ความต่อจาก ชวนกันมองงาน R2R สิ่งหนึ่งที่ข้าพเจ้าได้ตระหนักในตนเองว่า ขณะที่นั่งอ่านงานวิจัยที่อยู่ในข่ายของ R2R นั้น อันดับแรกต้องดูก่อนว่า งานวิจัยดังกล่าวนั้น เริ่มต้นด้วยปัญหาหน้างานหรือเปล่า เกิดความสงสัยในงานประจำที่ตนเองทำ และเป็นความสงสัยที่ต้องหาคำตอบ หรือแก้ความสงสัยด้วยกระบวนการที่เป็นระบบ หรือที่เราเรียกกันว่า "วิจัย"

จากนั้น วัตถุประสงค์นั้นมีความสอดคล้องกับ "ปัญหาหรือความสงสัยนั้นหรือเปล่า"

กระบวนการศึกษามีกระบวนการที่เป็นระบบ และมุ่งแสวงหาคำตอบ หรือง่ายๆ ก็คือ เป็นเส้นทางที่เราเลือกเดินไปเพื่อหาคำตอบว่า "ความสงสัย" ที่เราสงสัยนั้นมันใช่หรือไม่ใช่

แล้วเรารู้ได้อย่างไรว่า "มันใช่หรือไม่ใช่" เราก็ต้องอาศัยการวัดผลหรือประมวลผล ที่ผ่านการเก็บข้อมูล จากนั้นเราจึงมาวิเคราะห์และสรุปผล ว่าความสงสัยดังกล่าวที่เรามุ่งแสวงหาคำตอบนั้นมันเป็นเช่นไรบ้าง

จากที่ได้สัมผัสงาน R2R หลายๆ เรื่องที่ผ่านมานั้น พบว่า

  • มีหลายเรื่องเช่นกันที่เริ่มต้นจากปัญหาหน้างาน แต่พอเริ่มย่างก้าวหาคำตอบ อ้าว..กลับเบนความสนใจไปอย่างอื่น นั่นก็คือ ว่ากำหนดวัตถุประสงค์ไปคนละทางต่อความสงสัย ซึ่งสะท้อนถึงแนวคิดของนักวิจัยได้ในระดับของความชัดเจนต่อความเข้าใจปัญหา ดังนั้นในการทำงานเราพบว่าเรามีปัญหาหรือมีความสงสัยมากมาย เราต้องมาทำความเข้าใจต่อปัญหาเราก่อน ว่ามันน่าจะมีสาเหตุมาจากอะไร ถ้าเราหาสาเหตุแห่งปัญหาเราเจอ จะทำให้เคลื่อนกระบวนการคิดไปสู่การหาวิธีหรือเลือกวิธีการแก้ปัญหาที่สอดคล้องได้ หลายๆ คนเมื่อเจอปัญหา แต่ไม่หยุดคิดใคร่ครวญก่อนว่าปัญหาที่ว่านั้นมีสาเหตุมาจากอะไร ซึ่งสิ่งที่สนับสาเหตุส่วนใหญ่ก็จะเป็นข้อมูลต่างๆ ที่มีทั้งที่เป็นสถิติหรือข้อมูลคุณภาพที่ผ่านการบอกกล่าวจากปรากฏการณ์
  • เมื่อเราเข้าใจในปัญหาและสาเหตุชัดเจนแล้ว ความสอดคล้องของการกำหนดเป้าหมายตลอดวิธีการศึกษาจะล้อตามกันไป เหมือนวงล้อที่หมุนเป็นเกลียวไม่แตกขบวน ไม่แตกแถว

จริงๆ แล้วหากว่าใครมีทักษะในกระบวนการคิดใคร่ครวญแล้ว ค่อนข้างจะทำวิจัยได้ง่าย เพราะแท้ที่จริงแล้ววิจัยเป็นการคิดสืบสาวราวเรื่องอย่างเป็นระบบ มีปัญหาก็ต้องหาสาเหตุ เมื่อได้สาเหตุก็เลือกวิธีการแก้ไขได้ตามสาเหตุ จากนั้นก็มาวัดและประเมินผลหน่อยดูว่ามันใช่ไหม... และที่ขาดไม่ได้มองดูรอบด้านด้วยว่าเคยมีใครเคยคิด เคยมอง เคยทำอย่างที่เรากำลังเผชิญอยู่หรือเปล่า (review leterature ; ทบทวนวรรณกรรม)

ความเหมือนของงาน R2R จึงอยู่ที่กระบวนการที่เป็นระบบตามทักษะของการทำวิจัย

ความต่าง คือ ... ปัญหาการวิจัยต้องมาจากปัญหาหน้างานของตนเอง และเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไขด้วยการทำวิจัย บางเรื่องอาจไม่ต้องทำวิจัย แต่สามารถพัฒนาต่อได้เลย แต่บางงานนำมาหาคำตอบเพื่อพิสูจน์ว่าใช่ไม่ใช่ ก็ทำการยืนยันด้วยการทำวิจัย จากนั้นทำไปแล้วคำตอบที่ได้มาช่วยแก้ไขปัญหาหรืองานที่เราทำอย่างไรบ้าง

มีหลายงานที่วงล้อแตกขบวน...

เริ่มต้นเรื่องหนึ่ง ระหว่างทางเป็นอีกแบบหนึ่ง และตอนท้ายจบอีกแบบหนึ่ง

หรือบางเรื่องเริ่มต้นได้ดีมาก แต่...ยังไม่มีตอนจบ แต่เข้าใจว่าจบแล้ว เรื่องทำนองนี้เสียดาย หากได้รับการบอกทางอีกนิดจะถือได้ว่าเป็นงานวิจัย R2R ที่น่าสนใจทีเดียว

แต่อย่างไรก็ตาม...ไม่ใช่เพียงแค่ว่าจะเอาแต่ skill หรือทักษะอย่างเดียวเท่านั้น เราต้องเอา "ใจ" ให้หมุนล้อตามวงแห่งการเรียนรู้นั้นด้วย และต้องเป็นการเรียนรู้ด้วยจิตด้วยใจแห่งความเบิกบาน จะทำให้การทำ R2R เป็นการพัฒนาคุณภาพงานอย่างแท้จริง เพราะเป็นการพัฒนางานที่เปี่ยมด้วยพลังแห่งความก้าวหน้าและมุ่งมั่นต่อหนทางเพื่อ "ความเจริญขึ้น"...

 

๗ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๓

ความคิดหมุนวนเป็นเกลียว