เสียวน่ะแหละดี
ตั้งชื่อให้หวาดเสียวเล่นไปยังงั้นเอง ที่จริงจะพูดเรื่องการเรียน การสอน การศึกษาตะหาก อิ อิ
ท้าวความเดิมที่เคยเขียนเรื่อง Voice Dialogue ไว้สองสามปีที่แล้ว ที่ว่าคนเราเกิดมาก็มี "อวัยวะครบ" (ส่วนใหญ่) ทั้งอวัยวะทางกายภาพ และที่สำคัญก็คืออวัยวะทางจิต ทางปัญญา ว่าเราถูกเตรียมมาให้มีศักยภาพที่จะทำ จะเป็น อะไรก็ได้ที่ปราถนา เพราะเรามีอยู่แล้วทั้งฐานกาย ฐานใจ และฐานความคิดเป็นต้นทุน หากแต่ว่าโตๆขึ้นมา ศักยภาพที่ได้มาค่อยๆถูกละเลย เพิกเฉยไม่พัฒนา หรือถูกสะกดจิตซ้ำแล้วซ้ำอีกว่าเราไม่มี เราทำไม่ได้ หรืออย่าไปทำเลย สุดท้ายเราก็มีเท่าที่เรา (คิด) ว่ามีอยู่ตอนนี้
เปรียบเสมือนเราอาศัยอยู่ใน safe zone หรือพื้นที่ปลอดภัย ที่ที่เราทำไปแล้ว เราพอจะพยากรณ์ได้ (เกือบ) 100% ว่าผลจะเป็นอย่างไร ซึ่งการอาศัยอยู่ใน safe zone ก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร
แค่ "น่าเสียดาย" ถ้าเราอาศัยอยู่แต่ในพื้นที่นี้ตลอด หรือเป็นส่วนใหญ่!!
เพราะอะไรถึงพูดเช่นนี้?
เพราะการเรียนรู้นั้น หรือ "ความสนุก" กับการเรียนรู้นั้น มันอยู่ที่เราได้ก้าวข้ามพื้นที่คุ้่นชินไปยังพื้นที่ใหม่ๆ จนกระทั่งเกิดความรู้ใหม่ ทักษะใหม่ และเราเองได้กลายเป็นคนใหม่ คือจากไม่รู้ กลายเป็นรู้ จากรู้ กลายเป็นรู่้ว่ายังไม่รู้ จากรู้ว่ายังไม่รู้ กลายเป็นรู้ว่ายังไม่รู้อีกเยอะอีกมากมาย จากรู้ว่ายังไม่รู้อีกเยอะอีกมากมายมาเป็นเป็นรู่้ว่าเรายังสามารถที่จะรู้เรื่องที่เรายังไม่รู้ เปลี่ยนเรีื่องที่ไม่รู้เป็นรู้ได้ต่อไปเรื่อยๆ
เสมือนกับว่าตอนเราเรียนชั้นอนุบาลหนึ่ง เริ่มเผชิญตัวหนังสือยึกยือ ตัวเลขพิลึกกึกกือ พอมาขึ้นอนุบาลสอง เออ แน่ะ ตัวหนังสือมันผสมกันได้เป็นคำ ตัวเลขมาหักมาบวกกันได้ด้วยนิ ขึ้นประถมหนึ่งสองสามที่ห้า มันมีพื้นที่ใหม่ พื้นที่แห่งการพัฒนาได้เรื่อยๆ
เราก็อยากจะเลื่อนชั้นใช่ไหม? มีใครอยากสอบตก มีใครยังอยากอยู่อนุบาลหนึ่งบ้าง? เราดีใจไหมที่ได้ขึ้นอนุบาลสอง
มันอาจจะ "เสียวๆ" เอ.... ไม่รู้ครูประจำชั้นคนใหม่ดุใหม่ การบ้านจะเยอะไหม นี่เราต้องเปลี่ยนจากเขียนดินสอไปเป็นเขียนปากกาคอแร้งแล้วหรือเนี่ย เมื่อไหร่จะได้ใช้หมึกซึม เมื่อไรจะได้ใช้ปากกาหมึกแห้ง (ที่ รร.เก่าผม ต้องใช้ปากกาคอแร้ง พกหมึกสองขวด สีน้ำเงินกับสีแดงชั้นประถมหนึ่งถึงสี่ ป.ห้าถึงอนุญาตให้ใช้ปากกาหมึกซึม ป.7 ถึงให้ใช้หมึกแห้ง) แต่เราก็อุ่นใจ (ภายหลัง)ว่า ไอ้เสียวๆน่ะอยู่ไม่นานหรอก แป๊บเดียวเราก็รู้ว่าเราทำได้ ธรรมดาๆ คนอื่นๆเขาทำกันเยอะไป แล้วก็ตั้งหน้าตั้งตารอความเสียวใหม่ในอนาคต
ในยุคหลังๆผมกลับมีความรู้สึกว่า "คนกลัวความเสียวมาก จนกระทั่งยอม sacrifice โอกาสจะเรียน" ในพฤติกรรม หรือระบบอะไรบางอย่างที่เฝ้าสังเกตดู จะทำอะไรสักอย่าง ก็พยายามหาว่าทำแล้วมันจะ work แน่นะ มีคนทำแล้วรึยัง ทำแล้วเป็นไง work 80% เหรอ มีแบบ work 90% ไหม? หรือเอาแบบ 100% น่ะมีไหม?
