ฝันต่อจากตอนที่แล้วนะครับ ผมตื่นเต้นว่า สังคมไทยจะได้รับประโยชน์จากกระบวนการทำแผน วทน. ที่กำลังดำเนินการอยู่นี้ จึงพยายามใช้วิธี “คิดแบบไม่คิด” เพื่อร่วมรับใช้ขบวนการใช้ วทน. เพื่อพัฒนาสังคมไทย
การประชุมเมื่อบ่ายวันที่ ๒๕ มี.ค. ๕๓ มีผู้นำชุมชนมา ๓ คน โดย ๒ คนเป็นพ่อลูก และอีกคนหนึ่งเป็นนายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองในชนบทที่เชียงใหม่ สะท้อนให้เราเห็นชัดเจนว่า สำหรับชาวบ้านแล้ว ความสนใจอยู่ที่การทำมาหากิน และการมีชีวิตที่ดี เรื่อง วทน. นั้น ไม่ใช่ประเด็นสำหรับเขา หรือจะเป็นก็ เป็น “วทน. inside” การทำมาหากิน ซึ่งเท่ากับ วทน. มันฝังอยู่ลึกจนมองไม่เห็น หรือเห็นในภาพของ เครื่องมือในการทำมาหากิน
คำพูดของคุณเลี่ยม บุตรจันทา ปราชญ์ชาวบ้านจากสนามชัยเขต ฉะเชิงเทรา ทำให้ผมนึกออกว่า วทน. ต้องช่วยให้ชาวบ้านในชนบทเป็นตัวของตัวเอง สามารถดำรงชีวิตที่ดีได้ เป็นชีวิตที่มีความหวัง มีอนาคต มีความภาคภูมิใจที่จะสอนลูกสอนหลานให้ต่อเนื่องชีวิตในชุมชน/ท้องถิ่นของตน ไม่ใช่ให้หันหลังให้กับชีวิตของพ่อแม่ และท้องถิ่นของตน
ขณะนี้ วทน. ทำตรงกันข้าม
สื่อมวลชน วงการศึกษา ราชการ ฯลฯ ต่างก็ส่งเสียงบอกผู้คนให้ละทิ้งชีวิตของพ่อแม่ในชนบทเข้าสู่เมือง ไปแสวงหาชีวิตที่สดวกสบายกว่า โดยไม่แน่ใจว่ามีความสุขกว่าหรือไม่ ทิ้งทรัพยากรธรรมชาติ และสินทรัพย์ทางปัญญาในรูปภูมิปัญญาท้องถิ่น ไปตายเอาดาบหน้า ไปทำงานที่ไม่เชื่อมโยงกับการเรียนรู้ในวิถีชีวิตที่รับมาจากพ่อแม่ปู่ย่าตายายเลย หรืออาจรุนแรงกว่า หากเราจะบอกว่าจริงๆ แล้วเด็กและเยาวชนในท้องถิ่นละเลยการเรียนรู้จากภูมิปัญญาที่มีในท้องถิ่น ถูกการศึกษาชักจูงให้เรียนวิชาที่ไม่สอดคล้องกับชีวิตจริง
เพราะสังคมของเรารวมอำนาจสู่ศูนย์กลางมากเกินไป หรือจริงๆ แล้วการรวมอำนาจสู่ศูนย์กลางเป็นคุณต่อประเทศมากในสมัย ร. ๕ แต่หลังจากนั้น เรากระจายอำนาจกลับช้าเกินไป
คิดคำนึงมาถึงตอนนี้ ผมก็ได้ keyword แล้ว ว่าคือ ความเป็นธรรมในสังคม วทน. ต้องมุ่งสร้างความเป็นธรรมในสังคม ทำอย่างไร สวทน. ต้องคิดยุทธศาสตร์ และมาตรการ โดยต้องตระหนักว่า สภาพปัจจุบันกระแสที่กำลังเกิด มันสวนทาง
