ปัญหานักเรียนออกกลางคัน
ในปัจจุบันปัญหาการออกกลางคันเป็นปัญหาที่สำคัญปัญหาหนึ่งของการศึกษาไทย เป็นปัญหาที่เรื้อรังของโรงเรียน เป็นการลอกเลียนแบบของนักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ต่ำ ในอดีตที่ผ่านมานักเรียนที่ออกกลางคันส่วนใหญ่มีปัญหามาจากด้านเศรษฐกิจ ครอบครัวยากจน ไม่มีผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย นักเรียนต้องออกจากโรงเรียนมาประกอบอาชีพหาเงินเลี้ยงตนเองและครอบครัว แต่ในปัจจุบันนักเรียนที่ออกกลางคันส่วนใหญ่มีปัญหาที่เกิดจากการขาดความรับผิดชอบของตนเอง โดยเฉพาะนักเรียนที่เกิดมาเป็นบุตรคนเดียวของครอบครัว เป็นแก้วตาดวงใจของพ่อแม่อยากได้อะไรพ่อแม่ก็ดลบันดาลให้ทุกอย่าง พ่อแม่ไม่กล้าปฏิเสธ ดลบันดาลให้ทุกอย่างตามที่บุตรร้องขอ ทุกสิ่งทุกอย่างได้มาอย่างง่ายๆ จึงไม่เห็นคุณค่า ตั้งแต่เล็กจนโตไม่มีอุปสรรคใดๆมาขัดขวาง จึงทำให้มีนิสัยเอาแต่ใจตนเอง ขาดเหตุผล ขาดสำนึกในตน เมือเข้าสู่ระบบโรงเรียนไม่สามารถที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ให้เข้าสู่กฎระเบียบของโรงเรียน จึงทำให้นักเรียนกลุ่มนี้มีความรู้สึกว่าไม่มีความสุขในโรงเรียน ไม่อยากเข้าห้องเรียนเพราะไม่ต้องการพบหน้าครูที่มีแต่เสียงดังๆ ไร้ความเมตตาปราณี ด้วยหลายๆสาเหตุที่ฝังลึกอยู่ในจิตใจ ปิดหู ปิดตา ไม่ฟังครูไม่ดูเพื่อน ใครเขาจะทำการบ้าน ทำชิ้นงาน ไม่สนใจ ไม่รับรู้ คิดอยู่อย่างเดียวว่า “เดี๋ยวก็โดนอีก” แต่ละวิชาบรรยากาศไม่แตกต่างกันเลย รู้สึกเบื่อหน่าย ไม่อยากพบครูก็ไม่เข้าห้องเรียน นี่คือจุดเริ่มต้นที่ค่อยๆ พัฒนาความเข้มข้นขึ้นไปเรื่อยๆ เริ่มจากไม่เข้าห้องเรียนวันละ 1 วิชา 2 วิชา ต่อไปก็พัฒนาเป็นหลบซ่อนอยู่ในห้องสมุดหรือบริเวณที่เป็นมุมอับของโรงเรียน โดยทั่วไปนักเรียนที่ออกกลางคัน เริ่มขาดเรียนครั้งละ 1 – 2 วัน แล้วก็ค่อยๆ เพิ่มเป็น 3 – 5 วัน โดยไม่มีการแจ้งให้ครูทราบ แต่จะบอกกล่าวกับเพื่อนแทน แล้วในที่สุดนักเรียนเหล่านี้ก็หายไปจากโรงเรียนประมาณ 1 – 2 สัปดาห์จึงกลับมาเรียนบ้างเล็กน้อย ผลุบๆ โผล่ๆ เหมือนคนจมน้ำ ประกอบกับครูบางท่านที่ใช้คำพูด กริยา ท่าทาง เป็นเชื้อเพลิงที่เติมลงไปในหัวใจของนักเรียนกลุ่มนี้ ภาพครูดีในดวงใจที่ฉายอยู่ในความคิดตั้งแต่ชั้นอนุบาลหายวับไปทันที อนิจจานี่หรือที่สังคมบอกว่า “ครูเปรียบเสมือน” พ่อแม่คนที่สองของนักเรียน แต่ในความเป็นจริงไม่ต่างไปจากยักษ์วัดแจ้งและยักษ์วัดโพธิ์ เพราะเสียงของครูที่ดังไปทั่วห้องด้วยคำพูดที่เชือดเฉือนหัวใจของนักเรียนกลุ่มนี้ มันเหมือนกับกรรไกรที่บรรจงตัดสายใยสุดท้ายของนักเรียนให้ขาดจากความเป็นศิษย์กับครูโดยสิ้นเชิง แว๊บหนึ่งของอารมณ์ “ออก ออก อย่างนี้ก็ต้องออก” นี่คือคำพิพากษาที่เปลี่ยนแปลงนักเรียนให้เป็นนักเลง หรือเป็นคนเสพยาเสพติดหรือเป็นโจรฉกชิงวิ่งราว ซึ่งผู้เขียนจะนำประสบการณ์ของการเป็นครูมาเกือบ 30 ปี มาเล่าถึงสาเหตุของปัญหาการออกกลางคัน และวิธีการแก้ปัญหาไม่ให้นักเรียนออกกลางคัน
สาเหตุการออกกลางคัน สามารถจำแนกได้ ดังนี้
1. การเลี้ยงดูบุตร ส่วนใหญ่พ่อแม่ที่มีบุตรน้อยจะตามใจลูกโดยไม่มีเหตุผล เช่นซื้อมอเตอร์ไซด์ ให้ลูกขับรถเที่ยวเตร่กับเพื่อน ซื้อคอมพิวเตอร์ให้ลูกเล่นเกม นอกจากนั้นในการดำเนินชีวิตประจำวันก็เลี้ยงดูลูกแบบคุณหญิง คุณชาย ลูกไม่ต้องทำงานบ้านไม่ว่าการกวาดขยะ ล้างจาน เทถังขยะ ซักเสื้อผ้า แม่บริการทำทุกอย่างให้เสร็จเรียบร้อย เพื่อแลกกับความตั้งใจเรียนหนังสือ แต่จริงๆ แล้วคนเราถ้าไม่ทำงานจะขาดทักษะ ซึ่งสอดคล้องกับพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ที่กล่าวว่า “เด็กๆ อย่าเรียนหนังสือเพียงอย่างเดียวต้องฝึกทำงานด้วย เพราะการทำงานจะทำให้เกิดทักษะ”(พระบรมราโชวาท, พระราชทานเพื่อเชิญลงพิมพ์ในหนังสือวันเด็ก ประจำปี 2530)
2. พฤติกรรมของครู ครูไม่ใช้วินัยเชิงบวก ไม่นำหลักจิตวิทยามาใช้กับนักเรียน โดยเฉพาะกับกลุ่มวัยรุ่น นักเรียนกลุ่มนี้ชอบต่อต้านคำสั่งของครูที่รู้สึกว่าไม่ยอมรับ แต่ถ้ามีความรู้สึกที่ดีต่อครูพฤติกรรมก็เปลี่ยนไป แต่ครูบางท่านคิดว่าตนเองเป็นผู้รู้ทุกอย่าง ศิษย์ทุกคนต้องอยู่ในโอวาท ศิษย์คนใดแตกแถว ต้องโดนด่า เอ็ดตะโร เป็นการสื่อสารทางเดียว ไม่รับฟังความคิดเห็น การโต้แย้งหรือเหตุผลของนักเรียน นี่คือสาเหตุใหญ่ของการออกกลางคัน
3. นักเรียน นักเรียนไม่มีความรับผิดชอบ เพราะคำว่าหน้าที่ถูกละเลยไปนานแล้ว และคนที่ทำลายหน้าที่ของลูกต่อพ่อแม่และครอบครัวก็คือ แม่ นั่นเอง เพราะด้วยความรักจึงเลี้ยงดูบุตรโดยไม่สร้างความรับผิดชอบ นานเข้าก็โตแต่ตัว หัวใจไม่โตขาดความรับผิดชอบกลายเป็นพ่อแม่รังแกฉัน
วิธีแก้ปัญหานักเรียนออกกลางคัน
1. ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน โรงเรียนควรจัดระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนเพื่อให้นัดเรียนมีที่พึ่งเมื่อรู้สึกว่าตนเองมีปัญหา สร้างความอบอุ่นความใกล้ชิดให้นักเรียนเกิดความมั่นใจ กล้าที่มาหาครูเมื่อรู้สึกว่ามีปัญหา
