โปรแกรมและภาษาที่ใช้ในการเขียนเว็บเพจ
เว็บเพจ (Webpage) คืออะไร
เว็บเพจเป็นสิ่งที่ใช้แสดงข้อมูลผ่านทางอินเตอร์เน็ต ซึ่งเว็บเพจแต่ละหน้าจะมีหน้าตาไม่เหมือนกัน มีการวางรูปและข้อความต่างๆ ไม่เหมือนกันขึ้นอยู่กับความต้องการว่าจะให้เว็บออกมาเป็นอย่างไร
ศัพท์ที่ควรรู้ในการสร้างเว็บ
ก่อนที่จะเริ่งสร้างเว็บเพจแบบง่ายๆ ต้องเรียนรู้ศัพท์ที่น่าจะได้เจอในเรื่องการใช้งานและ
การสร้างเว็บดังนี้
-
1. เว็บเพจ (Webpage) คือ หน้าเว็บที่เราเห็นเมื่อใช้โปรแกรมเว็บบราวเซอร์เปิดเว็บไซต์ขึ้นมา อาจกล่าวได้ว่าเว็บเพจก็คือ ไฟล์ 1ไฟล์ที่มีนามสกุลเป็น *.htm หรือ * .html ตัวอย่างเช่น ในเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยรามคำแหง http://www.ru.ac.th/newRu/index.html
- 2. เว็บไซต์ (WebSite) ประกอบด้วยเว็บเพจหลายหน้า โดยเว็บเพจแต่ละหน้าจะอยู่
ภายใต้ชื่อหนึ่งชื่อที่เหมือนกัน เช่น เว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยรามคำแหง ww.ru.ac.th
-
3. โฮมเพจ (Homepage) คือ เว็บเพจหน้าแรกของเว็บไซต์ใดๆ แต่คนไทยมักจะพูดกันจนติด ปากในความหมายว่าโฮมเพจก็คือเว็บไซต์ส่วนตัวของคนๆหนึ่ง
-
4. Static Web Page เป็นหน้าเว็บเพจที่มีความสามารถเพียงแสดงข้อความ hypertext เท่านั้น ไม่สามารถปรับเปลี่ยนข้อมูลให้สอดคล้องกับผู้ใช้แต่ละคนได้ (hypertext คือ หมายถึง ข้อความ หรือกลุ่มของข้อความที่ถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน โดยมีการนำเสนอ แบบปฏิสัมพันธ์ (Interaction) ด้วยการนำข้อความที่ใช้มาเป็นจุดเชื่อมโยง ซึ่งจะปรากฏในลักษณะที่เด่นกว่าข้อความอื่น เช่น การขีดเส้นใต้ การเน้นด้วยสี ตัวหนา หรือตัวเลือก เป็นต้น)
- 5. Dynamic Web Page เป็นเว็บเพจที่มีชุดคำสั่ง (Instruction) ที่เรียกว่า “โปรแกรม
Script” สามารถตอบสนองการกระทำต่างๆ ที่เกิดขึ้นของผู้ใช้ สามารถควบคุมหรือ กำหนดการทำงานในรูปแบบต่างๆ ดึงข้อมูลมาจากฐานข้อมูลตามที่ผู้ใช้ต้องการ, รับข้อมูลจากผู้ใช้แล้วเก็บบันทึกในฐานข้อมูล, นับจำนวนผู้ใช้, แสดงวัน/เวลาที่ปรับเปลี่ยน เมื่อผู้ใช้เลื่อนเมาส์ไปอยู่เหนือบางข้อความ ก็จะมีเอฟเฟ็คบางอย่างเกิดขึ้น
-
6. เว็บเซิร์ฟเวอร์ (Web Server) ทำหน้าที่เก็บเว็บไซต์ และให้บริการเกี่ยวกับเว็บตามที่เว็บบราวเซอร์ร้องขอข้อมูลมา ตัวอย่างเว็บเซิร์ฟเวอร์ได้แก่ http://www.vhostweb.com/ บริการให้เช่าและขายเซิร์ฟเวอร์ หรือ http://geocities.yahoo.com http://www.thaitopsites.com/ http://free.thcity.com http://www.hypermart.net http://www.tripod.com ซึ่งให้บริการฝากเว็บไซต์ฟรี
- 7. เว็บบราวเซอร์ (Web Browser) คือ โปรแกรมที่ใช้เปิดเว็บเพจเรียกสั้นๆ ว่า
บราวเซอร์ มีหน้าที่ติดต่อกับเว็บเซิร์ฟเวอร์ เพื่อขอข้อมูลที่ต้องการมาแสดงที่หน้าจอของโปรแกรม ตัวอย่างของโปรแกรมประเภทนี้ได้แก่ Microsoft Internet Explorer (IE)โปรแกรม Netscape Navigator โปรแกรม Opera โปรแกรม Firefox และโปรแกรม Google Chrome
