วันที่ ๒๐ เมษายน ที่ผ่านมา ผมต้องไปสอนนักศึกษาแพทย์ชั้นปีท่ี ๓ จำนวน ๔๘ คน ของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ในรายวิชา ระบบวงจรวิวัฒน์แห่งชีวิต หัวข้อ ภาวะใกล้ตาย ความตาย และการดูแลคนไข้ระยะสุดท้าย

ผมเอาวัตถุประสงค์ที่ท่านอาจารย์มยุรี วศินานุกร คณบดีสำนักวิชาแพทยศาสตร์ ส่งมาให้เป็นแนว มาเขียนเป็นวัตถุประสงค์การสอนของตนเองดังนี้

เมื่อเสร็จสิ้นการ เรียนการสอน นักศึกษาแพทย์สามารถ
๑. อธิบายการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพและสภาพจิตใจของมนุษย์ในภาวะใกล้ตายได้
๒. อธิบายเกณฑ์การวินิจฉัยการตายทางการแพทย์ได้
๓. อธิบายปัจจัยที่มีผลต่อมุมมองเกี่ยวกับภาวะใกล้ตายและความตายในมิติทางการ แพทย์ สังคมและวัฒนธรรมได้
๔. เปรียบเทียบและยอมรับความแตกต่างของมุมมองเกี่ยวกับภาวะใกล้ตายและความตาย ของตนเองและผู้อื่นได้
๕. อธิบายหลักการของ palliative care การดูแลคนไข้ระยะสุดท้ายได้
๖. อธิบายการบูรณาการความรู้ทางการแพทย์และภูมิปัญญาทางสังคมวัฒนธรรมในการดูแล คนไข้ระยะสุดท้ายได้
๗.​ นำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการดำรงชีวิตของตนเอง และกับผู้ที่อยู่ในภาวะใกล้ตายและเสียชีวิตในสถานการณ์ต่างๆในอนาคตได้
 
เนื้อหาวิชา
๑. ชีวิตและความตาย
๒. การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพและสภาพจิตใจของมนุษย์ในภาวะใกล้ตาย
๓. ประกาศแพทยสภาเรื่อง เกณฑ์กาารวินิจฉัยสมองตาย
๔. ความแตกต่างและปัจจัยที่มีผลต่อมุมมองเกี่ยวกับภาวะใกล้ตายและความตายในมิติ ทางการแพทย์ สังคมและวัฒนธรรม
๕. หลักการของ palliative care การดูแลคนไข้ระยะสุดท้าย
๖. การบูรณาการความรู้ทางการแพทย์และภูมิปัญญาทางสังคมวัฒนธรรมในการดูแลคนไข้ ระยะสุดท้าย

การ จัดประสบการณ์การเรียนรู้

สถานที่

ผมขออาจารย์ไม่ใช้ห้องบรรยายแบบนั่งเรียงหน้ากระดาน เพราะชั่วโมงสอนช่วงบ่าย มาเจอเสียงบรรยาย..นุ่มคงที่..ของผม คงหลับยกชั้น อาจารย์เลยกรุณาเลือกห้องโถงใหญ่ในศูนย์กีฬาของมหาวิทยาลัย ให้นักศึกษาที่ไม่ต้องแต่งชุดนักศึกษา แล้วนั่งกับพื้นแทน

ก่อนชั่วโมงสอน

ผมแจกเอกสารประกอบการสอนเรื่อง ประกาศ แพทยสภาเรื่อง เกณฑ์กาารวินิจฉัยสมองตาย ให้นักศึกษาอ่านก่อนเข้าห้อง และบอกให้นักศึกษาทุกคนทบทวนความรู้สึก ความคิดเห็นของตนเองเกี่ยวกับความตาย เตรียมมานำเสนอให้กลุ่มย่อยฟัง อาจเป็นการเล่าเรื่อง อ่านบทกวี แสดงภาพถ่ายหรือสิ่งของที่เป็นสัญญลักษณ์ก็ได้