กลับไปใช้ "ความกลัว" เป็นแม่เรือน คือไปสู่ฐานแรก primitive สุด คือสมัยสัตว์เลื้อยคลาน เมื่อไรก็ตามที่ความกลัวเป็นแม่เรือน อย่าไปพูดถึงฐานใจ ฐานความคิดเลย ฐานกายก็หด ไม่ขยับ ไม่ทำ หรือสิ่งเดียวที่จะทำก็คือ for survive เพื่ออยู่รอดเท่านั้น
ไม่ได้ advocate ให้คนไม่กลัวนะครับ ความกลัวน่ะดี เพราะตรงที่เรายืนเป็นพื้นที่ปลอดภัยน่ะดีแล้ว ออกไปหน่อยคือพื้นที่เรียนรู้ (หรือพื้นที่เสียว) แต่นอกๆพื้นที่เสียวนั่นคือ "พื้นที่อันตราย" ทักษะที่จำเป็นก็คือ "ทำอย่างไรที่เราจะออกไปแค่เสียวๆ โดยไม่อันตราย" เพราะถ้าเราไม่ออกซะเลย เราก็หยุดเรียนรู้ แต่ออกไปอย่างทะเล่อทะล่าก็อาจจะตายหรือคางเหลืองกลับมา เช่น อืม.. ขับรถจากบ้านไปที่ทำงาน ไปทางนี้ทุกวัน ลองไปอีกทางดูสิ แต่ไม่ได้หมายความว่าให้ลองขับรถย้อนศร หรือลองขับรถข้ามแม่น้ำดูว่ามันจะลอยไหม
การไม่ยอมออกนอกพื้นที่ปลอดภัยไม่ได้เป็นความผิดของเราซะทีเดียว (โล่งอก! มีคนที่เราจะโทษแล้ว!!) ส่วนหนึ่งก็เป็นคนที่มีหน้าที่หล่อเลี้ยง และบอกว่าเราว่าอันไหนแค่เสียว อันไหนจะอันตราย นั่นแหละที่มีส่วนเยอะ ปัญหาอยู่ที่ว่าถ้าคนเหล่านี้ ตัวเขา/เธอเอง ก็อยู่แค่พื้นที่ปลอดภัยเท่านั้นมาตลอด ก็จะไม่ทราบเหมือนกันว่าเสียวน่ะดี ก็จะมีแนวโน้มดุด่าเด็กว่า ห้ามออกนอกพื้นที่ปลอดภัยเด็ดขาด จงจมปลักอยู่แต่ในวงนี้แหละ
และผมคิดว่ามันไม่ได้มีประโยชน์จำเพาะแต่เรื่องการเรียนรู้เท่านั้น นี่จะรวมไปถึงการอยู่ได้ ฟังได้ รับรู้ได้ ในสิ่งที่เราไม่เคยรู้ ไม่เคยเห็น ไม่เคยได้ยินด้วย ซึ่งเป็นทักษะสำคัญมากในโลกแห่งการสื่อสารในยุคนี้
เพราะเรามีแนวโน้มที่จะเดินๆไปหลงเข้าไปในพื้นที่ที่ผู้คนคิดต่างๆนานา หลากหลาย ไม่เหมือนเรา ค่อนข้างสูงมาก จนกระทั่งอาจจะเกิดความเสี่ยงถ้าเราหลงคิดว่าความคิดที่ดีที่สุดนั้น คือความคิดที่เรามีอยู่เท่านั้น นี่จะลดศักยภาพในการเข้าอกเข้าใจผู้อื่นลงมาอย่างน่าใจหาย
ในสาขางานที่ผมทำ คือการดูแลคนไข้ระยะสุดท้ายนั้น เรื่องนี้สำคัญมากๆ เพราะ "ตายดีเป็นยังไง" นั้น อยู่นอกหลักสูตร นอก meta-analysis นอก systematic review เราจะต้องระมัดระวังมากที่จะหลง generalize หรือคิดว่านิยามของตายดีคือสิ่งที่เรารู้เท่านั้น และตั้งใจไป "ฟัง" นิยามของเขาให้ได้ ซึ่งอาจจะมาเหมือน หรือไม่เหมือน หรือแปลกประหลาดสุดๆเลย ก็ต้องหัดรับฟัง และเคารพ (ไม่จำเป็นต้อง "เข้าใจ" ด้วยซ้ำไป!!!)