- 8. ชื่อโดเมน (Domain Name) ชื่อที่ใช้แทนการเรียกหมายเลข IP เนื่องจาก หมายเลข IP จดจำยาก ไม่สามารถสื่อความหมายถึงชื่อขององค์กรที่เป็นเจ้าของ Web site ได้ 202.12.97.2
จำยาก www.kku.ac.th จำได้ง่ายกว่า
- 9. ลิงค์ (Link) คือ ส่วนของเว็บเพจที่เราสามารถคลิกเพื่อเปิดเว็บเพจหรือเว็บไซต์ใหม่ขึ้นมาแทนที่เว็บไซต์หน้าปัจจุบันได้ โดยสามารถเป็นได้ทั้งตัวอักษร ข้อความ หรือ แม้แต่รูปภาพ
- 10. HTML เป็นภาษาที่ใช้สำหรับสร้างเว็บเพจ โดยไฟล์ซึ่งภายในเป็นตัวอักษรที่ถูกเขียนขึ้นด้วยภาษา HTML นั้นเราจะเรียกว่าไฟล์ HTML และเราอาจจะเรียกไฟล์ HTML ว่าเป็บเว็บเพจได้
- 11. HTTP ชื่อโปรโตคอลซึ่งเป็นข้อกำหนดในการส่งข้อมูลของเวิลด์ไวด์เว็บ โดยเราจะเห็นว่า ต้องพิมพ์คำว่า “http://”นำหน้าชื่อ URL เมื่อจะเปิดเว็บเสมอ เพื่อบอกให้บราวเซอร์ร้องขอบริการเว็บจากเว็บเซิร์ฟเวอร์นั่นเอง (แต่ปัจจุบันบราวเซอร์จะแทรกให้โดยอัตโนมัติถึงแม้จะพิมพ์แต่ URL อย่างเดียว)
- 12. เว็บมาสเตอร์ (Webmaster) เป็นชื่อเรียกผู้ดูแลเว็บไซต์
- 13. ดาวน์โหลด (Download) เป็นการคัดลอกข้อมูลจากเซิร์ฟเวอร์มายังเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรา
- 14. อัพโหลด (Upload) เป็นการกระทำที่ตรงกันข้ามกับการดาน์โหลด นั่นคือ เป็นการ
คัดลอกข้อมูลจากเครื่องของเราไปยังเซิร์ฟเวอร์
- 15. แบนเนอร์ (Banner) เป็นรูปภาพที่ปรากฏบนเว็บเพจเพื่อแสดงความเป็นเอกลักษณ์ของเว็บไซต์ หรือ เพื่อโฆษณาสินค้าหรือบริการปกติจะเป็นรูปภาพเคลื่อนไหวเพื่อ
ดึงดูดความสนใจของนักท่องเว็บ
- 16. ลงทะเบียน (Register) หมายถึง การที่เรากรอกข้อมูลส่วนตัวของเราลงไปใน
แบบฟอร์มบนเว็บเพื่อจะได้มาซึ่งบริการ หรือสิทธิพิเศษที่ทางเว็บไซต์นั้นมีให้
องค์ประกอบของเว็บเพจ
- Microcomputer ที่ใช้งานโดยทั่วไป
- Microcomputer for Server ผลิตขึ้นเพื่อทำหน้าที่เป็น serverโดยเฉพาะ
มีประสิทธิภาพการทำงานดีกว่าเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์
- CPU ที่มีความเร็วตั้งแต่ Pentium 120 MHz ขึ้นไป
- RAM >128 MB
- Harddisk >10 GB หรือตามขนาดของปริมาณข้อมูลที่ต้องการจะบันทึก
คอมพิวเตอร์รุ่นล่าสุดในปัจจุบันมีความเร็วของ CPU ถึงระดับ GHz ดังนั้น การการจัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์สำหรับจัดทำเป็น Web Server จึงสามารถนำคอมพิวเตอร์เครื่องเก่า ที่ตกรุ่นไปแล้วมาใช้ได้
- 3. Software for Webdevelop
- Text Editor : Notepad, Homesite, Coolpad
- Web builder : FrontPage, Dreamweaver
- 4. Software for Server
- SW for OS : Windows2000 Server, Windows2003 Server, UNIX
- SW for Web Service : Personal Web Server (PWS), Internet Information Server (IIS)
- 5. ซอฟต์แวร์อื่นๆ
- DBMS : MySQL, MS Access,
ภาษาและโปรแกรมที่ใช้ในการพัฒนาโฮมเพจ
การสร้างเว็บเพจเมื่อเรามีพื้นฐานด้านภาษา HTML ดีแล้วการจะใช้เครื่องมือสำเร็จรูปมา
ช่วยสร้างก็จะเป็นการประหยัดเวลาได้มาก โปรแกรมสร้างเว็บเพจจะมีอยู่ 2 ประเภท คือ
