ผ่านพ้นไปแล้วสำหรับการอบรมผู้ให้ความรู้โรคเบาหวานรุ่นที่ ๑ ที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (อ่านที่นี่) มีผู้เข้าอบรมจำนวนไม่มากนัก ด้วยเหตุผลหลายอย่างที่ดิฉันไม่เคยรู้มาก่อน เช่น ไปเข้าอบรมที่กรุงเทพฯ สะดวกกว่าเพราะเบิกค่าใช้จ่ายได้ทุกอย่าง การอบรมในพื้นที่ต้องเดินทางไป-กลับ ไปอบรมที่กรุงเทพฯ ช่วงปิดเทอมพาลูกหลานไปเที่ยวด้วยได้ ส่งชื่อผู้เข้าอบรมมาหลายคนแต่ไม่ได้มาทั้งหมดหรอก เอาจำนวนเยอะไว้เพื่อจะขอรถรับ-ส่งจากโรงพยาบาลได้ ฯลฯ
เป้าหมายการจัดอบรมของเราไม่ได้อยู่ที่รายได้ เอาแค่ไม่ติดลบก็พอ เราจึงจัดอบรมตามแผนและที่ดีใจคือการอบรมรุ่นแรกนี้มีแพทย์วัยหนุ่มสาวมาเข้าอบรมด้วยหลายคน ช่วงไหนที่ดิฉันเข้าฟังวิทยากรบรรยาย ก็พยายามบันทึกเนื้อหาไว้เพื่อเอามาเผยแพร่ให้ผู้อื่นได้รู้ด้วย ถึงจะไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ แต่ก็ยังมีประโยชน์ ลองติดตามดูนะคะ
วันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๕๓
หัวข้อ : ความสำคัญของการจัดองค์กรและการให้ความรู้โรคเบาหวาน
วิทยากร : รศ.พญ.สุนิตย์ จันทรประเสริฐ นายกสมาคมผู้ให้ความรู้โรคเบาหวาน
การจะเป็น Educator ต้องรู้หลายอย่าง การให้ความรู้ควรจะมีหลักสูตรซึ่งต้องปรับให้เข้ากับวัฒนธรรมและชุมชนนั้นๆ Content จะต้องมีอะไรบ้าง เช่น เมื่อไหร่ที่เรียกว่าเป็นเบาหวาน น้ำตาลต้องเท่าไหร่....มีเบาหวานชนิดใดบ้าง ป้องกันหรือรักษาอย่างไร....อินซูลิน ถ้าขาดจะทำให้เกิดอะไร ต้องรู้ action ของอินซูลิน...อาจจะต้องลงเรื่อง metabolic syndrome
เป็นเบาหวานแล้วจะเกิดโรคแทรกซ้อนอะไร อะไรเป็นสาเหตุหรือ risk factors สำคัญที่ทำให้เกิด..การป้องกันเบาหวานลงไต ขึ้นตา...neuropathy: ANS, peripheral neurophathy เรื่องสำคัญอีกอย่างคือการรักษา โภชนบำบัด (MNT) จำเป็น เรื่องอาหารควรรู้จักอะไรบ้าง ควรจะต้องรับประทานอย่างไร ฉลากอาหาร ถ้าซื้อนมมากล่องหนึ่ง จะมีฉลากอาหาร และต้อง assess ภาวะอาหารอย่างไร และควรมีเรื่องการวางแผนอาหาร (meal planning) รู้จักอาหารแลกเปลี่ยน (food exchange system) วิธีนับคาร์โบไฮเดรต รู้จัก glycemic index
การออกกำลังกาย มีประโยชน์อะไรบ้าง แต่ละคนควรจะออกกำลังกายอย่างไร ต้อง check up อะไรบ้าง มี autonomic neuropathy หรือเปล่า check DR ...ผลดีผลเสีย...การออกกำลังกายนอกจากจะทำให้น้ำตาลต่ำแล้ว ก็ทำให้น้ำตาลสูงได้ เช่นในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ ๑
ยาอย่างเดียวกัน แต่คนละบริษัทชื่อยาต่างกัน บาง รพ.ชื่อยาเปลี่ยนทุกปี แล้วแต่ประมูลได้ รู้ชื่อยา ยาออกฤทธิ์อย่างไร กินเท่าไหร่ อย่างไร ผลข้างเคียงมีอะไร จะป้องกันผลข้างเคียงอย่างไร
การดูแลตนเอง ต้องเน้นเสมอๆ เช่น ตรวจน้ำตาลในเลือดด้วยตนเอง บางรายอาจตรวจปัสสาวะ อาจต้องตรวจคีโตน การดูแลเท้า ถ้ารู้จะทำให้การควบคุมเบาหวานดีขึ้น โรคแทรกซ้อนน้อยลง
การประเมิน ทำไมจึงต้องประเมิน ไม่ใช่ติดป้ายแล้วไปเกณฑ์คนไข้มา จะไม่ได้ผล ต้องมีการประเมินเสียก่อนว่าคนไข้ของเราใครเป็นอะไร อย่างไร ความรู้ ความเชื่อ ความเชื่อสำคัญมาก เราจะได้มีวิธีการดูแล เช่นบางคนเชื่อเรื่องกรรมเวร สมุนไพร เราฟังเขา วิธีการ assess ทำอย่างไร ซักถาม พูดคุย แบบสอบถาม pre-test post-test ต้องมีการบันทึก จะได้ประหยัดเวลาและจำได้ว่าสอนอะไรไปแล้วบ้าง
มีการวางแผน (Plan) ว่าสอนอย่างไร ที่สำคัญคือวางแผนกับคนไข้ว่าเขาต้องการรู้อะไร เขาควรต้องรู้อะไร topic ควร update เสมอ การกำหนดวัตถุประสงค์ ผู้ป่วยต้องเห็นชอบด้วย
วิธีการที่ implement ภาษาต้องง่ายๆ เช่น น้ำตาลแทนกลูโคส กระตุ้น (encourage) ให้ทำ ไม่ใช่บอกให้ทำ เป็นผู้ฟังที่ดี ไม่ใช่สอนครั้งเดียว ต้องสอนซ้ำๆ ...สถานที่ บางที่ไปสอน exercise ใต้ต้นไม้ สร้างสิ่งแวดล้อมที่กระตุ้นความสนใจ ควร specific สอนแต่ละคน เป็นกลุ่ม ถ้าเป็น lecture ไม่ควรเกิน ๑๕ นาที บางทีเอาตัวอย่าง case มาให้กลุ่มช่วยกันอภิปรายถกเถียง การสาธิต..ทำ camp จะช่วยให้มีส่วนร่วมมากขึ้น
การ evaluation อาจดูเป็นคน outcome ดูระดับ community ดูอะไร (การป้องกัน การ support) clinical outcome
ขั้นตอนของการจัดตั้งทีม จะเน้นเรื่องผู้บริหารมาก ถ้าผู้บริหารไม่สนใจจะได้รับการสนับสนุนน้อย ต้องเน้นให้ผู้บริหารให้ความสำคัญ ปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขให้ความสำคัญเรื่อง education จึงทำงานได้ง่ายกว่าเดิม
สื่อการสอนที่เหมาะสม อาจทำเอง หาจากที่มีอยู่แล้ว เป็นการ short cut หรือไปดูจากที่เขาทำแล้วดี มีงบประมาณ มีการประชาสัมพันธ์กันหน่อย ก่อนอื่นต้องเห็นความสำคัญว่าการให้ความรู้เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด
วัลลา ตันตโยทัย