ตามที่ทางมีคำสั่งให้จังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ รวมทั้งจังหวัดน่าน เป็นจังหวัดฉุกเฉินนั้น ได้พบข้อความในหนังสือพิมพ์ ผมเองรับกับคำสั่งไม่ได้สักเท่าไหร่เพราะเห็นจังหวัดน่านเราอยู่กันดี ๆ ได้อ่านดูมีเชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง น่าน โดยทาง นสพ.พิมพ์พาดหัวข่าวหน้า ๑ ว่า ประกาศภาวะฉุกเฉินเพิ่ม ๑๗ จว.ถิ่น "นปช"
ผมเองรับกับคำสั่งตามกฎหมายได้ เพราะคำสั่งมุ่มหมายเพื่อให้เจ้าหน้าที่มีอำนาจป้องกันไม่ให้มีความเคลื่อนไหวกลุ่มมวลชน แต่ผมรับไม่ได้ที่ นสพ.บอกว่าเป็นถิ่น นปช.เพราะโดยนิสัยชาวจังหวัดน่านเป็นคนบ้านไกล มีหลากหลายชนเผ่าพันธุ์ ที่สำคัญเป็นคนรักสงบ การเหมาเอาว่าเป็นถิ่น นปช.ที่ทางหนังสือพิมพ์แจ้งจึงต้องขอโต้แย้งไว้ว่า เอาอะไรมาเป็นข้อกำหนด
หากเอาเกณฑ์ว่า สส.น่าน ๓ คนอยู่พรรคการเมืองที่ชื่อว่า พรรคเพื่อไทย นั้นไม่ขอโต้แย้งเพราะเป็นความจริง แต่อดีต สส.น่านอยู่พรรคอื่น ๆ ก็มีและที่นักการเมืองที่หาเสียงอยู่ขณะนี้อยู่พรรคร่วมรัฐบาลก็มี การที่สื่อมวลชนไปแจ้งว่า ๑๗ จว.เป็นถิ่น นปช.นั้นเนื้อข่าว ๑ ใน ๑๗ จว.มีชื่อ จังหวัดน่านปรากฏอยู่ ผมไม่ยอมรับการพาดหัวข่าวหน้า ๑ ของ นสพ.มติชนรายวันเสาร์ ที่ ๑๕ พ.ค.๒๕๕๓ ปีที่ ๓๓ ฉบับที่ ๑๑๗๕๓ เพราะผมและอีกหลายคนไม่ได้เป็นตามที่หนังสือพิมพ์พาดหัวข้อข่าว จึงขอแจ้งความชัดเจน พวกเราให้เคารพสิทธิเสรีภาพกันและกันเป็นญาติพี่น้องกัน พูดจากันดี ๆ ได้ ให้เคารพกฎหมายรัฐธรรมนูญ ที่ให้ความเสมอภาค ความเคารพสิทธิ เสรีภาพในทางการเมืองของทุกคน เท่าที่ติดตามเห็นว่าชาวน่านส่วนใหญ่ไม่นิยมความรุนแรงครับ
สำหรับเหตุการณ์ปั่นป่วนที่กรุงเทพฯ เกิดจากความอยาก ความมันส์โดยไม่คำนึงถึงภาพรวมประเทศ ใช้พรสรรค์ไปส่งเสริมความรุนแรง ฯลฯ ส่วนที่จังหวัดน่าน แตกต่างจากจังหวัดอุดรธาธี หรือเชียงใหม่ เชียงราย จึงไม่อยากให้ นสพ.พาดหัวหรือสื่อมวลชนไปสื่อสารให้เกิดการแบ่งแยกกันในชาติ ไม่ก่อให้เกิดผลดีเลย
http://region3.prd.go.th/ct/news/viewnews.php?ID=100514144423
http://region3.prd.go.th/ct/news/viewnews.php?ID=100514154837
http://region3.prd.go.th/ct/news/viewnews.php?ID=100514181604
มติ ครม.๑๑ พ.ค.๒๕๕๓ สำเนามาแบ่งปันไว้ที่นี่ ดังนี้
15. เรื่อง ขออนุมัติเงินงบกลางเพื่อดำเนินกระบวนการขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมระดมความคิด แก้ไข ปัญหาโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมเพื่อสร้างความปรองดองแห่งชาติ
คณะรัฐมนตรีเห็นชอบและอนุมัติตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอ ทั้ง 2 ข้อ ดังนี้
1. เห็นชอบให้ มูลนิธิพัฒนาไท เป็นแกนกลางในการจัดให้มีเวทีสาธารณะในระดับต่างๆ ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง และเห็นชอบกับแผนการดำเนินกระบวนการขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมระดมความคิดจากทุกภาคส่วนในทุกระดับ เพื่อให้เป็นไปตามแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคม – กันยายน 2553
2. อนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 งบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณี ฉุกเฉินหรือจำเป็น เป็นงบอุดหนุนทั่วไปให้กับมูลนิธิพัฒนาไท เป็นค่าใช้จ่ายในการขับเคลื่อนการรับฟังความคิดเห็น (ค่าจัดประชุม ค่าอาหาร ที่พัก พาหนะ ค่าตอบแทน วิทยากร ค่าเอกสารและวัสดุอุปกรณ์) กรอบวงเงินรวม 10,000,000 บาท โดยให้ทำความตกลงในรายละเอียดกับสำนักงบประมาณ และกรมบัญชีกลางต่อไป
เรื่องเดิม
1. สืบเนื่องจากที่ นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศเชิญชวนให้ทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมกันขับเคลื่อนแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติและกำหนดกลไกการทำงาน เพื่อนำไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำด้านเศรษฐกิจและสังคม นั้น
2. ต่อมา ได้มีการประชุมหารือร่วมระหว่างที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี คุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ และ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน กับสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริม สุขภาพ (สสส.) สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และมูลนิธิพัฒนาไท (มพท.) เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 ณ ห้องประชุมสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ โดยมีข้อสรุปผลการหารือ ดังนี้
1) เห็นควรจัดให้มีกระบวนการขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมระดมความคิด ในรูปแบบเวทีรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน ทั้งในระดับประเทศ ระดับพื้นที่ในทุกภาค และลงลึกในเชิงประเด็นที่แตกต่างกันในระดับจังหวัด รวมทั้งเวทีเฉพาะกลุ่ม เฉพาะประเด็นควบคู่ไปด้วย เพื่อนำผลจากเวทีทุกระดับมาประมวลสังเคราะห์ในประเด็นการแก้ไขปัญหาโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคม ที่สอดรับกับแนวทางการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมทางสังคม
2) ที่ประชุมเห็นร่วมกันให้มูลนิธิพัฒนาไท ซึ่งเป็นองค์กรที่มีวัตถุประสงค์และภารกิจสนับสนุนการพัฒนาคน ชุมชนและสังคมอย่างเป็นองค์รวมบูรณาการ การสร้างองค์ความรู้ในการพัฒนาประเทศ และการพัฒนาประชาสังคมโดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วม ทำหน้าที่เป็นแกนกลางร่วมกับ สศช. สช. และสสส. ในการจัดกระบวนการขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมระดมความคิดในทุกระดับ
โดยที่ การดำเนินกระบวนการขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมระดมความคิดดังกล่าวมูลนิธิพัฒนาไทย และ สศช. ในฐานะที่ต้องทำหน้าที่เป็นแกนกลางจัดให้มีเวทีสาธารณะอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง จะต้องจัดเตรียมการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบการระดมความคิด และประสานอำนวยความสะดวกในการจัดเวทีทั้งในส่วนกลางและในพื้นที่ทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ตลอดจนสังเคราะห์กลไกและการวางแนวทางมาตรการแก้ไขปัญหาในประเด็นต่าง ๆ ที่สอดรับตามยุทธศาสตร์แนวทางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 ที่กำลังขับเคลื่อนดำเนินการ ซึ่งจะทำให้เกิดความชัดเจนใน แนวทางการแก้ปัญหาการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรม และเกิดรูปธรรมของการสร้างความปรองดอง แห่งชาติตามแนวนโยบายเร่งด่วนที่รัฐบาลสนับสนุนให้ผนึกพลังร่วมจากทุกภาคส่วนร่วมดำเนินการ ทั้งนี้ การดำเนินการ ขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมระดมความคิดดังกล่าว มีความจำเป็นต้องขอรับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายเพื่อการดำเนินกระบวนการ ดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง
สาระสำคัญแผนการดำเนินงาน
1. กรอบแผนการดำเนินกระบวนการขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมระดมความคิดจากทุกภาคส่วนในทุกระดับ ครอบคลุม
1) ขอบข่ายภารกิจการทำงานใน 2 ระดับ ได้แก่ ระดับประเทศ เป็นการบูรณาการในการวางกรอบการปฏิรูปประเทศไทยเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจและทางสังคม โดยผนึกพลังร่วมจากทุกเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ร่วมวางเป้าหมายและแนวทางดำเนินการเพื่อบรรลุเป้าหมายในภาพรวม ส่วนระดับพื้นที่ภาค จังหวัด และชุมชน เป็นการร่วมกันค้นหาปัญหา อุปสรรค ที่เจาะลงลึกในเชิงประเด็นเฉพาะเรื่อง เฉพาะกลุ่ม ซึ่งจะแตกต่างกันไปในแต่ละภาค แต่ละจังหวัด ส่งผลให้การวางแนวทางการแก้ไขปัญหาเฉพาะเรื่อง เฉพาะด้าน มีความชัดเจน ตอบสนองการแก้ไขปัญหาและความต้องการของคนในพื้นที่ชุมชนได้อย่างแท้จริง
2) รูปแบบกิจกรรม ดำเนินการโดยใช้วิธีการวิเคราะห์สังเคราะห์ข้อมูล และการจัดให้มีการระดมความคิดในรูปแบบเวทีประชุมสัมมนาทั้งในระดับประเทศ ประมาณ 2 ครั้ง ระดับภาคทุกภาคทั่วประเทศ ภาคละ 1-2 ครั้ง และเวทีสาธารณะระดับจังหวัด ระดับชุมชน ตามประเด็นเฉพาะเรื่อง เฉพาะกลุ่มที่สำคัญตามความจำเป็น โดยมี มูลนิธิพัฒนาไท เป็นแกนกลางในการจัดเวทีร่วมกับ สศช. สช. สสส. และเครือข่ายภาคีที่เกี่ยวข้อง
2. ระยะเวลาดำเนินการ เริ่มดำเนินการตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคม 2553 เป็นต้นไปจนถึงเดือนกันยายน 2553
อาจจะมาตอบคำถามของพี่ธนูช้าไปครับ สำหรับผมที่เป็นผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์มติชนน่าน การที่หนังสือพิมพ์มติชนพาดหัวหน้า 1 ว่า "ประกาศภาวะฉุกเฉินเพิ่ม ๑๗ จว.ถิ่น "นปช"" ก็เพราะเนื้อหาของการประกาศภาวะฉุกเฉินนั้นรวมถึงกลุ่มที่มีสมาชิก นปช. อยู่ด้วย ไม่อยากใหโทษสื่อนะครับ ต้องไปดูที่เนื้อหาของการประกาศภาวะฉุกเฉินที่น่านเพราะอะไร ไม่อยากพาดพิงหนังสือพิมพ์อื่นๆบางฉบับที่พาดหัวถึงจ.น่านรุนแรงกว่านี้ ผมก็เป็นคนหนึ่งที่ยอมรับไม่ได้ สื่อทำหน้าที่รอบด้าน ถูกใจบ้าง ไม่ถูกใจบ้าง อย่างเช่นการเสนอข่าวเพื่อให้เห็นใจพ่อค้า-แม่ค้า ที่เดือดร้อนจากการประกาศเคอร์ฟิว อันนี้ถ้าเป็นผู้ที่เข้าใจวิถีชีวิตที่รักสงบ ทำมาหากินอย่างสุจริต ก็ต้องเข้าใจนะครับ การที่ยอมรับประกาศภาวะฉุกเฉินเพราะประเมินสถานการณ์เป็นเขตเคลื่อนไหวของ นปช. ก็ไม่แตกต่างกับประกาศเคอร์ฟิวในทำนองเดียวกันนั่นแหละครับ นานาจิตตัง