ในชั่วโมงสอน

ผมเกริ่นนำด้วยเรื่อง เหตุการณ์สวรรคตของพระบาท สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อโยงให้เห็นมุมมองต่อความตายและภูมิปัญญาของคนโบราณเกี่ยวกับเรื่องนี้ สั้นๆ

แล้วแบ่งนักศึกษาเป็น ๔ กลุ่มโดยมีคณาจารย์จากม.วลัยลักษณ์ รวมทั้งท่านคณบดีเองนั่งอยู่ในกลุ่มด้วย ตอนนี้ผมใช้กระบวนการสุนทรียสนทนา (dialogue) ซึ่ง อ.สกล และทีมงานเคยไปปูพื้นฐานให้แล้วตั้งแต่ปี ๑ ให้ทุกคนนำเสนอความรู้สึก ความคิดเห็นของตนเองต่อความตายให้กลุ่มฟัง ทีละคนจนครบทุกคน

นักศึกษาบางคนทำการบ้านมาดีมาก เอารูปที่พิมพ์ออกมาแสดงให้เพื่อนดูประกอบการเล่า บางคนเอาหนังสือสวดมนต์มาแสดง บางคนก็แต่งกลอนมาอ่านให้เพื่อนฟัง


หลังจากนั้นผมขอให้นักศึกษานั่งเป็นวงกลมใหญ่วงเดียว แล้วให้สะท้อนสิ่งที่คุยกันในกลุ่มย่อย

ประเด็นหลักๆ สำหรับนักศึกษาที่ยังอยู่ในวัยรุ่น คือ รู้สึกว่าความตายดูเหมือนเป็นเรื่องไกลตัว ยังไม่พร้อม ยังไม่ถึงเวลา ถ้าเพื่อนตายก่อนได้ก็จะดี ..เออแหนะ แต่ก็มีนักศึกษาคนหนึ่งที่อ้างคำถามที่พระพุทธองค์ถามพระอานนท์ ที่ว่า ควรคิดถึงความตายบ่อยแค่ไหน    เป็นไงครับ..เด็กสมัยนี้เยี่ยมจริงๆ

ความรู้สึกอารมณ์หลัก คือ ความพลัดพราก สูญเสีย ความเศร้า เสียใจ ผมก็ถามว่า มีใครที่รู้สึกแตกต่างจากนี้หรือไม่ ก็มีเพื่อนพยักเพยิดกันให้คนหนึ่งพูด เขาบอกว่า มันขึ้นกับว่า คนตายเป็นอย่างไร ถ้าเป็นญาติเราหรือคนที่เรารัก เราก็เสียใจ แต่ถ้าเป็นคนชั่วตาย บางทีเราก็รู้สึกสะใจ  น้องเขาตอบถูกใจผมนัก โดยประโยคตั้งต้นที่ว่า ..มันขึ้นกับว่า... ดูดีมีสกุลมากเลย  ผมก็เลยยกตัวอย่าง ญาติคนไข้ที่ดูแลคนไข้อย่างดีจนเสียชีวิต แล้วเกิดความรู้สึกโล่งใจ แอบดีใจลึกๆ ซึ่งบางคนก็รู้สึกผิดกับความรู้สึกนั้นด้วยซ้ำให้ทั้งกลุ่มฟัง เพื่อให้เห็นความแตกต่างของอารมณ์ที่หลากหลาย

ผมปิดท้ายด้วยคำสรุปที่ว่า ใครจะรู้สึกอย่างไรกับเรื่อง ความตาย เราคาดเดาไม่ได้ และไม่สามารถทึกทักหรือเหมารวมได้
 
ผมให้เวลากับการแลกเปลี่ยนทั้งกลุ่มย่อยกลุ่มใหญ่นี้นานมาก รวมแล้วประมาณ ๑ ชั่วโมง เพราะผมอยากให้นักศึกษาได้ลองพูดถึงเรื่องนี้กับแบบสบายๆ ซึ่งก็ทำได้ดีมาก

