สถานบริการ โซนนิ่ง

โซนนิ่งสถานบริการ
ผมได้รับจดหมายจากเยาวชนกลุ่มหนึ่งของภาคอีสาน ถามไถ่ผมมา 2 ข้อดังนี้
คำถามที่หนึ่ง... พวกเรารวมกลุ่มกันทำงานเพื่อสังคมเกือบสามปีแล้ว ขณะนี้มีเยาวชนเข้ามาร่วมกันทำงานเพิ่มมากขึ้น จึงสามารถช่วยสังคมได้หลายด้าน ทั้งการไปเยี่ยมดูแลเด็กในสถานสงเคราะห์ ไปดูแลผู้สูงอายุในสลัมชุมชนแออัด ไปรณรงค์เรื่องการป้องกันติดเชื้อเอดส์ในสถานศึกษาต่าง ฯลฯ
สนุกและมีความภาคภูมิใจที่ได้ทำงานเพื่อสังคม ทั้งยังดีใจที่ไม่ได้สร้างปัญหาให้แก่สังคมด้วย เพราะพวกเราไม่เที่ยวกลางคืน ไม่ดื่มสุรา ไม่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดและไม่มั่วสุมทางเพศ ที่เขียนมาถึงคุณครูหยุยก็เพราะต้องการให้ผู้ใหญ่ได้หาทางสนับสนุนเยาวชนให้ได้ทำกิจกรรมมากๆ และขอได้ให้ช่วยบอกรัฐบาลด้วยว่าควรตั้งงบประมาณสนับสนุนกิจกรรมเยาวชนด้วย
คำตอบ...คำปรารภกึ่งข้อเสนอข้างต้นนี้ ผมอ่านด้วยความสุขครับและขอแสดงความชื่นชมของกลุ่มที่ได้มีบทบาทที่ดีต่อสังคม ส่วนเรื่องที่ฝากผมช่วยประสานงานนั้น ขอรับไว้ครับแล้วจะรีบประสานไปยังนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีและส่วนราชการที่เกี่ยวข้องต่อไป รวมทั้งจะหาโอกาสแจ้งไปยังสำนักงบประมาณให้เข้าใจถึงความสำคัญของการกระจายงบประมาณไปสู่เยาวชนเพื่อให้ทำกิจกรรมมากขึ้น เพราะสำนักงบประมาณของประเทศไทยนั้นยังมีมุมมองความคิดด้านการพัฒนาสังคมแคบมาก ชอบให้แต่งบแก้ปัญหา เช่นค่าอาหารคนติดคุก ค่าบำบัดผู้ติดยา ซึ่งก็จำเป็นครับ แต่จขำเป้นน้อยกว่าการป้องกัน ดังนั้นการชี้แจงให้เขารู้ว่าการที่เยาวชนได้ทำกิจกรรมมากๆ แล้ว พวกเขาจะไม่ไปสร้างปัญหาให้แก่สังคม ทั้งยังจะเป็นพลังสำคัญต่อปัจจุบันและอนาคตที่ดีของประเทศอีกด้วย ดีกว่าไม่ให้ความสนใจแล้วต้องไปตามแก้ไขปัญหาทีหลังโดยต้องใช้งบประมาณที่มหาศาลไปเยียวยาบำบัด ดังที่ผ่านๆ มา
คำถามที่สอง...พวกเราขอร้องเรียนครับว่าขณะนี้ทุกจังหวัดภาคอีสาน ได้มีสถานบริการเปิดขึ้นมากมาย ส่วนใหญ่เปิดโดยผู้มีอิทธิพลทางการเมืองในจังหวัด ทั้งการเมืองระดับชาติและระดับท้องถิ่น ครูหยุยก็รู้ว่าสถานบริการเหล่านี้เป็นตัวสร้างปัญหาให้เด็กและเยาวชนเสียผู้เสียคน เปิดเกินเวลา ให้เด็กอายุต่ำกว่า 20 ปีเข้า ในนั้นมีการดื่มเหล้า มั่วเซ็กส์ มั่วยาและมีการชักจูงเด็กๆ ให้ค้าบริการทางเพศด้วย ช่วยจัดการหน่อยนะครับ มีมากเหลือเกิน
