ปฏิบัติหน้าที่คือปฏิบัติธรรม

All that is necessary for the triumph of evil is that good men do nothing.
Edmund Burke
Irish orator, philosopher, & politician (1729 - 1797)

ในโลกนี้ไม่มีการ "ไม่ทำอะไร" เนื่องจากเราทุกคนนั้น "ทำอะไร" อยู่ตลอดเวลา รวมไปถึงการที่ดูเหมือนว่า "ไม่ทำอะไร" นั้นแท้ที่จริงเราอาจจะกำลัง "ทำอะไร" อยู่มากพอดูทีเดียว

สมัยหนึ่งที่ผมไปเรียนหนังสือที่สหราชอาณาจักร เห็นระบบสนับสนุนสังคมบางส่วนของเขาก็ทึ่ง คือรัฐจะมีการ "อุ้ม" ผู้ด้อยโอกาสในสังคมเยอะมาก โดยใช้งบประมาณจากภาษีส่วนรวม เรียกเงินช่วยตรงนี้ว่า benefit ซึ่งคนที่ลงทะเบียน ก็จะไปเซ็นชื่อรับเงินที่ที่ทำการไปรษณีย์ทุกอาทิตย์ (ที่นั่นเขาใช้ที่ทำการไปรษณีย์หลายหน้าที่ หลายเป็น social network เล็กๆ ที่คนบางคนได้เจอะเจอกันทุกอาทิตย์เป็นเวลาสิบๆปี น่าเสียดาย ตอนนี้ระบบอิเลคโทรนิคส์กำลังไล่ที่ทำการไปรษณีย์ให้เหลือน้อยลงเรื่อยๆ for the sake of "efficiency") รัฐบาลมีทั้ง unemploy benefit (เงินช่วยผู้ไม่มีงานทำ) มีทั้ง single mother benefit (เงินช่วยหญิงที่เลี้ยงลูกคนเดียว ไม่มีสามี) มีทั้ง child benefit (เงินช่วยคนที่มีลูกอ่อน... ตอนลูกสาวคนโตผมเกิดที่นั่น ผมก็พลอยได้เงินช่วยตรงนี้ด้วย!!) มี teenage-mother benefit (เงินช่วยแม่เด็กที่ยังเป็นวัยรุ่น) มี housing benefit (เงิน และสิทธิในการขอบ้านจากเทศบาลอยู่ก่อน สำหรับผู้ด้อยโอกาส)

ซึ่งจะเห็นว่าต้องใช้เงินมากมายมหาศาลทีเดียว ไม่แปลกอะไรที่ภาษีของประเทศที่มีนโยบายเพื่อสังคมแบบนี้จะแพงสุดกู่

มนุษย์ก็ยังเป็นมนุษย์ แม้ในเรื่องที่ทำเพราะเจตนาดีมากๆ ก็ยังมีด้านลบของมันอยู่

ไปๆมาๆ จากระบบ benefit ที่เกื้อกูลผู้ที่ด้อยโอกาสนี้เอง กลับกลายเป็นที่ที่คนนำไปแสวงหาผลประโยชน์ อาทิ เด็กวัยรุ่นบางคนก็จะรีบมีเพศสัมพันธ์ มีลูก แต่ไม่จดทะเบียน และสามีหายไป เพื่อที่ตนเองจะได้ claim เอา child benefit, single mother benefit, teenage-mother benefit แถมอาจจะพ่วง unemploy-benefit และขอบ้านฟรี หรือราคาต่ำอยู่ก่อน (housing benefit) จากเทศบาล อาทิตย์หนึ่งๆได้เงินช่วยจากรัฐบาลเยอะ เรียกว่าพออยู่ได้เลยทีเดียว

ระบบเกื้อกูลนี้ ถ้าจะใช้การได้ คนต้องขวนขวายหางานทำ เพราะเขาไม่ได้หวังว่าจะอุ้มตลอดไป แต่ก็นั่นแหละ งานมันก็ไม่ได้หาได้ง่ายๆ พิสูจน์ยากว่ากำลังหา หรือไม่ได้หา ปรากฏว่าก็มีบางส่วนที่พยายามหลอกระบบ และขอเงินไปเรื่อยๆ อ้างว่ายังหางานไม่ได้ และ status อื่นๆ ก็ขอ claim benefit ไปพลางๆ

ถ้าหากสถานการณ์เช่นนี้เป็นไปเรื่อยๆ จะเกิดอะไรขึ้น?

