๒๙ เมษายน ๒๕๕๓
สวัสดีค่ะครู
ตื่นเช้ามาวันนี้ประมาณตีห้ากว่า ๆ นอนอ่านอะไรไปเรื่อย ๆ แล้วจึงเขียนจดหมายถึงครู พอเห็นว่าสายแล้วจึงลุกขึ้นมาล้างหน้าเก็บผ้า ซักผ้า ทำดีท๊อกแล้วก็อาบน้ำ พยายามฝึกตนเอง ตามรู้สิ่งต่าง ๆ ขับรถครูออกไปทำงานระหว่างทางเจอเขากำลังรถน้ำทำถนนใหม่ รู้สึกในตนเองว่าได้โอกาสจะล้างรถให้ครู พอไปถึงที่ทำงานนั่งลง list งานสิ่งต่าง ๆ ที่ต้องทำ ลุกขึ้นไปเครียเอกสารการเดินทางให้เรียบร้อย ออกไปสำรวจเครื่องมือต่าง ๆ การได้ติดต่อประสานงานกับผู้คน ทำให้เห็นใจหนูชัดขึ้น มักจะคิด จินตนาการสิ่งต่าง ๆ ไว้ก่อน แล้วเกิดความรู้สึกกังวล แต่พอตามดูไปเรื่อย ๆ อย่างอดทนกับความคิดที่ปรากฏเผชิญสิ่งต่าง ๆ ทำหน้าที่อย่างรู้ตัว ทำให้เห็นชัดว่า คนทุกคนที่เราได้พบเจอเป็นผู้ที่มีจิตใจที่บริสุทธิ์ แต่ใจของเรานี่เองมักจะจินตนาการภาพหรือจดจำภาพเก่า ๆ ในด้านลบของคนผู้นั้นไว้เกิดความกังวลแล้วไปสาดใส่เขาก่อน ทำให้ได้รับการตอบสนองกลับมาในด้านลบ แต่พอตั้งใจติดต่อสัมพันธ์กับผู้คนด้วยใจที่เบิกบาน มองอย่างเข้าใจในธรรมชาติ จะมองเห็นใจอันบริสุทธิ์ของคนที่เราได้ไปสัมพันธ์ อย่างที่หนูเขียนไปใน “บทเรียนจากรอยยิ้มของเสือยิ้มยาก”
ประมาณเที่ยง ๆ พี่ ๆ ที่ทำงานพาไปเลี้ยงแหนมเนือง ก่อนแวะไปเอารถไปจอดไว้ที่คาแคร์แล้วค่อยไปที่ร้านแหนมเนือง เป็นอาหารมื้อกลางวันที่เบิกบานและเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ แสดงพลังความสุขอย่างเป็นธรรมชาติปราศจากกำแพงใจ เราแทบจะหัวเราะกันตลอดเวลาไม่ว่าจะหิวหรือแน่นท้อง
บ่าย ๆ กลับเข้ามาที่ทำงาน หัวหน้าเรียกประชุมทบทวนภารกิจและแผน หลายคนตาปรือ ๆ แต่ก็ยังมีความคิดเห็นเจ๋ง ๆ และเป็นประโยชน์ ความเนียนอย่างเป็นธรรมชาติปรากฏขึ้นในความรู้สึก แม้หนูจากที่ทำงานไปหนึ่งปีเต็ม แต่ก็รู้สึกเข้าใจ แสดงความคิดเห็น หรือตกหล่นประเด็นใดก็ซักถาม ความรู้สึกแปลกแยกหรือหวาดกลัวไม่ปรากฏ ณ ขณะนั้นเพียงตั้งใจทำหน้าที่ เป็นความรู้สึกคุ้นเคยในการทำงานค่ะครู การประชุมค่อนข้างยาวนานกว่าจะเสร็จก็เลิกงานพอดี พี่กุ๊ขับรถพาไปส่งที่หน้าร้านแล้วหนูกับพี่อ้อก็กลับบ้านมาด้วยกัน พอมาถึงบ้านใจหนูระลึกถึงถ้อยความที่ตนเองเขียนจดหมายถึงครูตอนเช้าว่ายังไม่ได้ออกแบบชีวิต ไม่ได้เซ็ตกิจวัตรตนเองขึ้นมาเลย เห็นเช่นนั้น จึงเปลี่ยนชุดไปวิ่งออกกำลังกาย ก่อนวิ่งระลึกถึงครูว่าจะโทรหา แต่ก็บอกตนเองว่าวิ่งเสร็จแล้วค่อยโทรพอวิ่งเสร็จแล้วเดินกลับมาบ้าน