ผมได้การบ้านจาก มช. ที่จะไปประชุม retreat ผู้บริหาร ๓๐๐ คนที่เชียงราย   ในวันที่ ๒๒ – ๒๓ พ.ค. ๕๓   และผมได้การบ้านไปพูดเรื่อง “การพัฒนามหาวิทยาลัยสู่สากล”   ที่ผมนึกขึ้นได้ว่า ควรปรับหัวข้อเสียใหม่เป็น “กระเทาะเปลือกมายาเพื่อพัฒนาอุดมศึกษาไทยสู่สากล”   ซึ่งเมื่อไปพูดแล้วผมจะเอา narrated ppt ขึ้น บล็อก council เพื่อ ลปรร. ต่อไป


          วันนี้ขอใช้การบ้านนี้ในการสะท้อนความคิดของตัวเองเรื่องมายาคติในสังคม   โดยยกมายาคติในอุดมศึกษามาบันทึกไว้    โดยตระหนักว่า ข้อคิดเหล่านี้อาจจะผิดก็ได้   คือเป็นมายาคติของผมเอง


          “อุดมศึกษาสู่สากล” นี่แหละ เป็นมายาคติก็ได้ เป็นปัญญาคติก็ได้    อยู่ที่กระบวนทัศน์หรือท่าที หรือวิธีคิดวิธีปฏิบัติ  


          เป็นมายาคติ หากเราหลงเดินตามสากลแบบคนตาบอดหรือคนไร้ปัญญาไตร่ตรองให้รอบคอบ   เพราะกระแสสากลบางอย่างบางเรื่องมันซ่อนมายาไว้   มันซ่อนการครอบงำหรือซ่อนผลประโยชน์ของบางวงการเอาไว้   มันจะชักจูงให้เราเข้าไปเป็นบริวารของเขา หรืออย่างน้อยก็เข้าไปสมาทานความคิดหรือกระบวนทัศน์ที่ไม่ขัดผลประโยชน์เขา    นี่คือสภาพที่วงการศึกษา วิยาศาสตร์ วิจัย พัฒนา เศรษฐกิจ ความมั่นคง ฯลฯ ของไทยเผชิญอยู่มาเป็นเวลานานกว่าร้อยปี  


          เราอยู่กับมันจนไม่รู้สึก เหมือนปลาอยู่ในน้ำ


          ความยากลำบากมันอยู่ที่มายาคติกับปัญญาคติมันอยู่ด้วยกัน   แนบแน่นเป็นสิ่งเดียวกัน เหมือนพระแม่อุมากับนางกาลีเป็นบุคคลเดียวกัน   หากเราปฏิเสธนางกาลีเราก็ไม่ได้พระแม่อุมา   ในชีวิตจริงที่ซับซ้อน หากเราปฏิเสธส่วนที่ชั่วร้ายเราก็ไม่ได้ส่วนที่เป็นความดี


          จึงเท่ากับว่าเราต้องอยู่กับมายาคติโดยรู้เท่าทัน   ไม่ตกเป็นเหยื่อของมายาคติ   พลิกกลับไปหาส่วนที่เป็นปัญญาคติ เพื่อร่วมมือกับส่วนปัญญาคติสร้างความดีให้แก่สังคม 


          ข้อคิดคำนึงนี้ย้อนกลับไปหาวิธีคิด วิธีปฏิบัติแบบใช้หลัก เคออร์ดิค นั่นเอง


 

วิจารณ์ พานิช
๒๖ มี.ค. ๕๓