ปรากฏว่าลูกที่เติบโตมาในบ้านนี้ ไม่เคยเห็นแม่ทำงานแม้แต่วันเดียว แต่ก็มีเงินใช้ อยู่ได้ โตขึ้นมา ไม่เคยเห็น model ที่คนต้องทำงานหาเงินเลี้ยงตนเอง ก็จะเข้าใจว่า "สิทธิ" ที่ตนเองได้นั้น เป็นได้มาโดยอัตโนมัติ ข้่ามขั้นตอนที่สำคัญที่สุดไปของการมีสิทธิ คือ "หน้าที่"

เงินภาษีที่ได้มาเกื้อกูลผู้ด้อยโอกาสนั้น มาจากการปฏิบัติ "หน้าที่​" ของพลเมืองคนอื่นๆ หาเงิน มีรายได้ แล้วก็เสียภาษี ไม่ใช่เงินที่ตกลงมาจากฟากฟ้า ระบบจะอยู่ไม่ได้หากมีแต่คนใช้เงิน แต่ไม่มีคนปฏิบัติหน้าที่ หรือหาเงินแต่พยายามหลีกเลี่ยงภาษี เห็นแก่ตัว ดังนั้นต้องระมัดระวังไม่ให้ compassionate policy (นโยบายเมตตา) กลายเป็น nanny policy (นโยบายอุ้มเด็ก) ไป เพราะเราหวังว่าเด็ก หรือคนด้อยโอกาส จะโตเป็นผู้ใหญ่ จะเติบโตสร้างโอกาสขึ้นเองได้สักวันหนึ่ง เพื่อชดเชยสังคมให้คนต่อๆไปภายหลัง

"การไม่ทำอะไร" นั้น เป็นการกระทำอย่างมาก ทหารที่ไม่ปฏิบัติหน้าที่ อยู่เฉยๆในยามที่ควรจะทำอะไรสักอย่างอาจจะส่งผลให้เราสูญเสียทั้งประเทศ ตำรวจที่ไม่ปฏิบัติหน้าที่อาจส่งผลให้กฏหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์คนไม่เชื่อหรือปฏิบัติตาม ครูที่ไม่สอน หมอไม่ช่วยคนไข้ ทนายความไม่ส่งเสริมความยุติธรรมในสังคม ฯลฯ การไม่ทำอะไร ล้วนส่งผลกระทบเป็นโดมิโนต่อสังคมโดยรวม ไม่แพ้การทำอะไรๆเลยทีเดียว

การที่เราหันไปทำอะไรที่ไม่ใช่หน้าที่ก็อยู่บนหนทางอันโฉบเฉี่ยว เพราะเราอาจจะกำลังเพิกเฉยต่อหน้าที่หลักของเราอยู่ก็ได้ ดันไปทำอะไรที่เราไม่ได้มีหน้าที่ เราไม่ได้ชำนาญ เราไม่มีความรู้ ไม่มีหลักการหลักวิชา ผลก็คือลดศักยภาพที่แท้ลง เหมือนเอาช่างไม้ไปทาสี เอาหมอไปว่าความ เอาวิศวไปผ่าตัดคนอื่น แม้ว่าบางครั้งเราอาจจะขัดใจที่คนอื่นๆไม่ทำหน้าที่ของตนเอง แต่ก่อนที่ตนเองกระโดดไปทำหน้าที่ของคนอื่น แม้ว่าจะโดยเจตนาที่ดีก็ตาม อาจจะใคร่ครวญดูว่า หนทางที่ดีที่สุด อาจจะต้องดูที่หน้าที่ของตนเองเสียก่อน ว่ามีคนดูแลไหม หากเราไม่ทำจะเกิดอะไรขึ้น และหากเราไปทำอย่างอื่นนั้น จะดีจริงหรือ

