- 1. โครงการจิตอาสาพัฒนาการอ่าน เขียน เรียนรู้สู่เด็กและเยาวชน
1.สถานการณ์การการอ่านหนังสือของคนไทย
สถานการณ์ หนังสือ เป็นเครื่องมือสำคัญต่อการเรียนรู้และการพัฒนาเด็กอย่างรอบด้าน เป็นสื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต ทั้งยังเป็นเครื่องมือในการสร้างสัมพันธภาพของครอบครัว ชุมชน การส่งเสริมการอ่านหนังสือจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับประเทศที่ต้อง การพัฒนาคนและพัฒนาสังคม
สถานการณ์ด้านอุปสงค์(demand)
• อัตราการอ่านหนังสือของคนไทยยังน้อย เฉลี่ย 5 เล่มต่อคนต่อปี ในขณะที่ สิงค์โปร์และเวียตนาม 40-60 เล่มต่อคนต่อปี (ปี2549)
• อัตราการอ่านหนังสือของเด็กไทยอยู่ในระดับต่ำ อีกทั้งหนังสือที่อ่านส่วนใหญ่คือตำราเรียน และอัตราการอ่านลดลงตามลำดับเมื่อมีอายุสูงขึ้น ทุกกลุ่มวัยมีแนวโน้มการอ่านหนังสือลดลง (จากประชากรผู้ที่อ่านหนังสือร้อยละ69.1ในปี2548 เหลือ 66.3ในปี 2551) ทั้งนี้เพราะมีสื่ออื่นที่สนใจกว่า เช่น โทรทัศน์ เกม เป็นต้น( สนง.สถิติแห่งชาติ 2551)
• อัตราการซื้อหนังสือของคนไทย 2 เล่ม/คน/ปี หรือร้อยละ 0.22 ของรายได้ต่อหัว (ปี2550)
• การสำรวจพฤติกรรมการใช้ห้องสมุดของเยาวชน ร้อยละ 46 ใช้บริการห้องสมุดเฉลี่ยสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ส่วนผู้ปกครอง ร้อยละ 56 แทบไม่ได้ไปใช้บริการห้องสมุดเลย (สำนักงานอุทยานการเรียนรู้ 2551)
• ปัจจัยหลักที่ทำให้ไม่อ่านหนังสือ เกิดจากสิ่งแวดล้อมที่หล่อหลอมตั้งแต่วัยเยาว์ ซึ่งเริ่มตั้งจากครอบครัว จนถึงหน่วยที่ใหญ่ที่สุดคือ รัฐบาล ที่ผ่านมาการรณรงค์ปลูกฝังนิสัยรักการอ่านของสังคมไม่มีเอกภาพ และไม่มีหน่วยงานหรือองค์กรที่เป็นแกนหลักในการขับเคลื่อน หรือ
สนับสนุน
สถานการณ์ด้านอุปทาน (supply)
• อัตราการขยายตัวของตลาดหนังสือเด็กยังจำกัด ปริมาณการขายหนังสือเด็กทุกประเภทลดลง ประมาณ ร้อยละ30 เนื่องจากปัญหากำลังซื้อและทัศนคติของผู้ปกครองที่ไม่เห็นความสำคัญ และหนังสือเด็กมีราคาแพงขึ้น (ม.ธุรกิจบัณฑิตย์ 2550 )
• สัดส่วนร้านหนังสือต่อประชากรอยู่ในระดับต่ำ และกระจุกอยู่ในเมืองใหญ่ ทำให้การกระจายหนังสือไม่ทั่วถึงโดยเฉพาะอย่างยิ่งในต่างจังหวัด จำนวนประชากรต่อร้านหนังสือ คือ 32,952 คน ต่อ 1 ร้าน ในขณะที่ไต้หวันและญี่ปุ่นประมาณ 8,000 คน (ปี 2550)
• ในประเทศที่มีการตื่นตัวต่อการเรียนรู้ พบว่ารัฐบาลทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่นให้ความสำคัญต่อการลงทุนพัฒนา ห้องสมุดสาธารณะ เช่นในประเทศเกาหลีสัดส่วนของห้องสมุดต่อจำนวนประชากรอยู่ที่ หนึ่ง ต่อ 20,000 คน ในขณะที่ประเทศไทยเป็นหนึ่งต่อ 84,000 คน หรือมากว่า 4 เท่า
