ในการเลือกบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและ Functional food ขึ้นอยู่กับหลายๆ ปัจจัยซึ่งแตกต่างไปแต่ละบุคคล

การดำเนินชีวิตของคนที่เปลี่ยนแปลงเนื่องจากสภาพสังคมและเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป ทำให้คนเราทำงานมากขึ้น เครียดมากขึ้น แต่กลับพักผ่อนน้อยลง ส่งผลให้เกิดกระแสใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้นในทุกเพศทุกวัย ทางออกหนึ่งของการดูแลสุขภาพ คือ การบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (Dietary Supplement) ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้สุขภาพดี แข็งแรงขึ้น หรือชะลอความเสื่อมของร่างกายจนถึงรักษาอาการผิดปกติได้เลยก็มี ถึงแม้ว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจะมีราคาค่อนข้างสูง แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังนิยมบริโภค ในประเทศที่พัฒนาแล้วประชากรมีแนวโน้มบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพิ่มมากขึ้นทุกปี โดยมีรายงานจาก The Council for Responsible Nutrition (CRN) พบว่าคนสหรัฐอเมริกามีการบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมากถึง 65 % ของประชากรทั้งหมด และเพิ่มขึ้นจากปี 2008 ประมาณ 1 % ถึงแม้ว่าช่วงนั้นจะมีวิกฤตเศรษฐกิจก็ตาม

  

 

        

        

 

        ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 หมายถึง ผลิตภัณฑ์ที่ใช้รับประทานโดยตรงนอกเหนือจากการรับประทานอาหารตามปกติ ซึ่งมักอยู่ในรูปลักษณะเป็นเม็ด แคปซูล ผง เกล็ด ของเหลว หรือลักษณะอื่นๆ โดยมีจุดมุ่งหมายสำหรับบุคคลทั่วไปที่มีสุขภาพปกติ แต่มิใช่สำหรับผู้ป่วย โดยนักวิชาการได้ให้คำจำกัดความของอาหารหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ทำหน้าที่พิเศษในการส่งเสริมสุขภาพ ป้องกัน และรักษาโรคไว้ ดังนี้

 

        1.Functional Foods  :  อาหารที่ทำหน้าที่อื่นให้กับร่างกายนอกเหนือไปจากหน้าที่ปกติที่ทำประจำอยู่เดิมในการให้สารอาหารที่จำเป็น โดยหน้าที่พิเศษมีดังนี้

        -  ส่งเสริมระบบป้องกันตนเองของร่างกาย (Bio-Defensiveness)

        - ส่งเสริมและควบคุมให้ระบบการทำงานของร่างกายสามารถทำงานได้อย่างสม่ำเสมอ (Rhythm of physical condition)

        - ป้องกันหรือชะลอความเสื่อมของเซลล์ในอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย

        - ป้องกันโรคที่เกิดจากภาวะทุโภชนาการ เช่น โรคไขมันอุดตันเส้นเลือด

        - ควบคุมหรือลดอาการของโรคเรื้อรังบางชนิด เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ    

  

 

         2.Designer Foods  :  อาหารที่โดยธรรมชาติหรืออาหารที่มีการเสริมสารอาหารที่ทำหน้าที่พิเศษหรือประกอบด้วยพฤกษเคมี (Photochemical) ซึ่งมีผลต่อการลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง เช่น ชาเขียว

 

 

         3.Medical Foods  :  อาหารที่ใช้ภายใต้การควบคุมของแพทย์เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยได้รับสารอาหารที่ถูกต้องและเหมาะสมต่อโรค เช่น สูตรอาหารสำเร็จรูปที่ให้ทางสายยางหรือรับประทานเสริมเพื่อให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกายและสภาวะของโรค

 

     

 

        4.Nutraceuticals  :  อาหาร ผลิตภัณฑ์อาหาร หรือส่วนของอาหารที่ทำหน้าที่ในการป้องกันและรักษาโรค ซึ่งอาจอยู่ในรูปของแคปซูลหรือเม็ดยาก็ได้

 

 

        5.Dietary Supplements  :  ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ใช้รับประทานโดยตรงนอกเหนือจากการรับประทานอาหารหลักตามปกติ อาจอยู่ในรูปที่เป็น น้ำ ผง เม็ด แคปซูล หรือลักษณะอื่นๆ และมีทั้งชนิดที่เป็นสารสังเคราะห์แบะสารสกัดจาดธรรมชาติ เช่น วิตามินต่างๆ น้ำมันปลา โสมสกัด

 

 

 

        6.Foods for Specified Health Use (FOSHU)  :  อาหารหรือผลิตภัณฑ์อาหารที่ใช้เพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะสำหรับสุขภาพ มักใช้อาหารเหล่านี้ในประเทศญี่ปุ่น

 

             

 

        อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากประเภทและประโยชน์ของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแต่ละชนิดแล้ว เรายังต้องให้ความสำคัญกับกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้องด้วย ดังเช่นประเทศสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักรนั้นได้กำหนดว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจัดเป็นอาหารที่ผู้ประกอบการมีหน้าที่ต้องผลิตให้ปลอดภัยและมีฉลากที่แสดงรายละเอียดขององค์ประกอบตลอดจนปริมาณของสารที่ให้ประโยชน์อย่างชัดเจน โดยต้องมีการอ้างถึงสิ่งที่สำคัญดังต่อไปนี้ คือ (1) การอ้างเกี่ยวกับการขาดแคลนโภชนาการพื้นฐาน (2) โครงสร้างหรือสมบัติเชิงหน้าที่ (3) กลไกการทำงานของโครงสร้างหรือสมบัติเชิงหน้าที่ และ (4) ผลต่อสุขภาพ

  

 

  

 

        ในการเลือกบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและ Functional food ขึ้นอยู่กับหลายๆ ปัจจัยซึ่งแตกต่างไปแต่ละบุคคล เช่น เพศ อายุ กิจกรรมและความเสี่ยง ข้อกำหนด RDA (Recommended Daily Allowances) เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่าจะได้บริโภคผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ปลอดภัย คุ้มค่า และสมประโยชน์