ยุทธศาสตร์กำปั้นทุบดินก็คือ ต้องมีการริเริ่มกิจกรรม/โครงการ ที่ทำให้ชาวบ้านรวมตัวกัน เอา วทน. ไปช่วยยกระดับชีวิตความเป็นอยู่/การทำมาหากิน ยกระดับความรู้/การเรียนรู้ร่วมกันของคนในชุมชน เช่น การสื่อสารสาธารณะเพื่อการรู้เท่าทันของชาวบ้าน ซึ่งตรงกันข้ามกับการสื่อสารสาธารณะที่ครอบงำชาวบ้านอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ครอบงำด้วยการโฆษณากึ่งเท็จกึ่งหลอก/หลอกล่อ ให้บริโภคโดยไม่จำเป็น
วทน. เพื่อให้ชาวบ้านฉลาดขึ้น ไม่ถูกหลอก ทำอย่างไร
คุณเลี่ยม บอกที่ประชุมว่า ท่านจัดการ ๕ เรื่องเพื่อพึ่งตนเอง
๑. ข้าว ขายข้าวงอก ใช้เทคโนโลยีดั้งเดิม
๒. ผลิตของใช้ประจำวันใช้เอง
๓. เรียนรู้วิธีสะกัดน้ำหอมจากพืชน้ำมันหอมระเหยด้วยเครื่องกลั่นเหล้าโบราณ
๔. ดูแลสุขภาพ เบาหวาน ความดัน ด้วยภูมิปัญญาและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น เช่น ชะมวงลดไขมัน
๕. จัดการทรัพยากรท้องถิ่น
นั่นคือการบอกความต้องการใช้ วทน. เพื่อความอยู่รอดของคนในชนบท/ท้องถิ่น ที่ชัดเจนที่สุด จากโจทย์นี้ สวทน. สามารถสนับสนุนนักวิจัย/วิชาการ ให้เข้าไปร่วมเรียนรู้และทำวิจัยต่อยอดจากคุณเลี่ยมได้ ผมมองว่าคุณเลี่ยมได้บอกความต้องการ วทน. ในชีวิตจริงของท่านได้อย่างเป็นธรรมชาติที่สุด ซึ่งในสายตาของผม เป็นโจทย์วิจัยด้วย
จึงเกิดข้อเสนอต่อ สวทน. ว่า ควรจัดการประชุมสบายๆ เชิญปราชญ์ชาวบ้านจากหลากหลายบริบทชีวิตความเป็นอยู่มาบอกแบบคุณเลี่ยม สวทน. ก็จะได้แนวทางคิดยุทธศาสตร์และมาตรการในการส่งเสริม วทน. เพื่อความเป็นธรรมในสังคมต่อคนชนบท/ท้องถิ่น
แต่ต้องไม่หลงว่า วทน. เพื่อพัฒนาสังคมมีเพียงเท่านี้ ยังมีอีกหลายมิติ
ผมกลับมาคิดที่บ้านว่า วทน. เพื่อยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ การทำมาหากินของชาวบ้าน ทำอย่างไร เงื่อนไขสำคัญคือต้องไม่เป็นการ “เตะหมูเข้าปากหมา” คือเมื่อยกระดับชีวิตแล้ว ภาคเศรษฐกิจส่วนกลางมาดูดความมั่งคั่งไปหมด รวมทั้งดูดความมั่นใจในตนเอง และศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ไปด้วย ดังนั้น วทน. ต้องเข้าไปร่วมกับ sector อื่นที่ใกล้ชิดและเป็นมิตรกับชาวบ้าน เอา วทน. ส่วนที่เป็นความรู้เชิงทฤษฎีเข้าไปอธิบายความรู้ปฏิบัติที่ชาวบ้านสร้างขึ้นใช้ได้ผลดีต่อการทำมาหากินและการดำรงชีวิต ดังกรณี ๕ เรื่องของพ่อเลี่ยม
ในกรณีเช่นนี้ การศึกษาของบุตรหลานของชาวบ้านเหล่านี้ก็ต้องเปลี่ยนไปจากรูปแบบเดิม ที่ไปล้างสมองเด็กให้ดูถูกพ่อแม่ มองเห็นวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของพ่อแม่เป็นเรื่องต่ำต้อย ที่จะต้องละทิ้งไปแสวงหาวิถีชีวิตแบบใหม่ในเมือง ที่ในความเป็นจริงแล้วมีความสุขน้อยกว่า
