ช่วยเด็ก สังคมมีความสุข

 

 

 

ช่วยเด็กวันนี้  สังคมดีวันนี้

เด็กวันนี้ยังมีปัญหา 

แม้สังคมไทยจะก้าวไกลไปมากทั้งด้านวัตถุและเทคโนโลยีที่ทันสมัย แต่ในเรื่องที่สำคัญเชื่อมโยงกับเรื่องของชีวิตผู้คนแล้ว ยังมีคำถามอีกมาว่า “สังคมไทยนี้ ชีวิตผู้คนมีความสุขเพิ่มขึ้นหรือไม่” คำตอบนั้น “อยู่ที่ชีวิตของเด็ก” เพราะเด็กเปรียบเสมือนดรรชนีที่ใช้เป็นเกณฑ์วัดถึงความสุขของผู้คนในสังคมได้ไม่ยากเย็นนัก ซึ่งเปรียบเทียบได้ดังนี้

๑.ผู้คนมีความมั่นคงเพราะประเทศร่ำรวยทางเศรษฐกิจ ประเด็นนี้หากนำเอาสภาพของเด็กชนบทและสลัมทั่วประเทศเข้าเทียบเคียง พบว่าขณะนี้มีเด็กมากถึง ๒๐๐,๐๐๐ คนที่ไม่มีอาหารกินครบทุกมื้อ มีเด็กไม่ต่ำกว่า ๒๐,๐๐๐  คนถูกใช้แรงงานอยู่ในสถานที่ต่างๆ ตัวอย่างเช่นนี้ย่อมบ่งชี้ได้ชัดเจนว่า “ผู้คนส่วนใหญ่ของประเทศไม่ได้ร่ำรวย” และ “ไม่มีความสุข” ด้วย

๒.ผู้คนมีจริยธรรมพราะประเทศมีหลักศาสนา ประเด็นนี้หากนำเอาสภาพของเด็กที่ต้องถูกนำมาค้าประเวณีมากถึงราว ๓๐,๐๐๐ คน มีเด็กถูกทำร้ายทารุณและข่มขืนทั้งจากพ่อ พ่อเลี้ยง ครู พระ ญาติ ปรากฏให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง รวมทั้งมีเด็กทารกถูกทิ้งหลังคลอดตามสถานที่ต่างๆ สูงถึงปีละเกือบ ๒,๐๐๐ คน ตัวอย่างเหล่านี้ฟ้องร้องให้เห็นถึงความย่ำแย่และเสื่อมทรุดลงของจริยธรรมในสังคม

๓.ผู้คนมีความสุขเพราะประเทศมีครอบครัวเข้มแข็ง ประเด็นนี้ได้ถูกลบล้างลงด้วยอัตราการแตกแยกหย่าร้างของครอบครัวที่เพิ่มสูงขึ้น ความรุนแรงทำร้ายกันภายในครอบครัวที่มากมาย การนำโรคร้ายเช่นเอดส์มาแพร่สู่แม่บ้านโดยพ่อบ้าน ล้วนแต่โยงใยมาถึงชีวิตของเด็กๆ ที่ต้องรับทุกข์จากสภาพครอบครัวเช่นนี้อย่างหลีกไม่พ้น

๔.ผู้คนมีความรู้เพราะประเทศมีระบบการศึกษาที่ดี ประเด็นนี้มีคำตอบที่ชัดเจนว่าไม่ใช่ เพราะภาพของเด็กเร่ร่อน เด็กลูกคนงานก่อสร้าง เด็กพิการ เด็กใต้สะพาน เด็กสลัม เด็กชาวเขา จำนวนไม่ต่ำกว่า ๕๐๐,๐๐๐ คน ที่เคว้งคว้างด้อยโอกาสที่จะได้รับการศึกษาจนจบขั้นพื้นฐาน มีให้เห็นกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป

๕.ผู้คนมีแข็งแรงเพราะประเทศมีสภาพแวดล้อมที่ดี ประเด็นนี้ถูกท้าทายด้วยแหล่งสถานเริงรมย์ที่เปิดมอมเมาเด็กและเยาวชนอยู่ทั่วไป รวมถึงยาเสพติดหลากหลายชนิดที่แพร่ระบาดจนเด็กและเยาวชนของเราไม่น้อยกว่า ๑๐๐,๐๐๐ คนที่ตกเป็นทาสของมัน สาเหตุก็เพราะผู้ใหญ่ในบ้านเมืองก่อมันขึ้นและแสวงประโยชน์จากความทุกข์ที่เด็กๆ ต้องผจญจนหมดอนาคต