มีคำอยู่คำหนึ่งคือ armchair critic หมายถึงคนที่นั่งวิพากษ์วิจารณ์จากเก้าอี้ คือเฝ้าดูมานาน จนกระทั่งคิดว่าตนเองมีความรู้ความสามารถ ก็เที่ยววิพากษ์วิจารณ์ไปทุกเรื่อง วิจารณ์ไปวิจารณ์มา เลยเข้าใจว่าตนเองเป็นผู้เชี่ยวชาญ เห็นบ่อยเวลาดูบอล!! ไอ้คนโน้นวิ่งช้าไป คนนั้นไม่ยอมประกบคนนี้ เกมนี้ทีมนี้น่าจะชนะมากกว่า ฯลฯ แต่ตนเองวิ่งได้ประมาณ 100 metres ก็แทบจะสิ้นสติสมประดี ดังนั้นเวลาที่เราคิดว่างานที่คนอื่นทำนั้นง่ายๆ ทำไมไม่ทำอย่างนั้น ทำไมไม่ทำอย่างนี้ เราอาจจะต้องชะลอสักนิดนึง เพราะสิ่งที่เราคิดว่าควร ว่าต้องนั้น เขาอาจจะคิดไปก่อนแล้วแต่ในทางปฏิบัติมันทำไม่ได้ เพราะเหตุผลอีกมากมายที่คนใน คนที่ทำมาทุกวี่ทุกวันเท่านั้นถึงจะรู้ เขาก็เลยไม่ได้ทำอย่างที่พวก armchair critic แนะนำให้ทำ

ยิ่งในยุค IT สื่อสารดีขนาดนี้ มันก็ง่ายที่จะทำให้เกิด armchair critic เต็มบ้านเต็มเมือง เพราะเราหาข้อมูลได้เยอะ ได้ง่าย (คุณภาพนั้นอีกเรื่องนึง) แต่ละคนกลายเป็นกูรูผู้เชี่ยวชาญกันทั้งนั้น บางคนบริหารงบรายเดือนของตนเองยังจับต้นชนปลายไม่ถูกสักเดือนก็สามารถวิจารณ์งบประมาณประเทศได้อย่างฉาดฉาน บางคนปลวกบุกบ้านก็ยังไม่รู้ทำอีท่าไหนดีก็ดันสามารถแนะนำการทหาร การสู้รบปกป้องบ้านเมืองเหมือนกับเป็นจอมทัพมาตลอดชีวิต หรือบางคนบริหารร้าน บริหารบริษัท มีคนงาน 100 คน ก็เกิดเข้าใจแล้วว่าบริหารประเทศ 65 ล้านคนนี้มันคงจะเหมือนๆกัน

เพราะว่าเราแต่ละคน เติบโต ปฏิบัติงานที่เราทำมานี้ มันมีเหตุผลของมันอยู่ เพราะเราได้เรียน ได้ฝึกฝน ทำหน้าที่ของเรามาเป็นปีๆ เกิดทักษะ ความรู้ ความพึงพอใจ เราจึงทำงานของเราได้ดี เกิดปัญญาคิดวิเคราะห์ได้กว้างขวาง การทำหน้าที่เสมือนการปฏิบัติทำ สะท้อนตนเองว่าเราคือใคร กำลังทำอะไร เพราะอะไรเราถึงได้ทำในสิ่งที่ทำ และสิ่งที่เราทำนั้นมีความหมายว่าอย่างไร เพียงเท่านี้สิ่งที่จะได้เรียน ได้ศึกษา ก็มากมายมหาศาลแล้ว โดยยังมิต้องออกไป critic วิพากษ์ความบกพร่องในเรื่องที่ตนเองอาจจะได้ข้อมูลมายังไม่พอ มองไม่รอบ ไม่ลึก หรือแม้กระทั่งได้ข้อมูลมาเพียงแค่ propaganda หรือการปั่นข้อมูลที่ไม่เป็นจริงให้เกิดอารมณ์ เกิดความรู้สึกมากมาย

เราอุตส่าห์ทำงาน มี​ "หน้าที่" ได้แล้ว เราควรจะพิจารณาและปฏิบัติหน้าที่ให้ถึงที่สุด ผลกระทบที่เราทำนั้น มากกว่าแค่งานที่อยู่ แต่เป็น "ธรรมะ" ของมนุษย์ ว่าเรามีส่วนเกี่ยวข้องกับสังคมโดยรวมอย่างไร เมื่อไรก็ตามที่เราเกิดอยาก "หยุด" ปฏิบัติหน้าที่ของเราเอง และหันไปทำหน้าที่ของคนอื่น ก็ควรจะใคร่ครวญให้ดีว่าความอยากนั้นเป็นอุปาทาน เป็นอารมณ์ หรือเป็นสิ่งที่เราได้ครุ่นคิดใคร่ครวญอย่างแยบคายแล้วว่า เป็นอันพึงกระทำ