แล้วในวันที่ ๗ เม.ย. ๕๓ เทวดาก็ช่วยให้ผมได้พบ โครงการความร่วมมือการผลิตและพัฒนากำลังคนตอบสนองภาคการผลิตและบริการเกษตร “การสร้างครูนักจัดกระบวนการเรียนรู้” วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีและวิทยาลัยประมง ในสังกัด สอศ. โดยโครงการนี้ทำร่วมกับ สกว. และมีตัวอย่างความสำเร็จในการพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ ที่นี่ โดยขอให้เลื่อนไปอ่านเรื่อง รูปแบบกระบวนการเรียนรู้เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการประกอบอาชีพด้านการเกษตรวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสิงห์บุรี โดย อาจารย์เอกชัย ยุทธชัยวรกุล และคณะ โดยที่การประชุมในวันที่ ๗ เม.ย. จะต่อยอดแนวทางนี้ไปสู่การทดลองหลักสุตรแนวใหม่ กระบวนการเรียนรู้แนวใหม่ และมีวิทยาลัยเกษตรและวิทยาลัยประมงเข้าร่วมจำนวนมาก
นี่คือตัวอย่างของ education sector ที่ สวทน. น่าจะเข้าไปร่วมสนับสนุนการนำ วทน. ไปพัฒนาสังคม โดยคุณูปการของ สวทน. คือช่วยเป็นกลไกประคับประคอง หรือกองเชียร์ ไม่ให้วิทยาลัยเหล่านี้เดินเป๋ ช่วยให้พลังขับเคลื่อนเปลี่ยนแปลงไม่ท้อถอยจากแรงต้าน
สรุปแล้ว ผมมองว่าใน social sector / people sector สวทน. ต้องทำงานโดยร่วมมือกับกลไกที่มีอยู่แล้ว ส่วนที่มี success story ในการสร้างการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ที่ empower ชาวบ้าน เข้าไปหนุนให้ทำได้กว้างขวางขึ้น ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เป็นเครือข่ายกันเหนียวแน่นขึ้น เข้าไปช่วยตีความยืนยันพลังที่จะทำให้เกิดการพัฒนาต่อเนื่องในแนวทางดังกล่าว
ผมมองว่า วิธีทำงานของ สวทน. ในภาคส่วนเพื่อการค้าและการเติบโตทาง จีดีพี ก็ต้องทำแบบหนึ่ง ในภาคส่วนเพื่อ้ศรษฐกิจพอเพียงก็ต้องทำอีกแบบหนึ่ง โดย สวทน. ต้องพัฒนาศักยภาพของตเองในการทนทานต่อ creative tension ภายในองค์กรเอง
วิจารณ์ พานิช
๗ เม.ย. ๕๓
เรียนท่านอาจารย์หมอที่เคารพ
