เดินไปนี้ไม่ใช่ไปเดินหาเที่ยวนะ...!
เราเดินธุดงค์เพื่อที่จะฝึกสติสัมปชัญญะให้สมบูรณ์ให้สบาย เพื่อที่จะภาวนาให้จิตให้ใจของเราก้าวหน้า ให้ใจของเราเป็นพระ เพราะเดี๋ยวนี้เรากำลังอยู่ในขั้นฝึกใจให้เป็นพระ
เราปลงผมห่มผ้าเหลืองครองจีวรอย่างนี้ไม่ใช่ว่าเราเป็นพระทางจิตใจ เป็นพระทางร่างกาย
เราอย่าไปคิดว่าหนีไปเงียบ ๆ ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรอะไรอย่างนั้นไม่ได้นะ หนีอย่างนั้นเค้าเรียกว่าหนีอย่างไม่รู้เท่าตามเป็นจริง จะทำให้เราเสียเวลา
มันสงบก็จริงอยู่ แต่ว่าสงบเพราะว่าไม่ได้เห็นได้ยิน แต่ไม่ได้สงบเพราะมีสติสัมปชัญญะมีปัญญา ก็หนีไปเรื่อยปัญญามันก็ไม่เกิด ถ้าเราไม่ภาวนา...
เป็นไงสงบพอได้มั๊ย...?
จิตใจมีพลังมั๊ย...?
มีสติสัมปชัญญะที่สมบูรณ์สบาย ๆ มั๊ย…? เจอรูปสวย ๆ หลบหน้าเหมือนตัวนิ่มตัวอะไร ถ้าไม่หลบแล้วแพ้มันทุกทีเลย ใช่มั๊ย
อันนี้เค้าเรียกว่าจิตไม่มีพลัง สติสัมปชัญญะมันไม่ค่อยสมบูรณ์ ต้องรู้ตัวทั่วพร้อม หายใจเข้าอานาปานสติสบายออกสบาย ให้โทษเห็นภัยให้ชัดเจนขึ้นอะไรขึ้น อย่าไปหลงนิมิตหลงอารมณ์หลงอะไร อันนั้นเป็นความโง่ความหลง
ถ้าเราไม่ภาวนาล่ะก็ เจอรูปแล้วหลบปุ๊บ หลบเหมือนตัวนิ่ม ถ้าไม่หลบแล้วมันกระดุกเอาน่ะ ใช่มั๊ย
ลักษณะนี้เค้าเรียกว่าอินทรีย์เรามันยังอ่อน สมาธิเรายังอ่อน สติสัมปชัญญะของเรายังอ่อนอยู่ เราเจริญสติสัมปชัญญะให้มันสบายมากขึ้น ให้มันได้มีความสุขมากขึ้น เราก็มองเห็นด้วยปัญญาว่าทุกอย่างนั้นไม่มีสาระไม่มีแก่นสาร ทุกอย่างนั้นเพียงแต่ปรากฎขึ้นเฉย ๆ หรอก เดี๋ยวมันก็ผ่านไป
เราจะมาหลง เราจะมางมงายอย่างนี้ไม่ได้ เราถือว่าเอารูปเอานิมิตอันนี้แหละเป็นเครื่องฝึกหัดเอา เป็นบางครั้งบางคราว
ถ้าจิตใจของเรามันเป็นแล้วอะไรแล้วนี่มันจะไม่สะดุด ไม่ว่าอะไรที่มากระทบมันจะไม่สะดุด มันจะสลายได้โดยตัวของมันเอง
ถ้าสมาธิเราอ่อน พลังจิตเรามันอ่อน มันก็ไม่สามารถที่จะสู้มันได้ เราต้องฝึกสติสัมปชัญญะให้สมบูรณ์ ฝึกหายใจเข้าออกสบาย เราก็ฝึกให้ปัญญาตัวเองเสมอ ไม่ใช่ปล่อยให้ตัวเองคิดไปเรื่อยเปื่อยอะไร “เดินธุดงค์ชมสาว” ออกบ้านนั้นชมสาวบ้านนี้ไปเรื่อย ชมโน่นชมนี่ไปเรื่อยอย่างนี้ ไม่ได้อย่างนี้ เสียเวลาเรา แก่ไปเรื่อยไม่ได้เกิดประโยชน์อะไร ขายหน้าขายตาเขาอีกต่างหาก คิดว่าคนอื่นไม่รู้ ชมไปเรื่อย
นั่งสมาธินี่ถ้ามันไม่เกิดความเยือกเย็น ไม่เกิดความสบายมันก็เครียดเหมือนกันนะ เดินอยู่นั่งอยู่ก็เหมือนกัน สบายในที่นี้ก็หมายถึงว่าเราปล่อยวางทุกอย่าง แล้วมันก็จะสงบเอง
เราอย่าไปคิดว่า เอ๊อ เดินไปอย่างนี้มันจะได้อะไร ทำอย่างนี้มันจะได้อะไร มันได้ถ้าเรารู้จุดมุ่งหมาย
เราเดินอย่างนี้แหละ เราเดินจากนี่ไปถึงโน่นห้าหกกิโล เราก็มีสติสัมปชัญญะ มีใจดีใจสบายห้าหกกิโล เรานั่งอย่างนี้เรามีสติสัมปชัญญะสบาย หนึ่งชั่วโมงหรือสามสิบนาทีเราก็สบาย เราพิจารณาให้เกิดความสงบเกิดปัญญามันก็สบายเท่าที่เราอันนี้แหละ เพราะเราสร้างขึ้นมา
เราเป็นพระธุดงค์ ทุกอย่างมันไม่ได้ตามใจหรอก ถ้าได้ตามใจแล้วมันก็ไม่ใช่ธุดงค์ บางครั้งก็ได้ตามใจบางครั้งก็ไม่ได้ตามใจ
อันนี้เรากำลังผ่านดงนะเดี๋ยวนี้นะ ดงที่เราจะผ่านคืออะไร คือ รูปเสียงกลิ่นรส ที่เราผ่านมัน ความยึดมั่นถือมั่นในสุขภาพร่างกายนี้ ในขันธ์ทั้ง ๕ ที่เราจะต้องผ่าน
องค์พ่อแม่ครูอาจารย์...