- 1. โปรแกรมในกลุ่ม Text Editor หมายถึงโปรแกรมที่เน้นในการใช้ภาษา HTML เป็น
หลัก ผู้ใช้จะต้องมีความเข้าใจในการใช้งาน จดจำคำสั่ง รูปแบบของคำสั่งต่างๆ ได้เป็นอย่างดี
โปรแกรมในกลุ่มนี้ได้แก่ Notepad, Homesite, CoffeeCup, EditPlus, HotDog Pro, 1st Page 2000
เป็นต้น คุณสมบัติที่ดีของโปรแกรมกลุ่มนี้คือขนาดไฟล์ที่ได้จะเล็ก และตรงกับความต้องการของ
ผู้ออกแบบมากที่สุด
- 2. โปรแกรมในกลุ่ม WYSIWYG (What You See It What You Get) หมายถึงโปรแกรมที่
คุณมองเห็นอย่างไรในขณะกำลังสร้างก็จะได้ผลของเว็บเพจอย่างนั้น ผู้ใช้งานไม่ต้องรู้ภาษา
HTML มากนักก็ได้ ขอให้ออกแบบ/วางแผนได้ดีก็สามารถสร้างเว็บสวยๆ ได้ง่ายๆ โปรแกรมใน
กลุ่มนี้ได้แก่ MS FrontPage, DreamWeaver, Namo WebEditor ผลที่ได้จากโปรแกรมเหล่านี้มักจะ
ได้ไฟล์ขนาดใหญ่ ทำให้การแสดงผลจริงช้า ถ้าผู้ออกแบบมีความเข้าใจภาษา HTML ก็จะสามารถ
นำโปรแกรมในกลุ่มแรกมาช่วยในการแก้ไขไฟล์ในส่วนที่ซ้ำซ้อน ไม่จำเป็นออกไป ทำให้ไฟล์มี
ขนาดเล็กลงได้
ภาษาที่ใช้ในการเขียนเว็บเพจ
ภาษา Java
ภาษา Java เป็นภาษาในการเขียนโปรแกรมสำหรับใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ มีลักษณะ
คล้ายกับภาษา C++ โดยเป็นการเขียนโปรแกรมแบบเชิงวัตถุ (Object-Oriented Programming :
OOP) คิดค้นโดยบริษัท Sun Microsystems ในปี 1991 โดยทางบริษัทมีเป้าหมายที่จะสร้าง
ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภคที่ง่ายต่อการใช้ง่าย มีค่าใช้จ่ายต่ำ ไม่มีข้อผิดพลาด และ
สามารถใช้กับเครื่องใดๆ ก็ได้
ภาษา Java มีลักษณะของ Applets เป็นระบบ Client/Sever ระหว่างตัว Web Browsers ที่ฝั่ง
Client และ Web Sever ที่ฝั่ง Server เหมาะสำหรับเขียนขึ้นใช้งานบน Internet (World Wide Web)
ในลักษณะ Close Platform โดยไม่ขึ้นกับ Platform ของระบบปฏิบัติการ(Operation System : OS)
ใดๆ เช่น Windows 95/98, Windows NT, Macintosh หรือ Unix
ลักษณะและโครงสร้างของภาษาจาวา
การที่โปรแกรมที่เขียนขึ้นโดยภาษาจาวาสามารถนำไปใช้กับเครื่องใดๆ ก็ได้ เนื่องจากการ
แปลภาษาจาวาไม่ได้แปลเป็นรหัสคำสั่งภาษาเครื่องของซีพียู แต่จะแปลเป็นรหัสพิเศษคือ Java Object Code ซึ่งการนำโปรแกรมไปทำงานจะต้องมีจาวาแมชชีนที่ทำงานในเครื่องและซีพียูแต่ละรุ่น เป็นตัวนำคำสั่งจาวาโค๊ดมาแปลงให้เป็นภาษาเครื่องที่เหมาะสม
ปัจจุบันจาวาแมชชีนมีอยู่ในโปรแกรมเว็บบราวเซอร์ทุกโปรแกรม ทำให้โปรแกรมภาษา
จาวาถูกเรียกขึ้นมาทำงานบนเว็บบราวเซอร์ เช่น Internet Explorer หรือ Netscape Commander หรือ Opera บนคอมพิวเตอร์ต่างๆ ในปัจจุบันที่ใช้อินเตอร์เน็ตได้ต่างก็มีโปรแกรมเว็บบราวเซอร์ที่ใช้ภาษาจาวาได้ทั้งสิ้น และภาษาจาวายังถูกนำไปเรียกใช้จากโปรแกรมในภาษา HTML ซึ่งเป็นภาษาที่ใช้สร้างเว็บเพจได้ด้วย ซึ่งทำให้ภาษาจาวาเป็นภาษาที่ใช้เพิ่มความสามารถให้แก่เว็บเพจ เนื่องจากจาวาเป็นภาษาที่ทำงานได้เต็มความสามารถของภาษาโปรแกรม รวมถึงการสร้างโปรแกรมระบบ
