ไม่ ว่างานชิ้นเล็กหรือชิ้นใหญ่ จะทำได้ ช้า-เร็ว เพียงใด ล้วนขึ้นอยู่กับการวางแผน ถ้าไม่รู้ว่าจะวางแผนยังไง แสดงว่า ยังไม่เข้าใจ ยังไม่รู้จักงานชิ้นนั้นดีพอ
มีคนรู้จักกัน เข้ามาเปิดอ่านบันทึกใน blog แห่งนี้ แล้วทึ่ง กับการเขียนเล่าเรื่องราวที่ผ่านมาแล้ว เกินกว่า 10 ปี แล้วยังเล่าได้หลายเรื่อง ขนาดตัวเขาเอง ยังจดจำเรื่องราวช่วงที่เรียนปริญญาตรีได้เช่นกัน บางเรื่องก็จำได้พอลางๆ แต่เขียนถ่ายทอดออกมาไม่ได้
อยากเขียนได้บ้าง อยากให้คนอื่นได้อ่านเรื่องราวของเขาในช่วงเรียนปริญญาตรี ซึ่งมีเรื่องราวหลายอย่างที่น่าสนใจ
ความจริงแล้ว ทุกเหตุการณ์เรื่องราวที่เกิดขึ้น หากความจำไม่เสื่อม สมองไม่กระทบกระเทือนจากอุบัติเหตุ แต่มีบางอย่างมากระตุ้นความทรงจำเช่น เจอเพื่อนมานั่งคุยถึงความหลัง แค่นี้ก็สามารถเล่าเรื่องสมัยเรียนออกมาได้เรื่อยๆ เมื่อเปลี่ยนมาเป็นการเขียน อาจดูยากกว่าการพูด
คงเหมือนกับหลายคน ถ้าจะต้องเขียนอาจจะรู้สึกว่ายาก เพราะปัจจุบันทำงานแล้ว มีหน้าที่รับผิดชอบหลายอย่าง เวลาที่จะรวบรวมสมาธิเขียน ก็เลยไม่ค่อยมี.... แต่ความจริงแล้ว นั่นเป็นข้ออ้างต่างหาก ถ้าเปลี่ยนเป็นให้พูดออกมา ให้เล่าให้ฟัง ถ้าเป็นแบบนี้ นึกอะไรออก ก็เล่าออกมาได้เลย ไม่มีข้ออ้างเหมือนการเขียนออกมา
ถ้าคนเรามีความตั้งใจ มุ่งมั่น สิ่งที่ว่ายากก็สามารถทำได้ทั้งนั้น แต่ที่ไม่ลงมือทำ คงเพราะขบคิดดูแล้ว ถ้าลงมือทำก็คงไม่เกิดประโยชน์อะไรมากนัก เอาเวลาไปทำอย่างอื่นที่ตีเป็นตัวเงินได้มากกว่า หรือ เอาเวลาว่าง พาครอบครัวไปเที่ยวจะดีกว่า
ต่างคนก็ต่างมีเหตุผลและข้อจำกัดของตนเอง แต่สำหรับคนที่อยากถ่ายทอดเรื่องราว เล่าถึงชีวิตช่วงเรียนปริญญาตรี ถ้าตั้งใจจะทำจริงๆ ก็จะทำได้ ถ้ามีความมุ่งมั่น แน่วแน่ และเอาจริง
ในช่วงสอบ Final ตอนเรียนปริญญาตรี วิชาที่ต้องสอบแบบอัตนัย คือ การเขียนอธิบายคำตอบ ภายในเวลาสอบ 3 ชั่วโมง กับโจทย์เพียงไม่กี่ข้อที่ตอบได้ หลายคนนั่งเขียนอธิบายคำตอบได้หลายหน้า บางคนอ่านหนังสือหลายรอบ เข้าใจเนื้อหา ก็เขียนตอบ เขียนเอาเขียนเอา 3 ชั่วโมงเขียนได้ 6-7 หน้า บางคนเขียนได้ 2 เล่ม บางวิชาก็พึ่งมาท่องหนังสือ ช่วง 1 อาทิตย์ก่อนเข้าห้องสอบ ก็ยังเขียนอธิบายออกมาได้หลายหน้า เพื่อคะแนน เพื่อเกรดที่สูงๆ
ถ้าเปลี่ยนมาเขียนเล่าเรื่องราวในสมัยเรียน ซึ่งอยู่ในความทรงจำอยู่แล้ว ถ้าหากมีความตั้งใจมุ่งมั่น นึกว่าจะเขียนเรื่องไหนก็จะสามารถเขียนออกมาได้ เพราะตอนสอบ ก็เคยใช้ความพยายามเขียนตอบข้อสอบมาแล้ว และยิ่งจบระดับปริญญาตรี เรื่องการเขียนอธิบาย ย่อมต้องผ่านมาแล้ว ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เขียนเก่งเหมือนอย่างนักเขียนมืออาชีพ แต่ตอนสอบ คุณก็เขียนได้หลายหน้าภายในเวลา 3 ชั่วโมงมาแล้ว