แล้วครูก็โทรมาพอดีบอกว่าจะถึงขอนแก่นหกทุ่ม หนูจึงตั้งใจกับตนเองว่าหกโมงเย็นควรจะออกจากบ้านได้แล้ว หนูจัดแจงอาบน้ำแล้ว ออกจากบ้านประมาณหกโมงกะว่าตั้งใจไปรอ หนูมองเข็มน้ำมัน น่าจะเติมซะหน่อยเพราะก็ลดระดับไปพอสมควร ใจหนูจดจ่อว่าจะเติม E20 แต่ปั้มที่ขับผ่านไม่มีเลย จึงขับยาวเลยสนามบินไปไกลเหมือนกันกว่าจะเจอที่กลับรู้ ฉันคือความกังวล ฉันคือความไม่แน่ใจ ฉันคือความเบื่อตัวเอง ฉันคือความเซ็ง สุดท้าย ขับย้อนไปปั้มก่อนทางเข้าบ้านพักถามเด็กปั้มว่าถ้าข้างในเป็น E20 เติมน้ำมันอะไรได้ เขาตอบว่าแก๊สโซฮอลล์ 95 จึงตัดสินใจเติม แล้วค่อยขับไปสนามบิน ธรรมชาติของหนูคือ ไม่ค่อยมั่นใจขาดการวางแผน ขี้ลืม และขี้กังวล แล้วก็รู้สึกเบื่อตนเอง
พอไปถึงสนามบินนั่งรอครูจึงหยิบหนังสือมาอ่าน แต่เป็นหนังสือเกี่ยวกับการบริหารรู้สึกอ่านยากไม่ค่อยเข้าหัว จึงวางลงและนั่งหายใจ ค่อยรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น พอได้ยินเสียงประกาศว่าเครื่องบินลงจอดแล้ว หนูจึงขยับไปรอตรงช่องทางออก หลังจากเริ่มมีคนมารอคนอื่น ๆ ก็เริ่มเดินตามมา แรก ๆ มีคนเริ่มทะยอยออกมาก่อนถือกระเป๋าใบไม่ใหญ่นัก ใจหนูจินตนาการภาพครูอยู่ในชุดทะมัดทะแมงแบกเป้มาเป็นคนแรก ๆ มองแล้วมองเล่าก็ยังไม่เห็นครูใจรู้สึกงง กังวล แปลกใจ แล้วก็เริ่มคนคนข้างในยืนออ รอกระเป๋า จึงได้คำตอบให้ตนเองว่า
“อ้อ ครูคงจะรอกระเป๋าอยู่”
ไม่นานก็ได้ยินเสียงคนข้าง ๆ เอ่ยว่า
“สงสัยจะรอกระเป๋า”
หนูยิ้มรู้สึกว่ามีคนคิดเหมือนกัน แต่เขาคิดดัง ไม่นานมองเข้าไปเห็นครูใส่เสื้อสีขาวโบกมือให้ หนูรู้สึกดีใจรีบปรี่เข้าไปรับกระเป๋าครู ตอนครูขอเข้าห้องน้ำหนูจึงนั่งรอที่เก้าอี้
ความรู้สึก ณ ขณะนั่งกอดกระเป๋าครูเป็นความอบอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูกค่ะ แต่แป๊บเดียวมันก็หายไป
พอครูเดินมาก็พาครูไปที่รถ หนูตั้งใจขับรถให้ครูนั่ง พอเหมือนได้รับอนุญาตแล้วรู้สึกพอใจ แม้หนูจะไม่ค่อยคุ้นกับรถครูแต่การได้ทำอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้เป็นความสุขใจที่ได้ตอบแทนพระคุณ พอครูทราบว่าหนูเอารถท่านไปล้างที่คาร์แคร์ แล้วครูควักตังค์คืนให้ ระหว่างทางหนูก็ยังเกร็ง ๆ อยู่นะคะครู แต่ก็พยายามตั้งใจ ครูชวนหนูไปทานส้มตำ ต้มยำและขนมจีน หนูทานได้ไม่มากนักเพราะรู้สึกอิ่ม ส่วนครูทานไปเยอะเหมือนกันนะคะ