โครงสร้างของภาษาจาวานำโครงสร้างมาจากภาษา C++ ผนวกกับความสามารถในการใช้กราฟฟิกและสื่อมัลติมีเดีย ลักษณะของการใช้งานภาษาจาวาแบ่งออกเป็น 2 วิธี ได้แก่
(1) เขียน Source Code ภาษาจาวาร่วมกับภาษา HTML โดยไม่ต้องแปลโปรแกรมเป็น
Object Code ก็สามารถทำงานได้ เรียกตัวโปรแกรม Source Code ภาษาจาวาว่า “จาวาสคริปต์”
(Java Script)
(2) เขียน Source Code แล้วแปลเป็น Object Code เรียกใช้โดยการใช้คำสั่งเพื่อเรียกใช้
Object Code เรียกว่า “จาวาแอปเพล็ต” (Java Applet)
ลักษณะการทำงานของภาษา Java
ภาษาจาวา (Java Language) คือภาษาคอมพิวเตอร์ภาษาหนึ่งที่มีหลักการเขียนแบบเชิงวัตถุ ถูกใช้เพื่อสร้างโปรแกรมให้ทำงานในระบบคอมพิวเตอร์รูปแบบต่างๆ และภาษาจาวายังมีความสามารถในการสร้างโปรแกรมขนาดเล็กที่เรียกว่า Applets สำหรับใช้งานในระบบอินเทอร์เน็ตโดยทำงานร่วมกับโปรแกรมบราวเซอร์ ภาษาจาวาจะถูกนำไปสร้างโปรแกรมตามหลักการและไวยากรณ์ของการเขียน มี Java Compiler เป็นตัวแปรภาษาซอร์ซโค้ด(Source Code) ให้กลายเป็นภาษากลางที่เรียกว่า ไบต์โค้ด (Byte Code)และส่งต่อให้กับผู้ใช้ต่อไป
โปรแกรมต่างๆ ถูกสร้างภายใน class โปรแกรมเหล่านั้นถูกเรียกว่า method หรือ behavior
โดยปกติจะเรียกแต่ละ class ว่า object โดยแต่ละ object มีพฤติกรรมมากมาย โปรแกรมที่สมบูรณ์
จะเกิดจากหลาย object หรือหลาย class มารวมกัน โดยแต่ละ class จะมี method หรือ behavior
แตกต่างกันไป
เนื่องจาก Java มีลักษณะเป็นระบบ Client/Server ดังนั้นเมื่อมีการเรียกใช้งานจากเว็บ
บราวเซอร์ เซิร์ฟเวอร์ก็จะทำการส่งข้อมูลและโปรแกรมที่ต้องการให้กับเว็บบราวเซอร์เพื่อทำการ
แสดงผลลัพธ์แก่ผู้ใช้
ลักษณะการนำไปใช้งานของภาษา Java
Java เป็นการปฏิวัติรูปแบบการเขียนโปรแกรมของการปฏิบัติการสำหรับ World Wide
Web และการทำงานร่วมกันกับอินทราเน็ตและเอ็กซ์ทราเน็ต จาวามีความสัมพันธ์กับการทำงาน
ของ C++ และ ภาษาโปรแกรม Objective C แต่มีการใช้งานที่ง่ายและปลอดภัย และเป็นรูปแบบ
ของการประมวลผลที่เป็นอิสระ จาวายังเป็นการออกแบบเฉพาะสำหรับการแสดงผลจริง การ
สื่อสารระหว่างกัน การปฏิบัติการบนเครือข่ายเว็บไซต์ ดังนั้นการปฏิบัติการจาวาเป็นการประกอบ
ขึ้นจากโปรแกรมเล็กๆ หลายโปรแกรมที่เรียกว่า Applets ซึ่งสามารถที่จะดำเนินงานบนเครื่อง
คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องและระบบปฏิบัติการในทุก ๆ ที่บนเครือข่าย
ความง่ายในการสร้าง Java Applets และการประกาศใช้ Applets ทั้งหมดจากเซิร์ฟเวอร์
เครือข่ายไปยังเครื่องลูกข่ายที่เป็นคอมพิวเตอร์ธรรมดาและเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เป็นเหตุผลสำคัญ
ที่ทำให้จาวานั้นได้รับความนิยม Applets สามารถเป็นโปรแกรมปฏิบัติการในวัตถุประสงค์เฉพาะ
หรือเป็นโมดูลเล็กๆ ของโปรแกรมปฏิบัติการขนาดใหญ่ Applets ยังสามารถปรับขนาดของ
เว็บไซต์ในเซิร์ฟเวอร์จนกว่าความต้องการของระบบเครื่องลูกข่ายและเป็นการทำงานอย่างง่าย ๆ
ในการกระจายการทำงานบนอินเทอร์เน็ต อินทราเน็ตและเอ็กซ์ทราเน็ต Applets เป็นรูปแบบการ
ทำงานที่เป็นอิสระ ซึ่งจะสามารถทำงานบน Windows, OS/2, UNIX และระบบ Macintosh โดยที่
ไม่ต้องมีการปรับให้เข้ากับระบบก่อน ดังนั้นจาวาจึงกลายเป็นภาษาโปรแกรมที่เป็นทางเลือกใหม่ที่
เป็นภาษา Microsoft's Active X สำหรับการจัดการที่เป็นความตั้งใจในความสามารถของธุรกิจที่
สำคัญของอินเทอร์เน็ตซึ่งสามารถทำงานได้ดีเท่ากับการทำงานของอินทราเน็ตและเอ็กซ์ทราเน็ต
แม้ว่าการใช้งานจาวาในช่วงแรกจะจำกัดอยู่กับ World Wide Web (WWW) และ Internet
แต่ในปัจจุบันได้มีการนำจาวาไปประยุกต์ใช้กับงานด้านซอฟต์แวร์ต่างๆ อย่างมากมาย ตั้งแต่
ซอฟต์แวร์อรรถประโยชน์ (Utility) ไปจนกระทั่งซอฟต์แวร์ขนาดใหญ่ เช่น โปรแกรมชุดจาก
บริษัท Corel ซึ่งประกอบด้วยโปรแกรมหลักๆ คือ โปรแกรม Word Processing, Spreadsheet และ
Presentation ที่เขียนขึ้นด้วยจาวาทั้งหมด
จาวายังสามารถนำไปใช้เป็นภาษาสำหรับอุปกรณ์แบบฝังต่างๆ เช่น โทรศัพท์ และ
อุปกรณ์ขนาดมือถือแบบต่างๆ เป็นต้น รวมทั้งยังได้รับความนิยมนำไปใช้กับอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับ
เข้าสู่อินเตอร์เน็ตโดยไม่ต้องใช้คอมพิวเตอร์ นอกจากนี้แล้ว จาวายังเป็นภาษาที่ถูกใช้งานใน
คอมพิวเตอร์แบบเอ็นซี (NC) ซึ่งเป็นคอมพิวเตอร์แบบใหม่ล่าสุด ที่เน้นการทำงานเป็นเครือข่าย
ข้อดีและข้อเสียของภาษา Java
โปรแกรมที่เขียนขึ้นโดยภาษาจาวา สามารถทำงานได้โดยไม่ยึดติดกับ Platform ใดๆ ของ
ระบบคอมพิวเตอร์ คุณสมบัติดังกล่าวทำให้มีความสะดวกเป็นอย่างมากในการใช้งาน นอกจากนั้น
โปรแกรมที่เขียนขึ้นยังมีขนาดเล็กทำให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับอุปกรณ์อื่นๆ เช่น
โทรศัพท์มือถือ เป็นต้น ส่วนข้อเสียของภาษาจาวาก็คือถึงแม้ว่าการทำงานของโปรแกรมที่เขียนขึ้น
ด้วยภาษาจาวานั้นจะสามารถใช้ได้กับทุกระบบปฏิบัติการ แต่เนื่องจากมีการทำงานแบบ
Client/Server ดังนั้นการเรียกใช้งานจากคนละระบบปฏิบัติการจะค่อนข้างช้ากว่าการเรียกใช้งาน
จากระบบปฏิบัติการแบบเดียวกัน
ภาษา HTML
HTML หรือ HyperText Markup Language เป็นภาษาคอมพิวเตอร์รูปแบบหนึ่ง ที่มีลักษณะเป็นภาษาในเชิง การบรรยายเอกสารไฮเปอร์มีเดีย (Hypermedia Document Description Language) เพื่อนำเสนอเอกสารนั้น เผยแพร่ในระบบเครือข่ายใยแมงมุม WWW (World Wide Web) มีโครงสร้างการเขียน ที่อาศัยตัวกำกับ เรียกว่า แท็ก (Tag) ควบคุมการแสดงผลของข้อความ, รูปภาพ หรือวัตถุอื่นๆ ผ่านโปรแกรมเบราเซอร์ (Browser)
Tag
Tag เป็นลักษณะเฉพาะของภาษา HTML ใช้ในการระบุรูปแบบคำสั่ง หรือการลงรหัสคำสั่ง HTML ภายในเครื่องหมาย less-than bracket ( < ) และ greater-than bracket ( > ) โดยที่ Tag HTML แบ่งได้ 2 ลักษณะ คือ
- Tagเดี่ยว เป็น Tag ที่ไม่ต้องมีการปิดรหัส เช่น <P>, <HR> เป็นต้น
-
Tagเปิด/ปิด เป็น Tag ที่ประกอบด้วย Tag เปิด และ Tag ปิด โดย Tag ปิด
จะมีเครื่องหมาย slash (/) นำหน้าคำสั่งใน Tag นั้นๆ เช่น <B>…</B>,<P>…</P> เป็นต้น