จากสถานการณ์ดังกล่าว คณะรัฐมนตรีไดมีมติเห็นชอบกำหนดให้การอ่านเป็นวาระแห่งชาติ โดยกำหนดให้วันที่ 2 เมษายน ของทุกปีเป็นวันรักการอ่าน กำหนดให้ปี 2552-2561 เป็นทศวรรษแห่งการอ่าน และกำหนดให้มีคณะกรรมการส่งเสริมการอ่านเพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต เป็นกลไกขับเคลื่อนการส่งเสริมการอ่านให้เกิดเป็นรูปธรรม ซึ่งคนไทยจะได้รับการพัฒนาความสามารถในการอ่านและการรู้หนังสือภายในปี 2555
ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอหนองหินตระหนักถึงความสำคัญของการอ่านหนังสือของเด็กและเยาวชน จึงเสนอรูปแบบการพัฒนาการอ่าน เพื่อให้อาสาสมัครส่งเสริมการอ่านนำไปปฏิบัติกับกลุ่มเป้าหมาย ชอบและรักการอ่านหนังสือจนเป็นนิสัยติดตามตัวตลอดไป รูปแบบการพัฒนาการอ่าน จะนำไปเป็นแนวดำเนินในเขตพื้นที่อำเภอหนองหิน ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 (เริ่มเดือนพฤษภาคม-กันยายน 2553)
2. วัตุประสงค์
2.1 เพื่อนำรูปแบบการพัฒนาการอ่านหนังสือ ไปดำเนินกิจกรรมส่งเสริมการอ่านสำหรับเด็ก และเยาวชนอำเภอหนองหิน โดยมีอาสาสมัครส่งเสริมการอ่านเป็นผู้ดำเนินการ
2.2 เพื่อให้เด็กและเยาวชนอำเภอหนองหิน เกิดทักษะการเรียนรู้จากการอ่าน การเขียน นำไปพัฒนาคุณภาพชีวิต ได้
2.3 เพื่อส่งเสริมให้เด็กและเยาวชน ชอบการอ่าน การเขียน อย่างต่อเนื่อง เป็นคุณสมบัติ(นิสัย)ประจำตัว ตลอดไป
- กลุ่มเป้าหมาย
4.1 ด้านปริมาณ
4.1.1 อาสาสมัคร(จิตอาสา กศน.) จาก 36 หมู่บ้านละ 2 คน รวมเป็น 72 คน
4.1.2 เด็กและเยาวชน 1440 คนเข้าร่วมกิจกรรมโดยมีอาสาสมัคร 1 คนรับผิดเด็กและเยาวชน 20 คน
4.1.3 บุคลากร กศน.และเครือข่าย 44 คน เป็นผู้นิเทสและติดตามการดำเนินงาน
4.2 ด้านคุณภาพ
4.2.1 อาสาสมัครทุกคน มีแผนดำเนินงาน ได้รับความเห็นชอบจากผู้บริหารสถานศึกษา
4.2.2 เด็กและเยาวชนหมู่บ้านละ 20 คน เข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการอ่านตามรูปแบบการพัฒนาการอ่านหนังสือ ตามแผนดำเนินงานของอาสาสมัครครบทุกคน
4.2.3 สื่อส่งเสริมการอ่านมีหลากหลายและมีคุณภาพจาก กศน.อำเภอหนองหินและห้องสมุดประชาชนอำเภอหนองหิน
4.2.4 เด็กและเยาวชน ที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมการพัฒนาส่งเสริมการอ่าน เกิดความชอบและรักการอ่านหนังสือเป็นคุณสมบัติประจำตัว(นิสัยประจำตัว)
4.2.5 การนิเทศติดตามผลและการประเมินผลการดำเนินงานเป็นอย่างต่อเนื่อง เพราะมี
