กิจกรรมบำบัดศึกษา - วิจัยและพัฒนา

บันทึกประสบการณ์ตอนที่ 3 เมื่อผมได้เป็นตัวแทนคนไทยเข้าร่วมประชุมสมาพันธ์โลกของนักกิจกรรมบำบัดครั้งที่ 15 ณ เมืองซันติอาโก ประเทศชิลี วันที่ 4-7 พ.ค. 53 ด้วยทุน WFOT Congress Delegate Grants Award ทุนบัณฑิตวิทยาลัย ม.มหิดล และทุนพัฒนาอาจารย์ประจำคณะกายภาพบำบัด ม.มหิดล

ผมได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้ข้อมูลการวิจัยและพัฒนาระบบคุณภาพการศึกษาทางวิชาชีพกิจกรรมบำบัดตามหัวข้อเรื่องดังนี้

  • Reasoning in occupational therapy practice
  • New trends in occupational therapy practice
  • Educational programmes and plans for the training of occupational therapists
  • Training of occupational therapists and student participation

ผมขอสรุปประเด็นที่เข้าร่วมประชุมด้านกิจกรรมบำบัดศึกษาตามหัวเรื่องต่างๆ ข้างต้นดังนี้

  • Training in use of self สามารถนำมาสอนใน field work และหลายวิชาที่ไม่ถือเป็นวิชาชีพกิจกรรมบำบัด ในระดับปริญญาตรีถึง 72% และระดับปริญญาโทถึง 25% ได้แก่ การพัฒนาแนวคิดของสัมพันธภาพระหว่างผู้บำบัดและผู้รับการบำบัด การฝึกองค์ประกอบของการสื่อความหมายโดยวาจาและท่าทาง (เน้นการสัมผัส, การแสดงความจริงใจ, การทำกิจกรรมเฉพาะเจาะจง และการสร้างแรงบันดาลใจและความเข้าใจแก่ผู้รับการบำบัด) และการทำรายงานจากการสัมภาษณ์ 30-45 นาทีต่อคน (พร้อมบันทึกวีดิทัศน์ + วิเคราะห์เนื้อหาที่สะท้อนจากนักศึกษา + การสังเกตและแสดงความคิดเห็นจากเพื่อน + การสำรวจแบบออนไลน์ + ความเข้าใจเหตุผลทางคลินิก)
  • การวิจัยทางการศึกษาทั้งเชิงคุณภาพและปริมาณขณะที่นักศึกษาแสดงเหตุผลทางคลินิก (Clinical Reasoning, CR) เริ่มจากหนึ่งแบบแล้วค่อยๆ ประสมประสานในชั้นเรียนสุดท้าย พร้อมกระตุ้นให้นักศึกษาสื่อสารและแสดงความคิดเห็นด้วยจนเองออกมา (โดยอย่าคาดหวังคะแนน) เริ่มตั้งแต่ conditional, interactive, procedural, pragmatic, narrative โดยตั้งคำถามว่า Which type of CR that the student feel confident to use? จากนั้นให้อาสาสมัครสัมภาษณ์ CR ขณะนักศึกษาฝึกปฏิบัติงานทางคลินิกและใช้กรณีศึกษาสมมติจาก 5 อาจารย์ฝึกปฏิบัติงานทางคลินิก แล้วค่อยๆ รวบรวมข้อมูลแบบ Card เพื่อแสดงเป็นตัวอย่างที่นำไปปฏิบัติได้อย่างชัดเจน โดยจัดให้นักศึกษาเรียนรู้ CR ประมาณ 2 สัปดาห์ในชั้นเรียนปกติชั้นปีที่ 4 และตลอด 5 สัปดาห์ของการฝึกงาน (มี Online discussion, 1st fieldwork placement, self-directed study) นั่นคือ CR ไม่สามารถสังเกตได้ชัดเจน เพราะนักศึกษาอธิบายไม่ได้เนื่องจากอ่อนประสบการณ์และขาดความสามารถในการเชื่อมโยงเหตุผลที่ซับซ้อน (student reasoning ไม่เท่ากับ OT reasoning)
  • ในการเรียนรู้แต่ละวิชา อาจารย์ควรเปิดโอกาสให้นักศึกษา self-reflection ว่า ได้เรียนรู้ตามวัตถุประสงค์อะไรบ้าง และเปิดรูปแบบการเรียนรู้ในวันที่สองของการเรียนในชั้นปีที่ 1 โดยหลักการ Problem based learning, PBL ที่มีการปรับใช้ร่วมกับหลายๆเทคนิคได้แก่ Qualitative evaluation, four focus groups, interview transcription, evalation of students' identified learning needs or attitudes - valuing the best of what is and dialoguing what should be), PBL visual trigger given in the first week, appreciative inquiry (AI) - works from visions of the possible and affirmative action, rather than problem solving (look at a situation with appreciative eye rather that analytical view) ...ศึกษาเพิ่มเติมใน Robert, GW. (2010) J Applied Research in Higher Education
  • ความรู้ของการใช้ Outcome measurement ในกิจกรรมบำบัดศึกษาก็มีความสำคัญอย่างมาก ซึ่งจำเป็นต้องเรียนรู้แบบ PBL + Readiness to Change (workshop + e-PBL online learning) ในกลุ่มเล็กๆ และมีเนื้อหารวม 5 Modules ซึ่งแยกเป็นปัญหาทางคลินิกและใช้เวลา 6 สัปดาห์ รวมทั้งสอบถามความเชื่อมั่นจาก 1-7 ก่อนและหลังเข้าเรียน อาจารย์ต้องกระตุ้นให้เกิดสิ่งแวดล้อมแบบ Online มิฉะนั้นจะมีผู้ตอบน้อย อาจใช้กลยุทธ์แต้มสะสมวิชาการและประเมินความเข้าใจของชุมชนผู้เรียนรู้ต่อการใช้ e-learning
  • บางครั้งการสังเกตวิธีการสอนและบันทึกเหตุผลทางคลินิกโดยใช้รูปภาพวาดหรือแผนภาพที่เป็นลำดับขั้นก็น่าสนใจ ซึ่งเรียกว่า schema/plan & metacognitive training on practice เช่น What was seen? What does it mean? What else? How will you make a difference in this client's life? How will you measure it? Why are you doing that? What worked? Have you made a difference in this client's life? แล้วตอบแบบภาพวาดหรือแผนภาพที่แสดง Mindfulness in practice ทั้งนี้ลองประเมินแผนภาพความคิดที่ค่อยๆพัฒนาขึ้นพร้อมๆกับการปรับกิจกรรมบำบัดในช่วงเวลาฝึกปฏิบัติงานทางคลินิก
  • ลำดับของการพัฒนา CR ได้แก่ Teach (schema caseload) + Scaffold (competence & metacognition) + Encourage (student considern more than client) + Direct (student to resource) + Think (about student's learning) + Evoke (mindfulness in practice)