2. การสร้าวินัยเชิงบวก ครูต้องใช้คำพูดที่ดีต่อศิษย์เสมอ ครูต้องรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคลแล้วอยูร่วมกัน ทำกิจกรรมการเรียนรู้ร่วมกันด้วยเชิงบวก นักเรียนก็จะมีความสุข ครูก็มีความสุข ทำอะไรผิดพลาดครูก็ตักเตือนด้วยความรัก มีการติดต่อสื่อสารกับผู้ปกครอง เพื่อร่วมกันดุแลเอาใจใส่ให้นักเรียนเป็นคนมีคุณภาพทั้งด้านวิชาการ ความประพฤติ และมีน้ำใจต่อผู้อื่นเพราะเด็กในวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันหน้า
ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน หมายถึงการจัดระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียนเพื่อให้นัดเรียนมีที่พึ่งเมื่อรู้สึกว่าตนเองมีปัญหา สร้างความอบอุ่นความใกล้ชิดให้นักเรียนเกิดความมั่นใจ
การสร้างวินัยเชิงบวก หมายถึง การใช้คำพูดที่ดี ใช้สติปัญญาในการพูดคุยสนทนา และตัดสินใจในปัญหาที่เกิดขึ้น
.ในโรงเรียนควรจัดให้มีกิจกรรมต่างๆ ในระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน เพื่อให้นักเรียนมีความสุข ความอบอุ่นและสนุกสนานกับกิจกรรมที่ทางโรงเรียนจัดขึ้นเช่นการแสดงบนเวที ร้องเพลง ดนตรี กีฬา
การสร้างวินัยเชิงบวก เป็นปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน นักเรียนกับครู ครูกับครู ครูกับผู้บริหาร ผู้บริหารกับครูและนักเรียน เช่นการมอบหมายงาน การตักเตือน คำแนะนำ ควรใช้คำพูดที่เป็นกัลยาณมิตร หลีกเลี่ยงการสั่งการด้วยคำสั่งที่ไม่มีการพูดคุย คำสั่งควรเกิดขึ้นขั้นสุดท้ายหลังจากการประชุมชี้แจง ร่วมคิด ร่วมทำ ทุกคนมีความเข้าใจตรงกัน แล้วจึงตามด้วยคำสั่งเพื่อให้เป็นไปตามระบบของการบริหารจัดการ ภาระงานที่เกิดขึ้นจากพลังภายในจะได้ผลดีกว่าการทำงานที่ถูกสั่ง
จากปัญหาที่กล่าวมาทั้งหมด ถ้าผู้ปกครอง ครู และชุมชน ไม่ร่วมกันแก้ปัญหา ความสูญเสีย เสื่อมเสียก็จะเกิดขึ้นกับบุตรอันเป็นสุดที่รักได้เสมอ ถ้าเมื่อไหร่บุตรถูกจับไปสถานีตำรวจด้วยข้อหาเสพยาเสพติด ลักขโมย ขับรถซิ่ง พ่อแม่ต้องไปประกันตัวหรือต้องขึ้นศาลเพื่อฟังคำพิพากษาในการตัดสินคดี สิ่งเหล่านี้คือยาพิษ คือฆาตรกรที่ประหารจิตใจของพ่อแม่ ทำให้พ่อแม่ท้อใจ อายเพื่อนบ้าน ญาติพี่น้องที่เลี้ยงดูบุตรไม่ได้ดี การกระทำทั้งหมดของบุตรสามารถบั่นทอนชีวิตของพ่อแม่ให้สั้นลงๆ เหมือนกับเทียนที่ให้แสงสว่าง เมื่อไหร่ที่น้ำตาเทียนไหลหยดเป็นเวลานาน ไหลลงๆ ในที่สุดก็เหลือเพียงไส้เทียนดำๆ ไม่มีแสงสว่างอีกต่อไป