ภาพข้างต้นของเด็กขาดอาหาร ขาดการศึกษา ถูกใช้แรง งานเยี่ยงทาส ถูกนำมาค้าประเวณี ถูกทำร้ายทารุณ ถูกข่มขืน ถูกทอดทิ้ง ติดเชื้อเอดส์ กลายเป็นเด็กกำพร้า อยู่ในครอบครัวที่ไม่มีความสุข ติดยาเสพติด ฯลฯ ล้วนแล้วแต่เป็น “ความจริงที่เมินเฉยไปไม่ได้” เป็นความจริงที่ “ทุกคนต้องร่วมกันช่วยนับแต่วันนี้ เพราะถ้าช่วยกันวันนี้ สังคมจะดีขึ้นวันนี้” มิเช่นนั้นแล้วปัญหาที่เด็กๆ ประสบอยู่ในขณะนี้ จะกลายเป็นระเบิดเวลาที่รอช่วงเวลาระเบิดขึ้นในวันข้างหน้า เมื่อถึงเวลานั้น “ทุกอย่างจะสายไปเสียแล้ว”

ภาระการช่วยเด็กในวันนี้ จึงสำคัญยิ่งและทุกคนสามารถดำเนินการขึ้นได้ ตั้งแต่

๑.ไม่เป็นส่วนหนึ่งที่เพิ่มปัญหาให้เกิดแก่เด็ก ทำได้โดยเลี้ยงดูลูกหลานให้ดีและดูแลครอบครัวให้อบอุ่น ละเว้นการประกอบอาชีพที่ผิดกฎหมายหรือเปิดสถานบริการที่ทำลายชีวิตของเด็ก ไม่เที่ยวสำส่อนทางเพศ ไม่เที่ยวโสเภณีเด็ก ไม่ใช้แรงงานเด็กอย่างทารุณโหดร้าย ฯลฯ

๒.ร่วมสะท้อนปัญหาที่เด็กประสบอยู่ให้รับรู้ทั่วไป โดยหาโอกาสบอกเล่าขยายความแก่คนใกล้ชิด เพื่อขยายวงการรับรู้ให้กว้างขวางออกไปเรื่อยๆ การร่วมกันบอกเล่าสะท้อนออกไปเช่นนี้ จะสร้างกระแสความตื่นตัวและความตระหนักถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแก่เด็กเพิ่มขึ้น มีผลให้เกิดการร่วมกันป้องกัน ช่วยเหลือและเปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้พัฒนาตนเองอย่างกว้างขวางไปเรื่อยไป

 

๓.มีส่วนร่วมสนับสนุนการพัฒนาเด็ก โดยส่งเสริมและสนับสนุนให้หน่วยงานต่างๆ ที่ดำเนินการช่วยเหลือเด็กๆ ได้มีปัจจัย อุปกรณ์ สิ่งอำนวยความสะดวก เพิ่มมากขึ้นและมีความต่อเนื่องในการทำงาน ซึ่งจะเป็นผลให้เด็กๆ ภายใต้การดูแลของหน่วยงานต่างๆ เหล่านั้น ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและเต็มที่

๔.ดำเนินการเพื่อเด็กโดยตรง ทั้งนี้สามารถเริ่มด้วยการเป็นอาสาสมัครเข้าช่วย จนถึงเข้าร่วมทำงานเต็มตัว หรือดำเนินการจัดทำกิจกรรมเพื่อเด็กขึ้นโดยตรง เหล่านี้ขึ้นกับความพร้อมและความสนใจที่แต่ละคนที่อยู่

ทั้ง ๔ ประการเหล่านี้ พิจารณาให้ถ่องแท้แล้วจะพบว่าทุกคนสามารถช่วยเด็กๆ ที่ประสบความทุกข์ยากและด้อยโอกาสได้ทันที โดยไม่ต้องผลัดวันประกันพรุ่ง การช่วยทันทีช่วยกันอย่างกว้างขวางเพียงใด เด็กๆ ก็จะมีโอกาสและอนาคตที่ดีขึ้นเพียงนั้น

สังคมใดพบว่า”เป็นสังคมที่ชีวิตเล็กๆ ของเด็กมีความสุข” ย่อมเป็นหลักประกันได้ว่า “สังคมนั้นมีความสุขแท้และยั่งยืน” มิใช่หรือ

                                  ...............................................