ทำบุญ กุศล มีความสุข

ทำบุญเพื่อชาตินี้
คนไทยกับการทำบุญ ถือได้ว่าเป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ชิดกัน ทุกๆ ท่านคงได้รับรู้ ได้เห็นเรื่อยมาตั้งแต่เด็กจนแก่ชรา เดี๋ยวทำบุญที่นั่น ที่โน่น ทำบุญเรื่องนั้นเรื่องนี้ มากมายแทบทุกวัน โดยมี “วัด”และศาสนสถาน ที่แต่ละบุคคลศรัทธาเป็นศูนย์กลางของการทำบุญ
ถามว่าคนไทยทำบุญเพื่ออะไร คำตอบคงมากมาย บางคนบอกว่าทำบุญเพื่อความสุขใจ บ้างทำเพื่อเป็นสิริมงคลในวันสำคัญ บ้างทำบุญเพื่อสะเดาะเคราะห์ บ้างทำเพื่อบุคคลที่ล่วงลับไปแล้ว บ้างทำเพราะเชื่อว่าชาติหน้าจะได้โชคดีมึสุขกว่าชาตินี้ ฯลฯ
ก็มีเช่นกันที่ไม่เชื่อเรื่องการทำบุญ ที่เลยเถิดถึงขั้นต่อต้านก็มี ก็คงแล้วแต่ความเชื่อความคิดของแต่ละคน เข้าหลักนานาจิตตังนั่นเอง
สำหรับผม ถามว่าชอบทำบุญไหม ตอบว่า “แล้วแต่โอกาสครับ” แต่ที่ชอบมากคือการได้ไป “วัด”ในทุกโอกาสที่มี เช่นเมื่อช่วงหยุดยาวสงกรานต์ที่ผ่านมา ผมใช้เวลาสองวันเต็มไปไหว้พระตามวัดต่างๆ โดยวันแรกไปที่จังหวัดอยุธยาและวันต่อมาไปจังหวัดสุพรรณบุรี
การได้ไปวัดนั้น สิ่งแรกที่ชุ่มเย็นฉ่ำใจคือได้กราบพระพุทธรูปที่งดงามและทรงคุณค่า บางองค์มีอายุเก่าแก่หลายร้อยปี ผ่านการกราบไหว้ของผู้คนมานับแสนนับล้านคน จากนั้นผมจะใช้เวลาเดินดูความงดงามของลายปูนปั้น ลายรดน้ำ ภาพจิตรกรรมฝาผนังที่บอกเล่าเรื่องราวทางพุทธศาสนา รวมถึงตัวโบสถ์ที่ก่อสร้างด้วยความมั่นคงมีเอกลักษณ์งามตามยุคสมัย บางแห่งเพียงยลที่หน้าบรรณด้านบนก็คุ้มค่าแก่การสัญจรมากราบไหว้
ที่ได้เห็นอยู่บ้าง คือผู้ใหญ่พาเด็กๆ ลูกหลานตามมาไหว้พระที่วัดด้วย แม้จะไม่มากนักก็ตาม แต่ยังพอได้ชื่นใจอยู่บ้างว่า ยังมีเด็กส่วนหนึ่งที่ได้เข้าวัด ได้ซึมซับรับเอาวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีและใกล้ชิดความดีความงามอยู่บ้าง ภาพเช่นนี้ทำให้ผมอดนึกไปถึงอดีตของไทยเราที่ “วัดเป็นสถานศึกษาของเด็กๆ” หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า “โรงเรียนในวัด” ซึ่งขณะนี้ยังมีหลงเหลืออยู่บ้างในลักษณะของ “โรงเรียนตั้งอยู่ในวัด” (น่าเสียดายมากว่า แม้ตั้งอยู่ในวัด แต่พระสงฆ์ได้มีส่วนร่วมสอนศีลธรรมเด็กๆ ไม่มากเลย)
กลับมาเรื่องการทำบุญที่ผมได้เขียนเป็นหัวข้อไว้นั้น โดยเจตนาที่ต้องการสื่อต่อไปก็คือ นอกจากการไปทำบุญกันที่ “วัด”แล้ว ผมเชื่อและเข้าใจว่าท่านผู้อ่านจำนวนไม่น้อยก็เชื่อเช่นผมคือ การทำบุญทำได้อีกหลายลักษณะที่นอกเหนือไปจากการทำบุญที่วัด เช่นการทำบุญด้วยการไปเลี้ยงอาหารเด็ก ผู้พิการหรือผู้สูงอายุตามสถานสงเคราะห์ต่างๆ หรือการให้ทุนการศึกษาแก่เด็กด้อยโอกาสผ่านไปยังมูลนิธิฯองค์กรการกุศลต่างๆ ไม่เว้นแม้แต่การปล่อยนก ปล่อยปลา ปล่อยเต่าให้เป็นอิสระ (แม้จะรู้ว่าปล่อยแล้วสัตว์เหล่านั้นก็จะถูกดักจับมาให้ผู้คนได้เวียนไปปล่อยอีกก็ตาม)
ผมเรียกการกระทำในลักษณะนอกวัดเช่นนี้ว่าเป็นการ “ทำบุญเพื่อชาตินี้”เพราะได้รับผลบุญทันตาคือ ทำแล้วมีความสุขอิ่มเอิบใจ ด้วยการได้เห็นคนที่เดือดร้อนทุกข์ยากมีความสุขกับสิ่งที่ได้รับ ขณะเดียวกันผู้ทำบุญเองก็ได้ฝึก “การลดความเห็นแก่ตัวลง” ด้วยการ “ให้ผู้อื่น” นั่นเอง
ครับเหตุนี้เอง...ผมจึงขอเชิญชวนท่านทั้งหลายได้ร่วมกัน “ทำบุญ”ให้มากขึ้น
...................................................

สวัสดีค่ะอาจารย์
ชอบทำบุญหย่อนกล่องบริจาคค่ะ โดยเฉพาะให้เด็กๆๆค่ะ
สงสารเด็กด้อยโอกาส อยากลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย
การทำบุญที่ได้ผลบุญมากคือการให้การศึกษาครับ หากท่านที่เป็นผู้บริหารสถานศึกษา ครูและบุคลากรทางการศึกษา ทำหน้าที่ให้ความรู้แก่นักเรียน ให้นักเรียนเป็นทรัพยากรที่เป็นประโยชน์แก่สังคม และประเทศชาติจะดีมากครับ ให้นักเรียนเป็นคนที่ ดี เก่งและมีสุข ดี (คุณธรรม จริยธรรม) เก่ง(มีความรู้ทางวิชาการ) สุข(รู้จักการทำหน้าที่ในสังคม และรูจักใช้ชีวิตที่เป็นประโยชน์)
พระพุทธองค์ท่านทรงเมตตาให้ความรู้แก่ศิษย์ ทำให้รู้ทางพ้นทุกข์และบรรลุธรรมในที่สุด ดังนั้นความรู้ การศึกษาจึงเป็นกระบวนการที่สำคัญที่จะพัฒนาความเป็นมนุษย์ให้สมบูรณ์ทำให้คนเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่า และทำให้สังคมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขครับ
เห็นด้วยอย่างยิ้งกับ อ.ดร.วรกาญจน์ครับในเรื่องบุญที่จเกิดจากการให้การศึกษา เพราะเผป็นการให้อนาคต ให้รู้ถูกรู้ผิดแก่มนุษย์ครับ
สำหรับคุณแก้วนั้น การบริจาคทรัพย์ที่พอมีหยอดกล่องรับบริจาคนั้นก็ขออนุโมทนาด้วยครับ