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน กิจกรรมบำบัดชีวิต



ความเห็น (2)

เขียนเมื่อ 

เป็นข้อมูลที่มีประโยชน์มากครับ

เขตอีสานาตอนบน ๖ จังกวัด คือ เลย หนองบัวลำภู อุดรธานี หนองคาย สกลนคร นครพนม มีคนพิการที่ลงทะเบียนคนพิการไว้ ประมาณ ห้าหมื่นคน จากประชากรราวๆ ห้าล้านคน ผมคิดว่า ยังไม่ครบถ้วน และ คนลงทะเบียนไว้ เราก็ยังดูแลหรือช่วยให้เขาพึ่งตนเองได้ไม่มากนัก อาจารย์ มีคำแนะนำเรื่องการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนเหล่านี้อย่างไรครับ

เรียน ผอ.ปรีดา ที่นับถือ

ผมแนะนำหลักการของ Community Based Rehabilitation กับ Social Participation (WHO-ICF) ทั้งนี้คงต้องหาหน่วยพัฒนาชุมชนของเขตอีสานหรือกลุ่มทีมงานประจำชุมชนของผู้พิการที่ลงทะเบียนไว้ เพื่อมาระดมความคิดว่า คนพิการจำนวนห้าหมื่นคนนี้มีความต้องการอะไรเป็นสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิต จากนั้นคงต้องจัดทีมบุคลากรทางการแพทย์และสังคมที่มีความเข้าใจในการคัดกรองสมรรถภาพทางร่างกาย ทางจิตสังคม ช่วงวัยที่มีความต้องการฟื้นฟูทางการแพทย์หรือทางการศึกษาพิเศษ และองค์ประกอบใดในการพัฒนาทักษะชีวิตในชุมชน โดยเข้าไปเยี่ยมบ้านและออกแบบโปรแกรมทักษะชีวิตพื้นฐาน (รายละเอียดผมคงต้องเรียบเรียงให้ภายหลัง หากท่าน ผอ. สนใจ ครับ)

บุคลากรข้างต้น ได้แก่ แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว/ฟื้นฟูชุมชน นักกิจกรรมบำบัดชุมชน นักกายภาพบำบัดชุมชน นักจิตวิทยาชุมชน นักสังคมสงเคราะห์ ครูการศึกษา ครอบครัวหรือญาติผู้พิการ ตัวผู้พิการเอง และผู้บริหารท้องถิ่นหรือหน่วยงาน สปสช

ที่สำคัญการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่สมาพันธ์โลกของนักกิจกรรมบำบัดและองค์การอนามัยโลกได้ร่วมมือพัฒนาชุมชนด้อยโอกาสมากว่า 50 ปี คือ สิทธิมนุษยชนของคนพิการในการมีความเป็นอยู่ที่ดีและมีอาชีพ และการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ การศึกษา และการมีส่วนร่วมทางสังคมในฐานะพลเมืองดี โดยหลักการแล้ว การสร้างทีมงานสำคัญมากในแต่ละชุมชนและต้องค่อยๆ พัฒนาระบบอย่างค่อยเป็นค่อยไป ปรับจากการพัฒนาชุมชนเดิมในเชิงคุณภาพและการทำงานเป็นทีม

ผมหวังว่าคงเป็นประโยชน์และหากต้องการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพิ่มเติม ผมยินดีตอบทาง [email protected] หรือมือถือ 085-224-0707 ครับ