กระผมได้อ่านบันทึกท่านอาจารย์หมอ กระผมนึกขึ้นได้ที่ท่านอาจารย์แสวง (ศิษย์ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน) พูดคุยตอนเดินทางไปที่สวน ครูบา สุทธินันท์ ท่านบอกว่า “ท่องไปในโลกกว้าง แล้วกลับบ้านอย่างถูกต้อง” คำพูดนี้ ก็สะท้อนบันทึกนี้ของท่านอาจารย์หมอในความคิดกระผม ในหลายครั้งชีวิตเราออกไปสู่ โลกกว้างในมิติต่างๆ ไม่ว่าเป็นเชิง เศรษฐกิจ สังคม การใช้ชีวิต กฎระเบียบ หรืออะไรก็ตามแต่ สิ่งเหล่าหากเรานำมาเรียนรู้เพื่อปรับใช้ในบริบทของเรา ในทางสร้างสรรค์ ดีงาม มีคุณค่าในแง่มุมต่างๆคงเกิดประโยชน์มาก กระผมว่าเราต้องพัฒนามนุษย์ ให้มีคุณลักษณะ self-actualization เมื่อเราตั้งใจหรือมีแรงบันดาลใจจะพัฒนาตัวเอง เราจะแสวงหาความรู้ แสวงหาปัญญา โดยมีตนเองเป็นพึ่งก่อน เมื่อเราได้ลิ้มรสของคุณค่าสิ่งต่างๆนั้นอย่างเป็นสุขทางแห่งสัมมาทิฐิแล้ว การเป็นบุคคลที่มีวิจารณญาณในการใชีชวิตจะสูงขึ้น เพราะพิจารณาด้วยสติปัญญารู้เท่าทัน เห็นอย่างเชื่อมโยง เห็นการณ์ไกล ไม่ไหลตามกระแสแห่งมายาคติ นับว่าเป็นประโยชน์มากของการมีตนเองเป็นที่พึ่งที่ประกอบด้วยปัญญา
ทั้งนี้องค์ต่างๆก็ควรจะใช้สิ่งมีศักยภาพเป็นฐานในการขยาย เครือข่าย เพราะหากมนุษย์มีความอยากมากกว่าปัญญาที่จะบริหารชีวิต ก็จะไหลตามกระแสต่างๆได้ง่าย องค์กรต่างๆที่เข้ามาร่วมก็ควรทำงานให้ตรง real sector ที่มีศักยภาพในแง่มุมมต่างๆ ไม่ใช่เน้นการทำงานให้มีลักษณะไฟไหม้ฟาง และออกไปทางจัดฉากสร้างภาพเป็นส่วนใหญ่ กระผมคิดว่า สังคมต้องมีแก่น เพื่อสร้างโครงสร้างที่แข็งแรงเป็นสำคัญ ซึ่งเกิดจากการเปิดพื้นที่ปัญญาในแง่มุมต่างๆ แต่เราคงไม่ปฏิเสธว่า เปลือกเหล่านั้นไม่จำเป็นต่อแก่น กระผมคิดว่าเปลือกนั้นก็จำเป็นเพราะ เป็นตัวสนับสนุนให้แก่นมีโครงสร้างที่แข็งแรง ใช้ประโยชน์ได้ และมีความดีงามประกอบ แต่ต้องไม่มีเปลือกมากมายจนอ่อนแอไร้หลักยึด และเป็นไปแบบฉาบฉวย
กระผมก็คิดว่าในหลายๆครั้งกระผมก็อยู่ในสิ่งที่มีประโยชน์น้อย เมื่อไหร่ที่คิดว่ามันไร้สาระมากไปแล้วกระผมก็จะหาทางชดเชย กระผมหวังว่าการใช้ชีวิตในโลก ต้องกำหนดจุดยืนในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อให้การปฏิสัมพันธ์ในแง่มุมต่างๆ เป็นไปด้วยความราบรื่นนั้นมันไม่ง่ายเลย ในเมื่อคนเราต่างมีความคิดและความอยากตลอดจนเป้าหมายในรายละเอียดชีวิตไม่เหมือนกัน แต่อย่างน้อยที่สุดก็พยายามบอกตัวกระผมเองว่า เราต้องเคารพผู้อื่นเป็นเบื้องต้นเพื่อการให้เกียรติและคุณค่าความเป็นมนุษย์ เมื่อชีวิตเราต่างก้าวเดิน แม้ว่าจะท่องไปในโลกกว้างไกลสักเท่าไหร่ เราก็ต้องมาทำอะไรให้เหมาะสมกับ "สิ่งเป็นอยู่" ดังที่ท่านอาจารย์ได้กล่าวไว้ว่า “ท่องไปในโลกกว้าง แล้วกลับบ้านอย่างถูกต้อง”
ด้วยความเคารพครับผม
นิสิต