มาถึงคำถามว่า แล้วจะเขียนอะไรล่ะ เมื่อจะลงมือทำอะไร ก็ต้องมีเป้าหมาย แล้วก็ทำตามขั้นตอนเพื่อไปสู่เป้าหมายนั้น ถ้าจะเขียนเล่าประสบการณ์ก็ต้องตั้งโจทย์ว่า จะพูดถึงเรื่องไหน ตั้งเป็นหัวข้อก้ได้ ก็จะเขียนออกมาได้ ช่วงปี 1 - ปี4 ช่วงไหนที่มีเรื่องน่าจดจำ น่าประทับใจ ก็เล่าถึงเหตุการณ์นั้น หรือจะเล่าถึงเพื่อน เล่าถึงบุคคล ถ้าจะให้ง่ายขึ้น ก็คือ โทรคุยกับเพื่อน ระลึกถึงความหลัง แล้วจดจำเนื้อหา ที่พูด เอามาเขียน
รูปแบบการเขียนแต่ละคน ย่อมต่างกันไป บางคนเขียนสั้นๆ บางคนเขียนยาวๆ บางคนเขียนเร็ว พิมพ์เร็ว บางช่วงเวลาที่สมองโล่ง ปลอดโปร่ง นึกอะไรได้เยอะ ก็สามารถพิมพ์เรื่องราวออกมา เหมือนน้ำไหลจากก๊อก
คนที่ชอบเขียนไดอารี่ จะได้เปรียบหน่อย ถ้ามีไดอารีที่เขียนในสมัยเรียน ก็จะได้ทบทวนความทรงจำ จากการอ่านไดอารี่แล้วนึกถึงเหตุการณ์ในอดีตได้ทันที หรือ ถ้ามีรูปถ่าย ดูรูปแลัวจะนึกออกว่า กำลังทำอะไร ที่ไหน ยังไงมั่ง
หากมุ่งมั่นตั้งใจ และแบ่งเวลาได้ ก็สามารถลงมือเขียนเล่าได้เลย หรือจะนัดเพื่อนๆ แบ่งกันเขียนคนละเรื่องมารวมกัน หรือจะไปหาวิธีการอื่นๆที่ง่ายกว่าการเขียนเอง ก็ย่อมทำได้ หรือจะไฮเทคขึ้นมาหน่อย ตั้งกล้องวิดีโอแล้วนัดเพื่อนมานั่งคุยกัน รำลึกความหลัง อัดเป็นเสียงออกมาเลย ได้ทั้งน้ำเสียง อารมณ์ ลีลาการเล่า เอามาดูมาฟังแล้ว ก็มันส์ไปอีกแบบ
สำหรับบันทึกที่เห็นหลายเรื่องใน blog แห่งนี้ มาจากการเขียนไดอารี่สั้นๆ แล้วนำมาเขียนขยายรายละเอียด ค่อยๆเขียนเก็บไว้เรื่อยๆ ตามสะดวก ซึ่งถ้าเป็นระดับนักเขียนมืออาชีพ คงใช้เวลาไม่นานนัก
บางประเด็นน่าคิด
1. หากคิดว่า การเขียนเรื่องราวที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเป็นเรื่องยาก ลองมองดูความจริง จะพบว่า ชีวิตที่ผ่านมามีหลายอย่าง ที่ยากลำบากกว่านี้ เช่น การทำงานสร้างตัว , การทำโครงการที่พึ่งเคยทำเป็นครั้งแรก ซึ่งต้องคิดวางแผน หลายขั้นตอน คุณก็ผ่านมาแล้ว ด้วยการลงมือทำจริงจัง เพียงแต่คุณไม่เอาจริงกับเรื่องนี้มากกว่า
2. หากมีเป้าหมายในการลงมือทำสิ่งใด ย่อมมองเห็นเส้นทางก้าวเดินไปยังเป้าหมายนั้น
3. งานบางอย่าง เหมาะที่จะลงมือทำในเวลานั้น หากเวลาล่วงเลยไป ต่อให้อยากทำมากแค่ไหน ก็จะไม่มีโอกาสได้ทำ หรือทำได้ไม่ดีเท่ากับเวลาที่สมควรทำ
4. ไม่ว่างานชิ้นเล็กหรือชิ้นใหญ่ จะทำได้ ช้า-เร็ว เพียงใด ล้วนขึ้นอยู่กับการวางแผน ถ้าไม่รู้ว่าจะวางแผนยังไง แสดงว่า ยังไม่เข้าใจ ยังไม่รู้จักงานชิ้นนั้นดีพอ
5. ชีวิตในบางช่วงบางตอน จดจำได้ขึ้นใจ พูดให้ฟังได้ แต่อาจไม่สะดวกที่จะเขียนเล่าออกมาเป็นตัวหนังสือ หากเรื่องราวนั้น มันแทงใจดำ หรือทำให้เจ็บปวด