ฟ้าว่ากว้าง ไร้สิ่งขวางกั้น แต่นกตัวนี้ก็ยังบินลงมาหาสิ่งขวางกั้นการโบยบิน

 

            ยามสางวันที่  11  พฤษภาคม   พ.ศ. 2553    บรรยากาศหลังฝนตกในตอนย่ำรุ่งชวนให้นอนต่ออย่างยิ่ง   ฉันตื่นขึ้นมาเวลา  5.30  น. ตามเวลานัดหมายของร่างกายกับระบบขับถ่ายเหมือนเช่นทุกวัน  เมื่อทำธุระส่วนตัวเรียบร้อย  ความต้องการของร่างกายก็ทรยศต่อคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับตัวเอง  ตั้งแต่วันอาทิตย์ที่  9  พฤษภาคม  2553  ว่าจะตั้งใจอ่านหนังสือเพื่อเตรียมพร้อมสอบวิชา นโยบายสาธารณะและการวางแผน  อย่างน้อยวันละ  1  ชั่วโมง ก่อนจะถึงวันสอบในวันอาทิตย์ที่จะถึง   หลังจากเกิดเหตุการณ์ระทึกขวัญเกิดขึ้น    (จนอุจจาระพุ่งขึ้นสู่ที่สูง55) จนค้องเลื่อนสอบมาแล้วครั้งหนึ่ง   เมื่อวันอาทิตย์ที่  9  พฤษภาคม  2553  เพราะเป็นผลพวงมาจากตึกเรียน   7   ชั้น  ที่ช่างบังเอิญ  มีพวกเรานั่งสอบกันอยู่บนชั้น  7  พอดี (คุณพระเกือบช่วยไม่ทัน)  เกิดอาการสั่น  ๆ  จนเพื่อนร่วมรุ่น(หลากวัย)ผู้มากด้วยวัยวุฒิ(คริๆๆ) บางท่านต้องเรียกหายาดม  ยาหอมกันเป็นแถว  ๆ  คิดว่าตัวเองจะเป็น (พายุ)ลม   แต่ก็มีผู้มีประสบการณ์บางท่าน (จำไม่ได้ว่าใคร) ร้องบอกว่าแผ่นดินไหวให้รีบลงจากตึกเรียนทางบันใด   ห้ามใช้ลิฟท์(ก็บอกแล้วว่ามีประสบการณ์)ไม่ต้องเตือนเป็นรอบสองและไม่มีใครฟังผู้คุมสอบที่บอกว่าห้ามลุกจากที่สอบ  ภายในไม่ถึง  5  นาที  คนทั้ง  70  กว่าชีวิตก็มายืนหน้าซีดเซียวอยู่หน้าตึกเรียน( เหรียญทองซีเกมส์เรียกพี่)  ซึ่งทราบข่าวต่อมาว่า   ความสั่นสะเทือนเป็นผลพวงมาจากแนวแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นที่ตอนเหนือเกาะสุมาตรา  ด้วยความที่วิ่งลงมาจากตึกเรียนชั้นที่  7  ทำให้ของเสียที่ควรขับถ่ายออกมากับโดนความเร็วในการเคลื่อนไหวของร่างกายตอนที่จิตใจยังไม่พร้อม ดันขึ้นไปกลบรอยหยักในสมอง(ก็ไม่กล้าขึ้นไปสอบ ครั้งแรกในชีวิตนี่คะ ฮา..) เป็นผลให้ทางมหาวิทยาลัยสั่งเลื่อนสอบเป็นกรณีพิเศษ

        เท้าความเสียไกล   ที่จริงคือ   เช้านี้ภาวะขี้เกียจเข้าครอบงำ  จึงแพ้ใจฝ่ายหลับ ชนะใจฝ่ายตื่นไปอ่านหนังสือ  

       ประมาณเวลา  5.45  น  จึงพาตัวกลับไปแปะอยู่บนที่นอนต่อ  กำลังเคลิ้ม  ๆ    อยู่เชียว 