คำตอบ...เรื่อง “สถานบริการ” นี้ ผมได้ต่อสู้ต่อต้านมาโดยตลอด ทั้งบอกให้รู้ถึงปัญหา ทั้งให้สัมภาษณ์ ทั้งเขียนถึง ทั้งเข้าร่วมอภิปราย ทั้งมีจดหมายถามนายกรัฐมนตรี รวมถึงตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรีทุกยุคในช่วงที่ผมทำหน้าที่เป็นสมาชิกวุฒิสภา ต่างกรรมต่างวาระต่อเนื่องกันมานานหลายปี ซึ่งผมก็ยอมรับครับว่า”ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร” เพราะพูดเป็นข่าวขึ้นมา ตำรวจก็ไปตรวจพอเป็นพิธีแล้วก็เงียบหายไป ทุกอย่างก็กลับมาเหมือนเดิม แต่ผมไม่ท้อครับ จะดำเนินการต่อ โดยยึดเอา พรบ.สถานบริการ เป็นหลักในการรุกทำงาน และพยายามทุกทางให้มีจัดโซนนิ่งสถานบริการที่เป็นจริงเสียที โซนนิ่งสถานบริการมีสองรูปแบบนะครับคือหนึ่ง...เป็นบริเวณที่ให้ เปิดสถานบริการได้ จะได้รวมอยู่ที่เดียว จัดการควบคุมและดูแลได้ง่าย ไม่ใช่เหมือนปัจจุบันใครใคร่เปิดที่ไหนก็เปิดได้เต็มบ้านเต็มเมืองสร้างปัญหาไปหมด ส่วนแบบที่สองคือเป็นบริเวณห้ามไม่ให้เปิดสถานบริการขึ้น ผมขอเสนอให้แต่ละชุมชนประชุมกำหนดบริเวณและแจ้งไปยังเจ้าหน้าที่ให้ติดป้ายเป็นเขตปลอดสถานบริการ ใครจะอนุญาตให้เปิดก็ไม่ได้
อย่าท้อนะครับ ร่วมไม้ร่วมมือช่วยเหลือดุแลบ้านเมืองนะครับ
..............................................

เรื่องการตรวจดูแลและควบคุมสถานบริการ ผมคิดถึงเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งที่น่าจะยกเป็นตัวอย่างให้รับรู้กันทั่วไป นั่นคือกรณีจังหวัดอุดรธานีที่มีสถานบริการเป็นจำนวนมาก น้องๆ แหล่งอาซีเอในกรุงเทพฯ ที่นั่นมีคุณครูท่านหนึ่งห่วงใยลูกศิษย์มากถึงกับลงทุนไปตรวจตราตามสถานบริการที่ต่างๆ ยามค่ำคืน เมื่อพบก็ไล่ให้กลับบ้าน จนเป็นที่โจษจันและกล่าวขานด้วยความชื่นชมทั่วไป ไม่เพียงแต่เท่านี้ ครูท่านนี้ยังนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของ "คณะกรรมการคุ้มครองเด็กจังหวัด"ที่ผู้ว่าราชการเป็นประธานในที่ประชุม ผลการประชุมได้เกิด "เครือข่ายตรวจตราและเฝ้าระวังเด็ก"ขึ้น ซึ่งประกอบไปด้วยผู้แทนส่วนราชการต่างๆ ในจังหวัด เครือข่ายนี้สร้างผลงานช่วยเหลือเด็กได้มาก เพราะมีพลังร่วม ขยัน เอาจริงและไม่กลัวเจ้าของสถานบริการที่ทำผิดกฎหมาย จังหวัดอื่นๆ เอาเป็นเยี่ยงอย่างบ้าง น่าจะสร้างสรรค์สังคมให้น่าอยู่เพิ่มมากขึ้นนะครับ