เช้าวันอาทิตย์ที่ ๙ พ.ค. ๕๓    ผมฟังวิทยุ FM 101 ได้ฟังความเห็นของ รศ. ศรีศักร วัลลิโภดม  และ นพ. นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ ทำให้เข้าใจวิบัติ (คำของ อ. ศรีศักร) หรือวิกฤต ที่สังคมไทยกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ชัดเจนขึ้น   ว่ามันกว้างขวางและแทรกอยู่ในทุกส่วนของสังคมอย่างที่คนนึกไม่ถึง

          โร้ดแม็ปของนายกฯ อภิสิทธิ์ จึงดูจะเป็นแค่ยารักษาอาการเท่านั้น   ยังไม่ได้รักษา root cause หรือตัวโรคอย่างแท้จริง    และแนวความคิดที่มุ่งแต่จะยกภาระในการฟื้นฟูชาติให้นายกรัฐมนตรีหรือรัฐบาลหรือพรรคการเมืองเท่านั้น   น่าจะเป็นแนวความคิดที่ผิด 

          โรคที่มีสาเหตุซับซ้อนหลากหลาย   ต้องแก้ไขด้วยการรักษาที่ซับซ้อนและหลากหลาย   คือกำลังเล่นเกม complexity หรือ Complex Adaptive Systems   ไม่ใช่ Simple System   หรือกล่าวว่าเราต้องแก้โจทย์สมการหลายชั้น   ไม่ใช่สมการชั้นเดียว  

          หากจะมองในแง่ของการต่อสู้   คู่ต่อสู้มีหลายคู่จนมองยากว่าใคร/อะไรกำลังต่อสู้กับใคร/อะไร อยู่   และใคร/อะไร เป็นแนวร่วมกับใคร/อะไร 

          ผมเจียมตัวว่า เรื่องที่ผมไม่ได้เข้าไปคลุก ด้วยการลงมือทำ ผมจะไม่เข้าใจอย่างแท้จริง  

          แต่ผมก็เชื่อว่า วิกฤตครั้งนี้ไม่ได้เป็นแค่วิกฤตการเมือง   แต่เป็นวิกฤตสังคมยิ่งกว่า   เราจึงปล่อยให้นักการเมืองเป็นผู้ดำเนินการแก้ไขอยู่ฝ่ายเดียว น่าจะไม่ถูกต้อง และจะได้ผลน้อย   ดังนั้นการที่กลุ่มนักเคลื่อนไหวสังคมแนววิชาการ แนวชุมชน อย่าง ดร. มรว. อคิน รพีพัฒน์ และ รศ. ศรีศักร จะลุกขึ้นมาดำเนินการรวมตัวกันของคนในภาคส่วนที่เป็นคนจนหรือค่อนข้างจน หรืออยู่ในชนบน หรืออยู่ในระบบการดำรงชีวิตที่จัดได้ว่าเสียเปรียบในสังคม    จะรวมตัวกันสร้างระบบเครือข่ายสังคม (social network) แบบใหม่   ที่จะมีผลลดช่องว่างทางสังคม    น่าจะเป็นเรื่องน่ายินดี

          ผมชอบที่คุณหมอนิรันดร์บอกว่า เรื่องนี้ประชาชนคนธรรมดาต้องเป็นฝ่ายนำ/ทำ    ภาครัฐ/การเมือง หนุน/เอื้อ   ต้องหาทางป้องกันไม่ให้ภาครัฐ/การเมือง เข้าไปกลืน/ควบคุม    ทำให้ผมมองว่า ภาคนักวิชาการแนวชุมชนน่าจะออกมาทำหน้าที่ “คุณอำนวย” หรือ facilitator เพื่อสร้างกระบวนการทางสังคม   ที่จะมีผลต่อภาพใหญ่ของบ้านเมือง  

          เรื่องนี้ อ. หมอประเวศ ได้เตรียมความรู้ความเข้าใจ และเตรียมภาคีของการปฏิรูปประเทศไทยไว้กลุ่มหนึ่งแล้ว   ดูได้ที่นี่ และที่ศูนย์ข้อมูลข่าวสารปฏิรูปประเทศไท

 

 

วิจารณ์ พานิช
๙ พ.ค. ๕๓