       เวลาประมาณ  6.10  น.แว่วเสียงดัง ปัง  ราวใครเอาก้อนหินขนาดกำปั้นซูโม่มาปาใส่ประตูบ้าน   นึกว่าแก็งปาหินจะอาละวาดมาเยือนถึงประตูบ้านซะแล้ว    พอเปิดประตูออกไปดูก็ต้องตกใจกับสายการบินนกแอร์ที่ไม่ทราบเที่ยวบินตามภาพข้างล่างตกอยู่

      จึงวิ่งไปเอากล้องถ่ายรูปมาบันทึกภาพเหตุการณ์ไว้เป็นหลักฐาน  ถ้าเพื่อนรักนักเมตตาสัตว์ของฉันรู้(ตอนนี้รู้แล้ว)เข้าคงแขวะเอาประมาณว่า 

.....พอเห็นใครเขาเดือดร้อนก็มัวแต่จะหาทางนำไปเล่าให้คนอื่นเขารับรู้ จนลืมน้ำใจที่จะนึกช่วยเหลือเขาก่อนไม่ถึงคราวตัวเองไม่สำนึก

สัตว์ก็มีหัวใจนะ.....  เป๊ะเลย

       ฟ้าว่ากว้าง ไร้สิ่งขวางกั้น  แต่นกตัวนี้ก็ยังบินลงมาหาสิ่งขวางกั้นการโบยบิน  ไม่อาจรู้ว่าเที่ยวบินนี้เขามีความรีบร้อนอะไร  ร้อนอกร้อนใจ  ประมาทเกินไป  หนีภัยศัตรูที่หมายจ้องปองร้าย  ลูกน้อยในรังร้องเรียกอาหารแต่ยังไม่สาง    ตามหาคู่ชีวิตที่คืนนี้ไม่ได้กลับรัง   ป่วยไข้ทำให้เที่ยวบินนี้ส่ายไหวเสียหลัก   หลงระเริงจนนึกได้ว่าต้องรีบกลับรัง  ฯลฯ

       ฉันเอาไม้เล็ก ๆ แตะตัวเจ้าตัวน้อยดู    เพราะกลัวมีเชื้อไข้หวัดนก(ฮิ ๆ ก็บอกแล้วว่าของเสียขึ้นสมอง) มันก็ขยับตัวนิดนึง แล้วถ่ายปรวดออกมา 1 กอง (เอ้อ) 

      

       จากนั้นเราก็(ฉัน)นั่งจ้องตากันอยู่เกือบ 20 นาที  ..นึกถึงวันวานที่เคยอยากได้นกมาใส่กรงไว้ดูเล่น  เคยพยามไล่จับลูกนกที่ตกจากรังมาแอบขังไว้ในกล่องกระดาษจนตาย     โดนพ่อเรียกมาถามว่า  เราอยากไปเที่ยวไหนบ้าง    เราก็บรรยายความยากเป็นการใหญ่โดยไม่รู้ว่าเมื่อพูดจบจะเจ็บตัวโดยการทำโทษด้วยไม้เรียว   ก่อนที่พ่อจะสำทับไล่หลังว่า    ไม่ต้องร้องไห้  แต่ให้ไปคิดว่าทำไมตัวเรายังอยากเที่ยวไปทั่ว   แต่กลับจะจับนกมาขังกรงไว้  ทั้ง  ๆ ที่ฟ้ากว้างเป็นของนก   ซึ่งที่บ้านไม่เคยมีทั้งนกและกรง  แต่บนต้นไม้รอบบ้านมีนกเต็มไปหมด

       กำลังคิดถึงเรื่องเก่าก่อนเพลิน  ๆ  เจ้าหมาของเพื่อนรักก็วิ่งมาหา และเร่เข้าใกล้นกน้อยทันทีที่เห็น  โชคดีที่ตะครุบตัวไว้ทัน  และเจ้านกโผบินหนีไปด้วยความตกใจ  ฉันมองตามไปจนสุดปลายตา

......โชคดีนะเจ้านก  เที่ยวบินต่อไประวังตัวด้วยนะ.....ฉันเองก็ต้องไปอ่านหนังสือซะหน่อย   เที่ยวบินต่อไปของฉันจะได้พลาดน้อยลงเช่นกัน  บ๊าย บาย............