Attributes
Attributes เป็นส่วนขยายความสามารถของ Tag จะต้องใส่ภายในเครื่องหมาย < > ในส่วน
Tag เปิดเท่านั้น Tag คำสั่ง HTML แต่ละคำสั่ง จะมี Attribute แตกต่างกันไป และมีจำนวนไม่
เท่ากัน การระบุ Attribute มากกว่า 1 Attribute ให้ใช้ช่องว่างเป็นตัวคั่น เช่น Tag ควบคุมเกี่ยวกับ
รูปภาพ <IMG> มี Attributes ดังนี้
<IMG SRC=”filename” WIDTH=”n” HEIGHT=”n” ALT=”text” BORDER=”n”>
โดย SRC เป็น Attribute ควบคุมชื่อไฟล์ภาพที่จะนำมาแสดงผล
WIDTH เป็น Attribute ควบคุมความกว้างของภาพ
HEIGHT เป็น Attribute ควบคุมความสูงของภาพ
ALT เป็น Attribute ควบคุมคำอธิบายภาพ
BORDER เป็น Attribute ควบคุมขนาดของเส้นขอบของภาพ
ไฟล์เอกสาร HTML เป็นไฟล์ข้อความรูปแบบหนึ่ง (Text File) ที่เก็บชุดคำสั่ง HTML
ดังนั้นการสร้างเอกสาร HTML จึงสามารถใช้ Text Editor ตัวใดก็ได้ เช่น NotePad หรือ WordPadThai
โครงสร้างเอกสาร HTML
ไฟล์เอกสาร HTML ประกอบด้วยส่วนประกอบสองส่วนคือ Head กับ Body โดยสามารถเปรียบเทียบได้ง่ายๆ ก็คือ ส่วน Head จะคล้ายกับส่วนที่เป็น Header ของหน้าเอกสารทั่วไป หรือบรรทัด Title ของหน้าต่างการทำงานในระบบ Windows สำหรับส่วน Body จะเป็นส่วนเนื้อหาของเอกสารนั้นๆ โดยทั้งสองส่วนจะอยู่ภายใน Tag <HTML>…</HTML>
ภาษา PHP
PHP ย่อมาจาก '' Hypertext Preprocessor '' เป็นภาษา Server-Side Script อีกภาษาหนึ่ง
เช่นเดียวกันกับ ASP ที่มีการทำงานที่เครื่องคอมพิวเตอร์ฝั่ง Server ซึ่งรูปแบบในการเขียนคำสั่ง
การทำงานนั้นจะมีลักษณะคล้ายกับภาษา Perl หรือภาษา C และสามารถใช้ร่วมงานกันกับ ภาษา
HTML ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
หมายเหตุ
ในการสร้างเว็บจะใช้ Script อยู่ 2 รูปแบบคือ
Server-Side Script
เป็นลักษณะการทำงานบนเครื่อง Server และแปลออกมาเป็นภาษา HTML เช่น ASP, CGI
Client-Side Script
เป็นลักษณะการทำงานบนเครื่อง Client (เครื่องผู้ใช้) เช่น JavaScript, VBScript
PHP สามารถทำอะไรได้บ้าง
ความสามารถของ PHP นั้นสามารถที่จะทำงานเกี่ยวกับ Dynamic Web ได้ทุกรูปแบบ
เหมือนกับ CGI หรือ ASP ไม่ว่าจะเป็นการจัดการดูแลระบบฐานข้อมูล ระบบรักษาความปลอดภัย
การรับ – ส่ง Cookies โดยที่ PHP นั้นสามารถที่จะติดต่อกับโปรแกรมจัดการฐานข้อมูลที่มีอยู่
มากมาย ดังนี้
Adabas D InterBase Solid Microsoft Access
DBase mSQL Sybase
Empress MySQL Velocis
FilePro Oracle Unix dbm
Informin PostgreSQL MS SQL Server
แต่ความสามารถที่พิเศษกว่านี้ก็คือ PHP สามารถที่จะติดต่อกับบริการต่างๆผ่านทาง
โพรโตคอล (Protocol) เช่น IMAP, SNMP, NNTP, POP3, HTTP และยังสามารถติดต่อกับ Socket
ได้อีกด้วย
ประวัติความเป็นมาของ PHP (History of PHP)
PHP นั้นถูกคิดค้นขึ้นมาในปี 1994 โดย Rasmus Lerdorf แต่เป็นเวอร์ชั่นที่ไม่เป็นทางการหรือรุ่นทดลองนั่นเอง ซึ่งเวอร์ชั่นนี้ได้มีการทดสอบกับเครื่องของเขาเอง โดยใช้ตรวจสอบติดตาม
เก็บสถิติข้อมูล ผู้ที่เข้าเยี่ยมชมประวัติส่วนตัวบนเว็บเพจของเขาเท่านั้น