หลังจากนั้นผมตัดมาบรรยายเดี่ยวในเรื่อง การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพและสภาพจิตใจของมนุษย์ในภาวะใกล้ตาย อันนี้ก็ว่าตาม Module: Last Hour of Living ของ EPEC: Education for Physicians on End-of-Life Care เป็นส่วนใหญ่ สอดแทรกเปรียบเทียบกับความเชื่อเรื่องความตายของคนโบราณเกี่ยวกับ การดับของธาตุ ๔ ที่สอดคล้องกันเป็นอย่างดี  โดยแตะเรื่อง เกณฑ์การวินิจฉัยการตายทางการแพทย์ เปรียบเทียบกับของคนทั่วไปเป็นการปิดท้ายช่วงนี้ ใช้เวลารวม ๓๐ นาที

ผมต่อด้วยการให้นักศึกษานั่งดูวิดิทัศน์ความยาวประมาณ ๓๐ นาที เรื่อง มรณานุสรณ์ สุภาภรณ์ พงศ์พฤกษ์ ซึ่งเกี่ยวกับชีวิตและความตายของคนๆหนึ่งที่สามารถออกแบบได้

แล้วต่อด้วยการตั้งคำถามในวงใหญ่อีกครั้งเกี่ยวกับ ความตายที่พึงและไม่พึงปรารถนา อีกประมาณ ๓๐ นาที ช่วงนี้น้องนักศึกษาแสดงความเห็นเกี่ยวกับรูปแบบการตายอย่างสนุกสนานว่า อยากตายแบบไหน ไม่อยากตายแบบไหน

เราได้ข้อสรุปร่วมกันว่า ไม่ว่าอยากหรือไม่อยากอย่างไร สิ่งเดียวที่เราควบคุมได้ คือ ตัวของเราเอง การเตรียมตัวเตรียมใจของตนเองเมื่อถึงวันนั้น เพื่อจะโยงถึง การมีชีวิตที่ดี ส่วนอีกเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องที่เราไม่สามารถกำหนดได้ ต้องพึ่งพาคนอื่ เช่น ครอบครัว หมอ พยาบาล หรือคนอื่นจัดให้ ซึ่งผมก็โยงมาถึงเรื่องที่ผมจะบรรยายต่อ คือ หลักการดูแลคนไข้ระยะสุดท้าย ซึ่งผมใช้เวลาช่วงนี้อีก ๓๐ นาที

ปิดท้ายด้วยการตั้งคำถามที่ผมแอบตั้งเป้าในใจว่า จะใช้คำถามของนักศึกษาช่วงนี้เป็นการประเมิน ปรากฏว่า นักศึกษาช่วยกันตั้งคำถามกัน ไม่เงียบฉี่เหมือนการบรรยายหลายๆครั้ง และคำถามแต่ละเรื่องก็น่าสนใจและเป็นคำถามดีๆด้วย เช่น ประเด็นการบอกข่าวร้าย ความเหมาะสมของการุณฆาต เป็นต้น

หลังชั่วโมงสอน

ในการสอบผมจะประเมินนักศึกษากลุ่มนี้ด้วย ข้อเขียนแบบบรรยาย ซึ่งน่าจะดีกว่าทำข้อสอบแบบตัวเลือกในเรื่องแบบนี้ และได้เขียนบันทึกแยกต่างหากที่นี่ เมื่อตรวจข้อสอบเสร็จแล้ว

อาจารย์มยุรีโทรศัพท์มาแจ้งว่า มีนักศึกษาคนหนึ่งอยากได้วิิดิทัศน์คุณสุภาภรณ์เอาไปให้ญาติซึ่งกำลังป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายดู ผมไปหาก็พบว่ายังมีแผ่นจริงเก็บไว้อยู่ ก็รีบจัดส่งไปให้ เพราะคิดว่า น่าจะเกิดประโยชน์มากว่าแจกกระจายไปเรื่อยๆ