กรรมการแบบประชานิเทสเต็มทุกหมู่บ้าน
4.2.6 การรายงานผลออกมาเป็นเอกสารเชิงวิชาการและการวิจัย
4. ระยะเวลาดำเนินงาน/พื้นที่ดำเนินงาน
เดือนพฤษาภาคม-กันยายน 2553 พื้นที่อำเภอหนองหิน ดำเนินงานในตำบลหนองหิน 15 หมู่บ้าน ตำบลปวนพุ 16 หมู่บ้าน และตำบลตาดข่า 5 หมู่บ้าน รวม 36 หมู่บ้าน
5. การดำเนินการ
- แผนพัฒนาส่งเสริมการอ่านหนังสือ
6.1.1 ประชุมชี้แจงผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง(ครู กศน./อาสาสมัคร/และผู้ผู้ที่เกี่ยวข้องอื่นๆ)
6.1.2 จัดทำแผน/โครงการพัฒนาส่งเสริมการอ่านหนังสือสู่เด็กและเยาวชน(พฤษภาคม – กันยายน 2553)
6.1.3 จัดทำประชาคมทุกหมู่บ้านเพื่อค้นหาเด็กและเยวชนผู้เข้าร่วมโครงการหมู่บ้านละ 40 คน
6.1.4 อาสาสมัครปฏิบัติการตามรูปแบบการส่งเสริมการอ่านหนังสือ
6.1.5 กรรมการนิเทศติดตามผลและประเมินผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อ
6.1.6 จัดงานวรรณกรรมส่งเสริมการอ่านหนังสือสู่เด็กและเยาวชน 1 ครั้ง เพื่อให้เด้กและเยาวชนได้แสดงความสามารถในเชิงวรรณกรรมส่งเสริมการอ่านบนเวที
6.1.7 สรุปผลและประเมินผลการดำเนินงาน/จัดทำเอกสารเชิงวิชาการงานวิจัย
6. รูปแบบการพัฒนาส่งเสริมการอ่านหนังสือ
6.1 อาสาสมัครศึกษาเด็กและเยาวชนเป็นรายบุคคลเพื่อทราบพื้นฐานของแต่ละคน
6.2 อาสาสมัครจัดทำแผนส่งเสริมการอ่านร่วมกันกับเด็กและเยาวชนที่เข้าโครงการ
6.3 อาสาสมัครแจกจ่ายหนังสืออ่านให้กับเด็กและเยาวชนอ่านสัปดาห์ละ 1 เล่ม รวม 15 เล่มจนสิ้นสุดโครงการนำไปอ่านที่บ้าน (จัดหนังสือดีอ่านตามความต้องการ)
6.4 เด็กและเยาวชนที่อ่านหนังสือไม่ได้และไม่ค่อยได้ให้บอกอาสาสมัครเพื่อสอนปรับพื้นฐานการอ่าน
6.5 อาสาสมัครพบกลุ่มเด็กและเยาวชนที่รับผิดชอบพร้อมกันเดือนละครั้งที่ กศน.ตำบลหรือที่ที่ กำหนดไว้ เพื่อรายงานผลความก้าวหน้าและแสดงกิจกรรมส่งเสริมการอ่านและสันทนาการร่วมกันสร้างสรรค์เชิงคุณธรรมและวัฒนธรรมท้องถิ่น
6.6 จัดงานมหกรรมส่งเสริมการอ่านเชิงวิชาการและนันทนาการร่วมกันทุกกลุ่ม เมื่อใกล้สิ้นสุดโครงการ
6.7 สัมมนาอาสาสมัครส่งเสริมการอ่านและผู้เกี่ยวข้องเพื่อสรุปผลการดำเนินงาน
6.8 ประเมินผลโครงการถึงความก้าวหน้า/ปัญหา/อุปสรค/และแนวทางแก้ไขต่อไป
6.9 รายงานผลในรูปเอกสารวิชาการเชิงวิจัย แก่ผู้เกี่ยวข้องและเผยแพร่ต่อไป
เอกสารวิชาการหมายเลข 1
ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอหนองหิน
09/05/53
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()