ต่อมา PHP เวอร์ชั่นแรกได้ถูกพัฒนาและเผยแพร่ให้กับผ็อื่นที่ต้องการใช้ศึกษาในปี 1995 ซึ่งถูกเรียกว่า'' Hypertext Preprocessor '' ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า PHP นั่นเอง ซึ่งในระยะเวลานั้น PHP ยังไม่มีความสามารถอะไรที่โดดเด่นมากมาย จนกระทั่งเมื่อประมาณกลางปี 1995 Rasums ได้คิดค้นและพัฒนาให้ PHP/PI หรือ PHP เวอร์ชั่น 2 ให้มีความสามารถจัดการเกี่ยวกับแบบฟอร์มข้อมูลที่ถูกสร้างมาจากภาษา HTML และสนับสนุนการติดต่อกับโปรแกรมจัดการฐานข้อมูล mSQL จึงทำให้ PHP เริ่มถูฏใช้มากขึ้นอย่างรวดเร็ว และเริ่มมีผู้สนับสนุนการใช้งาน PHP มากขึ้น โดยในปลายปี 1996 PHP ถูกนำไปใช้ประมาณ 15,000 เว็บทั่วโลก และเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ
นอกจากนี้ในราวกลางปี 1997 PHP ได้มีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาจากเจ้าของเดิมคือนาย Rasums ที่พัฒนาอยู่เพียงผู้เดียว มาเป็นทีมงาน โดยมีนาย Zeev Suraski และ Adni Gutmans ทำการวิเคราะห์พื้นฐานของ PHP/FI และได้นำโค้ดมาพัฒนาให้เป็น PHP เวอร์ชั่น 3 ซึ่งมีความสามารถที่มีความสมบูรณ์มากขึ้น
ในราวกลางปี 1999 PHP เวอร์ชั่น 3 ได้ถูกพัฒนาจนสามารถทำงานร่วมกับ C2’z
StrongHold Web Server และ Red Hat Linux ได้
ทำไมถึงต้องเลือก PHP
จากที่กล่าวไปข้างต้นแล้วว่า PHP ก็เป็นภาษา Server-Side Script อีกภาษาหนึ่งเช่นเดียวกัน
กับ ASP แต่คุณสมบัติที่มากกว่าก็คือ
1. PHP นั้นสามารถรันบนระบบปฏิบัติการได้มากมายเช่น Windows, Unix, Linux และอื่นๆ
2. PHP นั้นรองรับกับการใช้งาน โปรแกรม Server จำลองมากมายเช่น Apache, IIS และอื่นๆ
3. PHP นั้นเป็นของฟรีที่สามารถไปหา Download มาใช้งานได้ฟรีโดยไม่ต่องเสีย
ค่าลิขสิทธิ์เหมือน ASP ที่เว็บอย่างเป็นทางการของ PHP ที่ http://www.php.net/
แล้วจะเริ่มใช้งาน PHP ได้ยังไง
1. ทำการติดตั้งตัวแปรภาษา PHP ที่ได้ Download มา
2. ทำการติดตั้งโปรแกรม Server จำลองบนเครื่องของคุณเพื่อรันภาษา PHP
3. ทำการติดตั้งโปรแกรมจักการฐานข้อมูล MySQL ลงในเครื่องของคุณ
จากที่กล่าวไปข้างต้นว่า PHP นั้นรองกับโปรแกรมการจัดการฐานข้อมูลหลายโปรแกรมแต่
เนื่องจากโปรแกรมที่นิยนใช้มากที่สุดคือ MySQL ดังนั้นผมจึงจะสอนการใช้งาน PHP กับ MySQL
และ Access เท่านั้น ซึ่งทำไมต้อง MySQL สามารถดูรายละเอียดได้ในส่วนของ PHP + MySQL
ภาษาซี (C Programming Language)
ภาษาซีเกิดขึ้นในปี ค.ศ.1972 โดย Dennis Ritchie แห่ง Bell Labs โดยได้รับการสนับสนุน
จาก บริษัทเอทีแอนด์ที (AT&T) ซึ่งในช่วงแรกนั้นภาษาซีถูกออกแบบให้ใช้เป็นภาษาการเขียน
โปรแกรมในระบบ UNIX และเริ่มมีคนสนใจมากขึ้นในปี ค.ศ.1978 จนได้รับความนิยมอย่างสูงใน
ปัจจุบัน โดยภาษาซีนั้นสามารถจะปรับใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์รูปแบบต่างๆได้ และมีลักษณะที่
น่าสนใจหลายอย่าง เช่น กำหนดชนิดข้อมูลได้หลายแบบ ทำงานในระบบเครื่องได้ สามารถใช้ตัวชี้
