"ความชุลมุลวุ่นวายอย่างไม่เคยปรากฏ ได้ก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วในหมู่บ้านที่เงียบสงบแห่งนี้"

 

 

ย้อนกลับไปเมื่อ 6 ปีก่อนในตอนค่ำของวันที่ 17 มกราคม 2547 ได้มีคำบอกเล่าอยู่ชุดหนึ่งกระพือโหมอย่างรวดเร็วไปทั่วทั้ง 3 ตำบล ซึ่งประกอบด้วย ต.แม่ตาว ต.พระธาตุผาแดง ต.แม่กุ อ.แม่สอด จ.ตาก

                ประโยคคำพูดที่ว่านั้น น่าหวาดหวั่นอย่างยิ่ง มันถูกส่งต่อจากปากต่อปาก คนแล้วคนเล่า

                “เขาว่าบ้านเรามีสารพิษ”

                “ได้ข่าวว่ามีการพบสารพิษในหมู่บ้านเรา ต่อไปเราคงอยู่ไม่ได้แล้ว”

                “สารพิษจากดอยผาแดงกำลังไหลลงมายังหมู่บ้านเรา”

                “ฯลฯ”

                เสียงลือต่างๆ เกิดขึ้นหลังจากข่าวทางโทรทัศน์ ระบุว่า ในเขต 3 ตำบลมีการค้นพบสารแคดเมียมปนเปื้อนในดินและพืช เกินกว่ามาตรฐานขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ซึ่งเป็นผลจากการสำรวจของสถาบันการจัดการทรัพยากรน้ำนานาชาติ (International Water Management Institute: IWMI) โดยมีการเก็บข้อมูลระหว่างปี 2541-2546

                หลังจากข่าวนี้แพร่กระจายออกไป ชาวบ้านทั้ง 3 ตำบล หรือ 12 หมู่บ้านที่อยู่ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ต้องตกอยู่สถานการณ์สับสนอลหม่านครั้งสำคัญที่สุดของประวัติศาสตร์ชุมชน หลายคนจับกลุ่มพูดคุย บ้างก็ตรวจสอบถึงที่มาที่ไป บ้างก็วิตกกังวลถึงอนาคตของตัวเอง

                แต่ปัญหาไม่ได้ถูกโยนให้ชาวบ้านเผชิญอย่างเดียวดาย หลายองค์กรทั้งภาครัฐ ชุมชน และเอกชน ได้ร่วมกันหาทางออก และสร้างทางทางเลือกดีที่สุด เพื่อให้เหมาะสมกับสังคมและวัฒนธรรมที่ดำรงอยู่

                พวกเขาหาทางออกกันอย่างไร ทำไมกรณีที่เกิดขึ้น ณ ลุ่มน้ำแม่ตาวถึงเป็นไปอย่างสันติ ละมุนละม่อม มองข้ามการเอาชนะคะคานเพื่อชี้ว่าใครผิดใครถูกแต่เพียงอย่างเดียว แล้วอะไรคือจุดร่วมที่ทุกๆ ฝ่ายต่างหันหน้าเข้าหากัน และ “จุดร่วม” นี้มีความสำคัญอย่างไรที่ทำให้ทางออกต่างๆ นั้น พึงพอใจแก่ทุกๆ ฝ่าย