๕ พฤษภาคม ๒๕๕๓
สวัสดียามค่ำคืนค่ะครู
คืนนี้หนูพยายามมากขึ้น แม้จะไม่ดีที่สุดแต่ก็ดีกว่าที่ผ่านมา
เมื่อคืนหนูเอยู่บ้านเพราะตั้งใจขับรถไปส่งแม่และหลานที่มาอยู่ด้วยสองวัน ตอนที่ครูโทรมาหนูยังทานข้าวเย็นอยู่กับที่บ้านค่ะ ตอนขณะที่ฟังครู รู้สึกถึงใจที่หยาบกร้านของตนเองก็ท้อใจ ขนาดครูเหนื่อยยากมากเพียงนี้ แต่ใจศิษย์ยังแข็งกร้าน ก็สมควรแล้วที่ครูจะบอกว่า
“พี่จะไม่สอนเราแล้ว พี่ให้โอกาสเรามาหลายเดือน ตั้งแต่ให้ออกแบบชีวิตตนเอง พอเราเคร่งเข้มงวดก็ต่อต้าน พอเราหย่อนก็เหลวไหล”
สิ่งที่ครูพูดมาเป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ แต่ใจหนูหยาบกร้านมาก ๆ มันเฉยแบบขุ่น ๆ แต่พอผ่านไปใจเศร้าหมอง เดินกลับไปเก็บของเก็บกระเป๋า หมดอาลัยตายอยาก จะร้องไห้ก็ไม่ได้ อย่างน้อยก็ไม่ปรารถนาให้ คนในครอบครัวต้องมาทุกข์เพราะหนู พ่อกลับไปหลังจากที่หนูให้ยาท่านทาน เพราะท่านรู้สึกไม่ค่อยสบาย ไม่นานแม่ก็ปลีกตัวไปอีกคน หนูจึงค่อยหิ้วกระเป๋าแบบคอตกเดินกลับบ้านพ่อกับแม่ ทั้ง ๆที่หลาน ๆ ขอให้นอนด้วย แต่พอประเมินตนเองแล้ว เกรงว่าจะไปทำให้หลานได้รับผลกระทบ
พอถึงบ้านพ่อขึ้นนอนแล้ว แม่ยังท่านเล่นเกมอยู่ข้างล่าง หนูจึงอาบน้ำแล้วก็ขึ้นนอน รู้สึกเสียใจ น้ำตาจะไหล ใจอยากออกไปนอนอีกห้องเพื่อจะได้ร้องไห้ แต่ก็บอกตนเองว่า ร้องไปก็เท่านั้น เสียใจก็คือเสียใจ แต่ก็ไม่นานค่ะครู ยังไงหนูก็บอกตนเองว่า “ยังไงก็สู้ต่อ ส่วนครูจะว่าอย่างไรก็แล้วแต่ท่านจะเมตตา หากนำสิ่งที่ท่านสอนไปอ้างถึงหรือทำ ก็ให้ระลึกถึงครู เพราะสิ่งเหล่านี้ที่ได้มา ไม่ได้คิดเอง แต่ครูสอนมา อย่าอวดเก่ง” ได้ข้อสรุปให้ตนเองจึงเข้านอน
ตอนเช้าตื่นขึ้นมาเห็นแม่นอนข้าง ๆ แต่พ่อลุกไปแล้วค่ะครู ดูเหมือนว่าได้ยินเสียงพระที่วัดตีระฆังออกบิณฑบาตร แม่รีบไปทำกับข้าว แต่ดูเหมือนจะไม่ทันพ่อไปรับพระที่จะออกบิณบาตร ท่านจึงเมตตาบอกว่า “เดี๋ยวค่อยเอากับข้าวไปทีหลัง” จึงได้โอกาสเตรียมกับข้าวช่วยแม่
พอขับไปถึงวัดแม่ออกที่วัดถามว่า “อ้าว ทำไมเอารถมาสองคัน เพราะเมื่อเช้าหลังไปรับพระ พ่อเอารถลงไปขนกับข้าวที่ครัวด้วย” หนูยิ้มแล้วบอกท่านซื่อ ๆว่า “หนูตื่นสายค่ะ”
พอไปถึงศาลาแต่ละคนช่วยขนกับข้าว วันนี้มีโยมนำผ้าไตรมาถวายหกชุด หลวงปู่ถามว่า “ใครจะบวช” โยมยิ้มกันอย่างเบิกบาน ท่านเมตตาเทศน์สอนว่า
“คนเราชอบบุญแต่ไม่รู้ยังไง ทำแต่บาป เพราะมันไม่รู้จักบาป รู้จักบุญ”
