หลังจากเสร็จงานวันที่ 30 เมษายน 2553 ก็เท่ากับว่า ผมทำงานที่นี่ครบ 3 ปี ในตำแหน่งเภสัชกรคลินิก ดูแลงานพัฒนาคุณภาพเภสัชกรรม
เป็น 3 ปีที่เปี่ยมด้วยการเรียนรู้อย่างเต็มที่
ผมก้าวมาสมัครงานในตำแหน่ง DIS (Drug information service) ซึ่งนับเป็นงานที่ผมชอบมาก แต่หัวหน้าและรองหัวหน้าของผม กลับเห็นสมควรว่า ให้มาทำในส่วนของงานพัฒนาคุณภาพเภสัชกรรม ซึ่งหน้าที่ไม่มีมาก
แค่คิดว่าเภสัชกรรมและระบบยาทั้งโรงพยาบาล....
มีอะไรต้องแก้ไข
มีอะไรยังไม่เข้ามาตรฐาน
มีอะไรที่ต้องทำเพิ่มเติม
มีอะไรที่ HA ต้องการ
มีอะไรที่สังคมต้องการ
แล้วเอาไอ้ที่คิดน่ะ ไปหาคนทำให้เหมาะสม
แต่อยู่ๆ ไป จากงานคุณภาพ ผมกลายเป็นเลขานุการคณะเภสัชกรรมและการบำบัด (Pharmaceutical & Therapeutic Committee - PTC) ในโรงพยาบาลที่ระบบยาไม่นิ่งที่สุดแห่งหนึ่ง เท่าที่ประสบการณ์น้อยนิดของผมเคยสัมผัส
งานของเภสัชเอง
งานของหมอเอง
งานของพยาบาลเอง
ถ้าเกี่ยวข้องกับระบบยาเมื่อไหร่ มีเรื่องให้ปวดหัวทุกทีซิน่า
จากเลขา PTC
กลายมาเป็นทีมกรรมการสหสาขาวิชาชีพ (Patient Care Team) ทุกสาขา
ขยับมาเป็นกรรมการบริหารความเสี่ยง (Risk Management)
กรรมการบริหารคุณภาพ (Quality Management)
กรรมการบริหารจัดการความรู้ (Knowledge Management)
งานที่ผมทำ แม้จะรู้สึกว่าทำได้ไม่ดีนัก แต่ทุกคนก็ยังให้โอกาสผมได้ทำอะไรดีๆ อีกหลายอย่าง มากขึ้นทุกที
สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากการทำงานนี้ ที่สำคัญที่สุดคือ
การคิดแค่ว่าจะจัดการอย่างไร จะจัดกระบวนการอย่างไร อาจจะไม่สามารถแก้ปัญหาได้ครบทุกอย่าง
ระบบที่ดีควรจะต้องมีการเรียนรู้ที่ดีด้วย จึงจะแก้ปัญหาได้
สำหรับตัวผม KM จึงกลายเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด
การแลกเปลี่ยนความรู้ไม่ว่าวิธีไหน จะนั่งด่ากัน เถียงกันหรือจะเวบบอร์ด วารสาร ฯลฯ
หากช่องทางการแลกเปลี่ยนนั้น "ถูกจริต" กับคนในองค์กรแล้ว เมื่อนั้น การเรียนรู้จะเข้ามาเอง
การเรียนรู้นั้น เป็นการเปิดโลกของแนวคิดที่ถูกปิดกั้นไว้ ให้เกิดเป็นผลงานที่ดีได้
แต่ปัญหาของการทำงานที่นี่อย่างหนึ่ง คือการยึดติดกับกรอบเดิมๆ แนวคิดเดิมๆ ทำให้ทุกอย่างนั้น ไม่ยึดหยุ่น ไม่ยั่งยืน (ตามคอนเซปท์ของ พรพ ปีนี้) ไม่สอดคล้องกับกระบวนการทำงานที่ดี
คำว่ามาตรฐาน คือเส้นกั้นระหว่างข้อกำหนดกับสร้างสรรค์
การทำงานที่ได้มาตรฐานนั้น หลายๆ คนก็มองว่าการทำตามข้อกำหนดที่กำหนดไว้นั้น คือการทำการมาตรฐาน
ในความเป็นจริง ข้อกำหนดที่เราใช้เป็นมาตรฐานนั้น ถูกกำหนดขึ้นโดยคนภายนอกองค์กร ที่ไม่ได้มาเรียนรู้ปัญหาภายใน ซึ่งตรงนี้เอง ทำให้มาตรฐานนั้น กลายเป็นเส้นที่ขวางไว้ ไม่ให้เราสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ขึ้นมาได้
แต่ถ้าเราก้าวข้ามเส้นนั้นไปแล้ว คำว่ามาตรฐานก็จะกลายเป็นบรรทัดฐาน ของสิ่งที่เราต้องทำ หากการสร้างสรรค์ของเรา จะต่างไปจากมาตรฐานบ้าง แต่ไม่ได้ผิดไปจนทำให้สิ่งที่กำหนดไว้เป็นขั้นต่ำนั้น ต้องถูกมองข้าม นั่งคือสิ่งที่ช่วยในการจัดการระบบต่างๆ
ซึ่งการสร้างสรรค์ที่ดี แน่นอนว่าเกิดจากการเรียนรู้และบ่มเพาะประสบการณ์มาอย่างเข้มข้น แม้จะไม่ยาวนาน ก็ช่วยให้เราแหวกกรอบที่เป็นข้อจำกัดได้
และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้นั้น ยังช่วยฉีกทัศนคติเดิมๆ ที่มีผลเสียต่อองค์กร ไม่ว่าจะเป็นการยึดติดแนวทางปฏิบัติเดิมๆ หรือวิธีคิดเดิมๆ ซึ่งมันจะทำให้ผู้ปฏิบัตินั้น แก้ปัญหาของตนเองได้จริง และยั่งยืนกว่าการที่เราจะเข้าไปจัดการทั้งหมด
ดังนั้นองค์กรที่เข้มแข็ง ควรจะต้องเริ่มจากการเรียนรู้ที่ดีก่อนเสมอ
ก็นั่นแหละครับ ปัญหาใหญ่เลยสำหรับผม ในการทำงานที่รพ. นี้ แต่ก็เป็นการเรียนรู้อย่างหนึ่งที่เราต้องปรับใช้ต่อไป
สรุปแล้ว 3 ปีของผม ได้มาแค่เรื่องเดียว ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกคนคงจะรู้อยู่แล้ว
แล้วสรุป ผมได้อะไรหละเนี่ย!!!
ที่แน่ๆ ในวันฉลองครบ 3 ปีของผม
ผมยื่นใบลาออกเรียบร้อยครับ...
3 ปีกับงานพัฒนาคุณภาพ ได้อะไร?
ดังนั้นองค์กรที่เข้มแข็ง ควรจะต้องเริ่มจากการเรียนรู้ที่ดีก่อนเสมอ