หนูประทับใจตอนที่ครูคุยกับเด็ก ๆ ที่มาขายตุ๊กตาที่ทำจากผักตบการพูดคุยสื่อสารอย่างเอาใจใส่ ทำให้เขาเบิกบานจริง ๆ แล้วยิ่งครูเมตตาหยิบคัวซองค์ที่ครูเอามาฝากให้น้องไป หนูยิ่งรู้สึกประทับใจและสะท้อนให้เห็นว่า หนูยังไม่มีสติ ไม่มีปัญญาพอที่จะแสดงออกถึงการช่วยเหลือได้ แต่ครูช่วยทำให้เห็นการหยิบยื่นโอกาสให้ผู้คน
ครูเมตตาเตือนหนูหลายเรื่องวันนี้หลัก ๆ ที่หนูรู้สึกว่าต้องเร่งแก้ไขคือ หลังจากที่เล่าให้ครูฟังว่า
“พ่อโทรมาถามว่าถึงขอนแก่นรึยัง นึกว่ายังหลบลูกปืนกับเขาอยู่ที่กรุงเทพ”
ครูย้ำว่า
“หนูใส่ใจ พ่อ แม่ น้อยมาก ๆ ครูย้ำเรื่องนี้กับหนูบ่อยแต่ก็ยังทำได้ไม่ดี พ่อ แม่ คือคนที่เราต้องดูแล เอาใจใส่เป็นอันดับหนึ่งก่อนผู้อื่น ต้องทำจนกว่าเราจะตายโน่นแหละ”
คำนี้สะเทือนเข้าไปในใจและก็ยอมรับว่าเป็นสิ่งที่ยังต้องพัฒนาอีกและต้องพัฒนาไปเรื่อย ๆ
อีกเรื่องก็คือ การละตัวตน ครูสะท้อนให้เห็นว่ายังเสียสละไม่เป็น กับการที่ปฏิเสธการขนของไปฝากลุงเหนกที่กรุงเทพ ใจหนูหงอยลง แต่ก็ยอมรับว่า เออจริง เพราะก็ทำได้ไม่ยากเกินความสามารถ ทีขับรถไปหาครูยังทำได้ แต่นี่กลับกลัว
ระหว่างทานอาหารหนูพยายามหาเรื่องมาคุย บางเรื่องก็อยากเล่าบางเรื่องก็เพียงพูดให้ไม่เงียบ พอคิดตังค์แล้วกลับมาขึ้นรถ ตอนที่ครูทักหนูว่า
“เหนื่อยไหม กับการหาเรื่องคุย”
ใจหนูสะอึก จี้ใจดำ เพราะรู้สึกเครียด ๆ ดิ้นรน พยายาม ครูจึงสอนว่า
“การคุยจ้อไม่ได้หมายถึงความเบิกบานเสมอไป ถ้าคนใจเบิกบาน โกรธอยู่ก็เบิกบาน”
ขากลับหนูขอครูขับรถลอดใต้ทางลอดใหม่ที่ขอนแก่นพึ่งทำเสร็จไม่นาน จะว่าไปนี่เป็นครั้งแรกของทั้งหนูและครู ใจรู้สึกตื่นเต้นเหมือนกันนะคะ ขากลับครูแวะมาส่งหนูที่บ้าน รู้สึกดีค่ะที่มีโอกาสได้รับใช้ครู แม้เพียงน้อยนิดก็ตามเป็นโอกาสที่จะทดแทนพระคุณ
ศีล
ข้อ ๑ หนูไม่ฆ่าสัตว์แต่อาหารที่ทานก็ยังเป็นหมูและทำมาจากสัตว์อยู่ค่ะ
ข้อ ๒ ไม่ได้ขโมยของใคร การได้รับโอกาสในการสำรวจเครื่องมือต่าง ๆ โดยขออนุญาตผู้รับผิดชอบก่อน ทำให้รู้สึกดีว่าทำอะไรไม่ผลีผลามค่ะ
ข้อ ๓ หนูไม่แย่งแฟนใคร แต่วันนี้ใจก็ยังวน ๆ คิดถึงใครบางคนที่พึ่งจากมา ตอนแรกคิดว่ามันเงียบไปแล้ว แต่พอมีคำถามก็ยังฟุ้งขึ้นมาให้ระลึกถึงค่ะ
ข้อ ๔ หนูไม่โกหก แต่กิจวัตรก็ยังไม่สมบูรณ์ยังต้องปรับอีก ต้องออกแบบชีวิตให้ได้
ข้อ ๕ หนูไม่ดื่มเหล้า แต่ขณะขับรถครูใจก็กังวลบ้าง ขนาดตั้งใจแล้ว ก็ยังมีความประหม่า มีรถจะเฉี่ยวแบบแซงซ้ายและเปิดประตูรถออกมาในทางแคบจนต้องเบรกกระทันหัน ทำให้รู้สึกในตนเองว่า “แม้เราจะระวังตนเองแล้ว การระวังผู้อื่นก็สำคัญเช่นกัน แต่ต้องไม่ใช่ความกังวลค่ะ