เทศน์หลวงปู่สะเทือนเข้าไปในใจหลังจากลำเลียงกับข้าวเสร็จหนูมานั่งข้างหลัง น้ำตาไหลพราก ไม่มีเสียงคร่ำคราญ แต่แปลกค่ะครู ทั้ง ๆที่น้ำตาไหล แต่รู้สึกได้ว่าใจสว่าง มันเป็นสว่างอยู่ในหัว ทั้ง ๆที่น้ำตาไหล หนูนั่งดูน้ำตามันไหล น้ำมูกมันไหล แล้วก็ค่อย ๆ เช็ดมัน พอพระให้พรเสร็จ น้ำตาที่แก้มโดนเช็ดแล้ว น้ำมูกโล่งแล้ว แต่ตาแฉะ แม่ชีท่านเดินมาคุยด้วย “อนุโมทนาบุญที่หนูซื้อฝ้ายไปถวายท่านเพื่อทำไส้เทียนเดินจงกรม เพราะเทียนใหญ่ที่วัดไม่ค่อยมี แต่ขี้เทียนเยอะแม่ชีท่านจึงบอกบุญให้หนูไปหามาเพื่อหล่อเทียน” ท่านบอกว่า
“ได้เทียนเยอะเลยเกือบสามสิบเล่ม” หนูยิ้มรู้สึกเบิกบานแต่ก็แป๊บเดียว ใจแว๊บรู้สึกอายที่ตายังแฉะ
วันนี้พ่อและหนูอยู่ทานข้าวที่วัดทานเสร็จประมาณแปดโมงเช้าพ่อพามาที่รถ พ่อถามว่า “จะลงไปเลยไหม” หนูเรียนท่านว่า “ลงค่ะแต่เดี๋ยวแป๊บหนึ่ง” แล้วพ่อก็ออกไป หนูนั่งลงริมสระน้ำหันไปทางขวาเป็นศาลาต่ำที่หลวงปู่รับแขก หนูยกมือไหว้ แม้จะไม่มีท่านนั่งอยู่
ถามตนเองจะเอายังไงต่อไป รู้สึกในตนเองว่าถอยไม่ได้ ใจอยากเข้าไปอ้อน ขอกำลังใจจากหลวงปู่ ว่า “ครูท่านที่สอนหนูมาท่านทิ้งแล้ว” แล้วคำครูก็ปรากฏขึ้นมาบอกว่า “นักกรรมฐานต้องสู้เอง สู้เองก่อน จนหมดสติ หมดปัญญา ค่อยหาที่พึ่ง” แล้วก็มีคำว่า “ยังไงก็เป็นศิษย์พระพุทธเจ้า ครูท่านเมตตาชี้ทางมาขนาดนี้ แต่ไม่รู้จักทำก็สมควรแล้ว ต่อไปก็สู้เอา ไม่ใช่หาที่เกาะใหม่ ตั้งใจพึ่งตนเองให้ได้” แม้จะรู้สึกเสียใจอยู่ แต่หนูก็ตัดสินใจขับรถกลับบ้านกราบระลึกขอบพระคุณหลวงปู่และครู
มาถึงบ้านใจรู้สึกหมดแรงเหนื่อยอ่อนล้า เห็นพี่สาวทำงานก็เข้าไปช่วยแล้วก็ไปพักที่ห้องนอนหลาน ๆ ช่วงนี้พี่สาวเกิดปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน การได้หยิบยื่นเงินของตนเองแม้จะน้อยนิดให้ท่าน ใช้แรงช่วยงานท่านเป็นอะไรที่หนูบอกตนเองว่า “ทำเต็มที่อย่างที่ครูสอนมันเป็นแบบนี้นี่เอง” เต็มที่เท่าที่กำลังของน้องสาวคนนี้มี
สาย ๆ หนูไปเก็บของเพื่อขนกลับขอนแก่น เอารถไปล้างประมาณเที่ยง ๆ ทานข้าวแล้วก็ยกโต๊ะ ตู้ ขึ้น ขณะที่ช่วยกันยก พ่อก็เป็นธรรมชาติของท่าน แม่ก็เป็นธรรมดาของแม่ และท่านอื่นๆ ที่เข้ามาช่วยหลือ ให้ความรู้สึกของคำ ๆ นี้ค่ะครู “ครอบครัว” แม้จะดูค่อนข้างวุ่นวาย แต่นี่แหละคือ ครอบครัว ทุกคนตั้งใจ ช่วยเหลืออย่างเต็มที่ กว่าจะออกมาจากบ้านก็บ่ายสองกว่า ๆ หนูกราบลาพ่อ แม่ น้า พี่สาว พี่เขยและญาติ ๆ บอกท่านว่าอาทิตย์นี้คงยังไม่กลับ
