับครู ใจหนูสั่นไหว ไม่มั่นใจที่จะคุยกับครู หมอนวดสะกิดให้นอนลง แล้วเสียบสาย small เสียงกรนขณะนั้นเงียบไป แต่ใจหนูแกว่งและหวาดกลัว พอครูเอ่ยว่า
“ถ้าไม่สะดวกก็ไม่เป็นไร”
รู้สึกใจหายว่าตัดสินใจผิด
(ผิดศีลข้อ ๑ เบียดเบียนตนเอง ตัดสินผิดถูก ตีค่า) ใจคร่ำครวญ ซ้ำเต็ม บางขณะก็คิดว่า ถ้าคุยก็จะเป็นการรบกวน (ผิดศีลข้อ ๑ เพ่งโทษครู) ภายในคร่ำครวญอยู่นาน กว่าจะผ่านไปได้ เหมือนถูกสอบ แต่ก็สอบตก.....อีกแล้ว ทำให้ระลึกถึงครั้งที่กำลังวิ่งในกระทรวงแล้วครูโทรมา แต่ตอบครูว่า “ยังวิ่งอยู่” รู้สึกน้อยใจตนเอง โกรธเคือง ท้อแท้ สิ้นหวัง (ผิดศีลข้อ ๑) พอนวดเสร็จโทรหาครูแต่แสดงสถานะสายไม่ว่าง ขุ่นมัว น้อยใจ (ผิดศีลข้อ ๑) ก้มดูนาฬิกาเป็นเวลาออกกำลังกายของครู หนูรู้สึกผิดเผลอเรอขาดสติขัดรถกลับบ้านทั้ง ๆที่ยังไม่ไปเก็บของที่ทำงาน (ผิดศีลข้อ ๕ขาดสติ) จนต้องวนรถกลับใจขุ่นมัวโกรธเคืองอยากจะร้องไห้ พอเข้าบ้านก็นอนจม (ผิดศีลข้อ๑) อ่านอะไรไปเรื่อย ๆ (ผิดศีลข้อ ๓ และ๕) จนครูโทรกลับมาแต่ก็ไม่ได้เอ่ยอะไร ใจหนูคร่ำครวญดิ้นพร่าน นอนอ่านอะไรไปเรื่อย ๆ มารู้สึกตัว เบื่อพฤติกรรมของตนเอง ลุกขึ้นมาดูแลร่างกายขออภัยที่ไม่ค่อยได้ดูแล จึงหยิบสมุนไพรอบตัวมาต้มน้ำ เพราะร่างกายระบมจากแรงกด ทำดีท๊อก หยิบฟ้าทะลายโจรขึ้นมาทาน เพื่อหวังผลในการลดอาการอักเสบ
จึงกลับมานั่งเขียนจดหมายฉบับนี้ถึงครูค่ะ กราบขอบพระคุณและราตรีสวัสค่ะ