บางวิชา บางหลักสูตร เจ้าของรายวิชาใจดีมาก เขียนคู่มือละเอียดยิบ เพื่อที่เพื่อนอาจารย์จะสามารถนำไปใช้ประกอบการสอนได้เลย ซึ่งก็เป็นเรื่องดี มีประโยชน์มากโดยเฉพาะวิชาที่มันเป็นตายตัว ไม่ค่อยเปลี่ยนเยอะ (อาทิ กายวิภาคศาสตร์ หรือ anatomy เป็นต้น) แต่อาจจะเป็นเรื่องไม่ดีนัก ในรายวิชาที่มีเรื่องของ "ความเป็นมนุษย์" เยอะๆ อาทิ จริยศาสตร์ สังคมศาสตร์ ที่เราอาจจะไม่ตีกรอบให้มันแน่นปึ้ก เป็นกฏเหล็ก (เหมือนอย่างข้อสอบ ONET ไม่นานมานี้่ ที่คนออกข้อสอบคิดว่าจริยธรรมไม่เกี่ยวกับบริบท และออกเป็น one-best choice พร้อมที่ตัดสินว่าตัวเลือกอื่นๆสู้ตัวเลือกที่ตนเองเฉลยไม่ได้ คนพวกนี้ตัดสินข้อสอบได้ ก็ตัดสินความดี/งามของคนอื่นๆได้ง่ายๆพอๆกัน!!!) และจะว่าไป ข้อสอบทางจริยศาสตร์ จริยธรรมนั้น มันไม่ได้ยากง่ายหรือมีนัยสำคัญตรงนักเรียนสามารถ quote reference ได้ถูกต้อง ว่ามันอยู่ในมาตราอะไร หรือ principle ข้่อไหน แต่นัยสำคัญมันอยู่ตอนที่นักเรียนใช้ ตอนที่นักเรียนพูดกับคนไข้จริงๆว่าเขาทำยังไง คนไข้รู้สึกยังไงต่างหาก การประเมินนั้น อาจจะต้องทำเป็น open evaluation ที่นักศึกษาสามารถสะท้อนความคิด ความรู้สึกของตนเอง และในขณะเดียวกันก็มีโอกาสได้ยิน ได้ฟัง ความคิดความรู้สึกของเพื่อนๆ ครู คนไข้ ญาติคนไข้ด้วยว่าเขาคิดยังไง รู้สึกยังไง
การสอนวิชาทำนองนี้ ทั้งครูและลูกศิษย์จะได้เข้าพื้นที่เสียวพร้อมๆกัน!! เพราะ anything could happen อะไรๆก็เกิดขึ้นได้ ทีนี้คนเราจะได้เรียนมาก เรียนน้อย เรียนพอดิบพอดี ก็ต้องพอเสียวๆแต่ไม่อันตราย เสียวเยอะได้เรียนเยอะ เลี้ยวกลับมาทันก่อนจะข้ามพรมแดน ครูก็อย่าคิดว่าตนเองต้องเป็นผู้สอนเสมอไป บาง session ครูอาจจะได้เรียนเองเยอะก็มี (บ่อยด้วยซ้ำ) ดังนั้นคู่มือนั้นก็ช่วย แต่ไม่ใช่คัมภีร์ที่สุดยอด พอประคับประคองเท่านั้น อย่าเล่นตีกรอบไว้ล่วงหน้า