ระหว่างทางขับรถเพื่อนโทรมาคุย ทำให้ระลึกถึงครู การคุยไปด้วยขับรถไปด้วย ทำให้ต้องประคองสติ พอมาถึงขอนแก่น เพียงจอดรถน้องชินจังและแม่เหมียว ออกมาต้อนรับ หนูรู้สึกเอ็นดูจึงขโมยหอมแก้ม
พี่ ๆ ข้างบ้าน แต่ละคนออกมาช่วยยกของ สักพักเห็นข้อความของครูใจหนู “รู้สึกดีใจ” แล้วหนูก็วางโทรศัพท์ไว้ด้านนอก ทุกคนช่วยยกของ พอออกมาเห็น ครูโทรเข้า แต่ไม่ได้รับ ใจหนูอยากโทรกลับหาครู มีความคิดสารพัดเกิดขึ้น แต่พอมองพี่ ๆ ยังช่วยยกของอยู่ จึงบอกตนเองว่า “คนตรงหน้าสำคัญที่สุด” พอเข้ามาในบ้านระบบน้ำที่ต่อไว้ยังมีปัญหา น้าชื่นจึงมาช่วยต่อ พอเสร็จแล้วพี่วุฒิที่ช่วยต่อระบบท่อ ก็มาช่วยดูและชี้แนะว่าแก้ไขอะไรไปบ้าง ด้วยความเมตตาของคนรอบข้าง
หนูยังจัดของไม่เสร็จแต่เมื่อครูให้โอกาสแล้ว ตั้งใจกับตนเองว่า “อะ เริ่มใหม่” จึงเปลี่ยนรองเท้าไปวิ่งออกกำลังกายก่อน แล้วค่อยมาจัดต่อ วิ่งสร็จ ผ่อนคลายร่างกาย เก็บของต่อ ทำดีท๊อก ขัดห้องน้ำ อาบน้ำ แล้วก็ขึ้นมาสวดมนต์ นั่งสมาธิ แล้วค่อยมาเขียนจดหมายหาครูค่ะ ขณะนั่งสมาธิรู้สึกใจเบาสบายขึ้นมาระลึกกราบเท้าขอขมาครูและกราบขอบคุณครูค่ะ”
ที่ผ่านมาหนูงี่เง่า เป็นอะไรที่ยากจะให้อภัย หนูกราบขอบพระคุณครูค่ะ
ศีล
ข้อ ๑ หนูพยายามเลี่ยงการฆ่าสัตว์ แต่การทำความสะอาดบ้านก็ดูจะมีสิ่งมีชีวิตมากมายที่ได้รับผลกระทบค่ะ
ข้อ ๒ หนูไม่ขโมยของใคร หยิบของรักของใครไหม อืมหนูเอาตู้เสื้อผ้าที่หลานใช้อยู่มาและก็เครื่องเล่น DVD แม้ทั้งสองชิ้นเป็นของหนูแต่ช่วงที่ผ่านมาเขาทั้งคู่ใช้อยู่ หนูก็รู้สึกผิดอยู่พยายามอธิบายให้เขาเข้าใจ แต่ก็รู้สึกในตนเองว่า เสียใจค่ะ
ข้อ ๓ หนูไม่แย่งแฟนใครค่ะ
ข้อ ๔ หนูพยายามทำให้ดีที่สุด ทำตามสิ่งที่เคยฝึกฝนตนเองมา แม้จะยังไม่สมบูรณ์พร้อมแต่หนูก็จะพยายามค่ะ หนูจะพยายามทำให้ได้ หนูไม่ต้องการเป็นศิษย์ที่ทำร้ายครูอย่างวันที่ครูขับรถไปส่งที่ยางตลาดอีก
ข้อ ๕ หนูไม่ดื่มเหล้าค่ะ แต่ก็ดูเหมือนจิตคุ้นเคยกับการคิดแบบหลง ๆ เคลิ้มค่ะ
หากเราฝึกเขียนและเจริญสติไปด้วย...
เราจะพบว่าเราพิมพ์ผิดเยอะเลย เรื่องนี้พี่ก็กำลังฝึกฝนเหมือนกัน พยายามตรวจสอบ แต่บางครั้งก็พบว่าตัวเองนั้นก็พิมพ์ผิดเยอะเหมือนกัน แต่ก็ใส่ใจนะ นี่เป็นข้อบกพร่องของพี่เลยล่ะ
ค่ะ (^_^)
รู้สึกดีใจที่ได้ยินคำเตือนจากพี่ปุ๋ม
หนูจะพยายามฝึกฝนต่อไปค่ะ