ตำแหน่ง(Pointer)ได้ มีวิธีดำเนินการและการคำนวณกับข้อมูลได้มากมายหลายแบบ
ภาษาซีนั้นจัดเป็นภาษาที่ใช้ในการเขียนโปรแกรมที่นิยมใช้งาน ซึ่งภาษาซีจัดเป็น
ภาษาระดับกลาง (Middle-Level Language) เหมาะกับการเขียนโปรแกรมแบบโครงสร้าง
(Structured Programming) โดยมีคุณสมบัติโดดเด่นอย่างหนึ่งคือ มีความยืดหยุ่นมาก กล่าวคือ
สามารถทำงานกับเครื่องมือต่างๆ สามารถปรับเปลี่ยนการเขียนโปรแกรมในรูปแบบต่างๆได้ เช่น
สามารถเขียนโปรแกรมที่มีความยาวหลายบรรทัดให้เหลือความยาว 2-3 บรรทัดได้ โดยมีการผล
การทำงานที่เหมือนเดิม
โครงสร้างการทำงานของภาษาซี
ภาษาซีจะมีการทำงานแบบโปรแกรมเชิงโครงสร้าง ซึ่งเป็นการสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงาน
เป็นลำดับของคำสั่ง โดยสามารถแบ่งโครงสร้างตามลักษณะหน้าที่การทำงานได้ 3 ส่วนหลักๆ คือ
ส่วนที่ 1 ประกาศค่าตัวแปร และ การกำหนดค่าให้กับตัวแปร (Declare)
ส่วนที่ 2 เพิ่มค่า และเก็บค่าไว้ในตัวแปร (Calculation)
ส่วนที่ 3 แสดงผลทางจอภาพ (Display) ซึ่งการทำงานของโปรแกรมแบบโครงสร้างนั้นสามารถเข้าใจได้ง่ายและแก้ไขได้สะดวก
ข้อดีของภาษาซี
เป็นภาษาที่เหมาะสมกับการนำไปใช้พัฒนาระบบงานเชิงคำนวณทั่วไป และมีคำสั่ง
ควบคุมการทำงานที่เข้าถึงอุปกรณ์ของคอมพิวเตอร์โดยตรง มีคำสั่งที่สามารถใช้งานเชื่อมโยงกับ
โปรแกรมแอสแซมบลีได้ จึงเป็นส่วนหนึ่งของประสิทธิภาพการทำงานของภาษาซี ให้สามารถ
ประมวลผลได้เร็ว เหมาะสำหรับผู้มีอาชีพผลิตซอฟท์แวร์สำเร็จรูป
ข้อด้อยของภาษาซี
มีคำสั่งบางคำสั่งที่คล้ายสัญลักษณ์ จึงยากในการจดจำ รวมทั้งมีรูปแบบการใช้งานคำสั่งที่มี
รายละเอียดปลีกย่อยของกฎเกณฑ์การใช้งานคำสั่งมาก จึงอาจไม่เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นเขียน
โปรแกรม
โปรแกรมที่ใช้ในการเขียนเว็บเพจ
วิชวลเบสิก (Visual Basic)
วิชวลเบสิกเป็นโปรแกรมที่ได้รับการพัฒนาจากบริษัท Microsoft ในปี ค.ศ.1991 เป็นภาษา
เบสิกของไมโครซอฟท์ที่ให้ผู้ใช้สร้างโปรแกรมด้วยการวาดส่วนโต้ตอบกับผู้ใช้บนจอภาพไว้ก่อน
แล้วจึงเขียนคำสั่งให้ส่วนต่างๆทำงานได้ สามารถใช้พัฒนาโปนแกรมเชิงวัตถุได้โดยง่าย ซึ่งได้รับ
ความนิยมอย่างมากในปัจจุบันและมีการพัฒนาจนถึงรุ่น .NET ที่ทำงานได้ดีในระบบปฏิบัติการ 64
บิต WindowsXP, Vista, Window7
จากคุณลักษณะต่างๆของ Visual Basic ทำให้ง่ายต่อการเรียนรู้อย่างมาก ซึ่งไม่เพียงแค่ทำ
ให้เขียนโปรแกรมได้รวดเร็วขึ้น แต่ยังทำให้ความยากลำบากในการเขียนโปรแกรมลดลงด้วย
EditPlus
EditPlus คือ โปรแกรมประเภท TextEditor ที่รันบนระบบปฎิบัติการ Windows 32-Bits
และโปรแกรมนี้เป็นโปรแกรมที่มีประสิทธิภาพเหนือกว่าโปรแกรม NotePad ที่ให้มากับโปรแกรม
Windows และโปรแกรมนี้สามารถ Edit ได้เช่น HTML, ASP, JavaScript , VBScript , Perl ,
Java , C/C++; , URL , E-Mail Address Highlighting , Activatingโปรแกรมนี้มี Feature ต่างๆที่
จะช่วยในการอำนวยความสะดวกต่อการ
โปรแกรม Editor สำหรับการเขียนหรือแก้ไข CGI สคริ